ซูเราะฮ์อันนิสาอ์
النساء
ตอนที่ 6 · อายะฮ์ 32–35 · อย่าอิจฉาความโปรดปราน · ทายาทและพันธะ · ผู้ดูแลครอบครัว · การไกล่เกลี่ย
ส่วนที่ 25 อายะฮ์ 32 : อย่าอิจฉาในสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงโปรดปรานผู้อื่น
4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 32
- وَلَا تَتَمَنَّوْا مَا فَضَّلَ اللَّهُ بِهِ بَعْضَكُمْ عَلَىٰ بَعْضٍ لِّلرِّجَالِ نَصِيبٌ مِّمَّا اكْتَسَبُوا وَلِلنِّسَاءِ نَصِيبٌ مِّمَّا اكْتَسَبْنَ وَاسْأَلُوا اللَّهَ مِن فَضْلِهِ إِنَّ اللَّهَ كَانَ بِكُلِّ شَيْءٍ عَلِيمًا วะลา ตะตะมันเนาว์ มา ฟัฎเฎาะลัลลอฮุ บิฮี บะอ์เฎาะกุม อะลา บะอ์ฎ์ ลิรฺริญาลิ นะศีบุน มิมมัก-ตะสะบู วะลินนิสาอิ นะศีบุน มิมมัก-ตะสับนะ วัสอะลุลลอฮะ มิน ฟัฎลิฮ์ อินนัลลอฮะ กานะ บิกุลลิ ชัยอิน อะลีมา และจงอย่าปรารถนา (อิจฉา) ในสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงโปรดปรานให้บางคนในหมู่พวกเจ้าเหนืออีกบางคน สำหรับผู้ชายมีส่วนได้จากสิ่งที่พวกเขาได้ขวนขวายไว้ และสำหรับผู้หญิงก็มีส่วนได้จากสิ่งที่พวกนางได้ขวนขวายไว้ และจงขอต่ออัลลอฮ์จากความโปรดปรานของพระองค์ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง
สาเหตุการประทาน: อุมมุสะละมะฮ์ถามว่า “เหตุใดผู้ชายจึงได้ออกรบและได้มรดกสองเท่า?” และหญิงบางคนอยากเป็นชายเพื่อออกรบ · อัลลอฮ์จึงห้าม “ตะตะมันเนาว์” (อิจฉา/ปรารถนาเอาความโปรดปรานเฉพาะของผู้อื่น) เพราะเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดด้วยหิกมะฮ์และความยุติธรรม · “ลิรฺริญาลิ นะศีบุน มิมมัก-ตะสะบู วะลินนิสาอิ นะศีบุน มิมมัก-ตะสับนะ” — ต่างฝ่ายได้ผลตอบแทนตามการกระทำของตน · แล้วชี้ทางออก: “วัสอะลุลลอฮะ มิน ฟัฎลิฮ์” (จงขอความโปรดปรานจากอัลลอฮ์) แทนการอิจฉา — เพราะการอิจฉาไม่เป็นประโยชน์ แต่การวิงวอนขอนั้นได้ผล
หมายเหตุ: อายะฮ์นี้ห้ามอิจฉาความโปรดปราน “เฉพาะ” ของผู้อื่น มิได้ห้ามการปรารถนา “เยี่ยง” ความดีของเขา ดังหะดีษ “ไม่มีการอิจฉา (ที่อนุญาต) เว้นแต่ในสองกรณี” (ปรารถนาเยี่ยงผู้ที่ใช้ทรัพย์และความรู้ในทางที่ดี)
ต้นฉบับอาหรับ
«لا حسَدَ إلا في اثنتينِ: رجلٌ آتاه اللهُ مالًا فسلَّطه على هَلَكَتِه في الحقِّ، ورجلٌ آتاه اللهُ الحكمةَ فهو يقضي بها ويُعلِّمُها».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «ไม่มีการอิจฉา (ในความหมายที่พึงมี — คือปรารถนาเยี่ยงเขา) เว้นแต่ในสองกรณี: ชายที่อัลลอฮ์ประทานทรัพย์แก่เขาแล้วเขาใช้มันหมดไปในทางที่ถูกต้อง และชายที่อัลลอฮ์ประทานวิทยปัญญาแก่เขาแล้วเขาตัดสินด้วยมันและสอนมัน»
ส่วนที่ 27 อายะฮ์ 33 : ทายาทและพันธะสัญญา
4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 33
- وَلِكُلٍّ جَعَلْنَا مَوَالِيَ مِمَّا تَرَكَ الْوَالِدَانِ وَالْأَقْرَبُونَ وَالَّذِينَ عَقَدَتْ أَيْمَانُكُمْ فَآتُوهُمْ نَصِيبَهُمْ إِنَّ اللَّهَ كَانَ عَلَىٰ كُلِّ شَيْءٍ شَهِيدًا วะลิกุลลิน ญะอัลนา มะวาลิยะ มิมมา ตะเราะกัลวาลิดานิ วัลอักเราะบูน วัลละซีนะ อะเกาะดัต อัยมานุกุม ฟะอาตูฮุม นะศีบะฮุม อินนัลลอฮะ กานะ อะลา กุลลิ ชัยอิน ชะฮีดา และสำหรับแต่ละคน เราได้ให้มีบรรดาทายาท (ผู้รับมรดก) จากสิ่งที่บิดามารดาและญาติใกล้ชิดได้ทิ้งไว้ และบรรดาผู้ที่คำสาบานของพวกเจ้าได้ผูกพันไว้ (เป็นพันธมิตร) ก็จงมอบส่วนของพวกเขาแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเป็นพยานเหนือทุกสิ่ง
“วะลิกุลลิน ญะอัลนา มะวาลิยะ” — สำหรับทุกคน อัลลอฮ์ทรงกำหนด “มะวาลี” (ทายาท/อะเศาะบะฮ์) ที่จะรับมรดกจากบิดามารดาและญาติ · “วัลละซีนะ อะเกาะดัต อัยมานุกุม” — และผู้ที่ทำ พันธะสัญญา (หิลฟ์) ด้วยคำสาบานอันหนักแน่น ให้มอบส่วนแบ่งแก่พวกเขา · หมายเหตุประวัติศาสตร์: ในช่วงต้นอิสลาม ผู้อพยพ (มุฮาญิรีน) และชาวอันศอรที่ท่านนบี ﷺ ผูกเป็นพี่น้องกัน รับมรดกกันได้ผ่านพันธะนี้ แต่ต่อมาถูก ยกเลิก (นัสค์) ด้วยอายะฮ์ “และบรรดาผู้เป็นเครือญาติย่อมใกล้ชิด (มีสิทธิ์รับมรดก) กันมากกว่า” (อัลอันฟาล 75) — คงเหลือแต่การรักษาพันธะเรื่องความช่วยเหลือและความจริงใจ · ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า “ไม่มีพันธะ (หิลฟ์ ในเรื่องมรดก) ในอิสลาม และพันธะใดในญาฮิลียะฮ์ (เรื่องความช่วยเหลือ) อิสลามยิ่งเพิ่มความเข้มแข็งให้” (มุสลิม #2530)
ส่วนที่ 29 อายะฮ์ 34 : ผู้ชายเป็นผู้ดูแลครอบครัว และการจัดการความไม่ลงรอย
4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 34
- الرِّجَالُ قَوَّامُونَ عَلَى النِّسَاءِ بِمَا فَضَّلَ اللَّهُ بَعْضَهُمْ عَلَىٰ بَعْضٍ وَبِمَا أَنفَقُوا مِنْ أَمْوَالِهِمْ فَالصَّالِحَاتُ قَانِتَاتٌ حَافِظَاتٌ لِّلْغَيْبِ بِمَا حَفِظَ اللَّهُ وَاللَّاتِي تَخَافُونَ نُشُوزَهُنَّ فَعِظُوهُنَّ وَاهْجُرُوهُنَّ فِي الْمَضَاجِعِ وَاضْرِبُوهُنَّ فَإِنْ أَطَعْنَكُمْ فَلَا تَبْغُوا عَلَيْهِنَّ سَبِيلًا إِنَّ اللَّهَ كَانَ عَلِيًّا كَبِيرًا อัรฺริญาลุ ก็อววามูนะ อะลันนิสาอิ บิมา ฟัฎเฎาะลัลลอฮุ บะอ์เฎาะฮุม อะลา บะอ์ฎิน วะบิมา อันฟะกู มิน อัมวาลิฮิม ฟัศศอลิหาตุ กอนิตาตุน หาฟิซอตุน ลิลฆ็อยบิ บิมา หะฟิซอลลอฮ์ วัลลาตี ตะคอฟูนะ นุชูซะฮุนนะ ฟะอิซูฮุนนะ วะฮ์ญุรูฮุนนะ ฟิลมะฎอญิอิ วัฎริบูฮุนนะ ฟะอิน อะฏออ์นะกุม ฟะลา ตับฆู อะลัยฮินนะ สะบีลา อินนัลลอฮะ กานะ อะลียยัน กะบีรา ผู้ชายเป็นผู้ดูแลปกป้อง (ก็ววาม) เหนือผู้หญิง เนื่องด้วยการที่อัลลอฮ์ทรงโปรดปรานบางคนเหนืออีกบางคน และเนื่องด้วยการที่พวกเขาได้ใช้จ่ายจากทรัพย์สินของพวกเขา ดังนั้นบรรดาหญิงที่ดีย่อมเป็นผู้ภักดี (เชื่อฟัง) เป็นผู้รักษา (เกียรติและทรัพย์ของสามี) ในยามลับหลัง ด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงให้รักษาไว้ และบรรดาหญิงที่พวกเจ้าเกรงว่าจะดื้อดึงแข็งข้อ (นุชูซ) ของนาง ก็จงตักเตือนพวกนาง และแยกที่นอนกับพวกนาง และตี (เบา ๆ ไม่ให้บาดเจ็บ) พวกนาง แต่หากพวกนางเชื่อฟังพวกเจ้าแล้ว ก็จงอย่าหาทาง (เอาเรื่อง) เอาผิดแก่พวกนางอีก แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่
“อัรฺริญาลุ ก็อววามูนะ อะลันนิสาอ์” — ผู้ชายเป็น “ก็ววาม” (ผู้ดูแล ปกป้อง รับผิดชอบ และนำครอบครัว) ด้วยเหตุผลสองประการ: (1) “บิมา ฟัฎเฎาะลัลลอฮ์” — คุณสมบัติที่อัลลอฮ์ประทานให้ (เช่น หน้าที่นุบูวะฮ์และการเป็นผู้นำโดยทั่วไป) · (2) “วะบิมา อันฟะกู” — ภาระที่เขาต้องจ่าย (มะฮัร ค่าเลี้ยงดู) · การเป็นผู้ดูแลนี้คือ ความรับผิดชอบ มิใช่การกดขี่
“ฟัศศอลิหาตุ กอนิตาตุน หาฟิซอตุน ลิลฆ็อยบ์” — หญิงที่ดีคือผู้ เชื่อฟัง (ในสิ่งที่ถูกต้อง) และ รักษาเกียรติและทรัพย์ของสามีในยามลับหลัง — ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า “ภรรยาที่ดีที่สุดคือ เมื่อมองนางก็ทำให้พอใจ เมื่อสั่งนางก็เชื่อฟัง และเมื่อจากไปนางก็รักษาตัวและทรัพย์ให้”
การจัดการนุชูซ (การดื้อดึงแข็งข้อ) — สามขั้นตามลำดับ:
- “ฟะอิซูฮุนนะ” (ตักเตือน) — ด้วยวาจาดี เตือนให้ระลึกถึงอัลลอฮ์
- “วะฮ์ญุรูฮุนนะ ฟิลมะฎอญิอ์” (แยกที่นอน) — หันหลังให้ ไม่ร่วมหลับนอน (ในบ้าน ไม่ใช่ในที่สาธารณะ)
- “วัฎริบูฮุนนะ” (ตีเบา ๆ) — เฉพาะเมื่อสองขั้นแรกไม่ได้ผล และต้องเป็น “เฎาะรบัน ฆ็อยเราะ มุบัรฺริห์” (การตีที่ไม่ทำให้บาดเจ็บ ไม่หักกระดูก ไม่ทิ้งรอย ไม่ตีที่ใบหน้า) — เป็นเชิงสัญลักษณ์เพื่อสื่อความจริงจัง มิใช่การทำร้าย
“ฟะอิน อะฏออ์นะกุม ฟะลา ตับฆู อะลัยฮินนะ สะบีลา” — เมื่อนางกลับมาเชื่อฟังแล้ว ห้ามหาเรื่องเอาผิดอีก · ปิดด้วย “อินนัลลอฮะ กานะ อะลียยัน กะบีรา” — เป็นคำเตือนสามีว่าอัลลอฮ์ผู้ทรงสูงส่งทรงเป็นผู้คุ้มครองสตรี และจะทรงตอบโต้ผู้ที่กดขี่นางโดยไม่เป็นธรรม
ต้นฉบับอาหรับ
«فاتَّقوا اللهَ في النساءِ، فإنكم أخذتُموهنَّ بأمانةِ اللهِ… ولهنَّ عليكم رزقُهنَّ وكِسوتُهنَّ بالمعروفِ».
ท่านนบี ﷺ กล่าวในโอวาทหัจญะตุลวะดาอ์ว่า «จงยำเกรงอัลลอฮ์ในเรื่องสตรี เพราะพวกท่านได้รับพวกนางมาด้วยอะมานะฮ์ (ความไว้วางใจ) ของอัลลอฮ์… และพวกนางมีสิทธิ์เหนือพวกท่านในเรื่องปัจจัยยังชีพและเครื่องนุ่งห่มโดยชอบธรรม» (และในสำนวนอื่นทรงกำชับว่าหากจำเป็นต้องตักเตือนก็ให้ ตีอย่างไม่ทำให้บาดเจ็บ)
อายะฮ์ 35 : การไกล่เกลี่ยเมื่อเกิดความขัดแย้งในชีวิตคู่
4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 35
- وَإِنْ خِفْتُمْ شِقَاقَ بَيْنِهِمَا فَابْعَثُوا حَكَمًا مِّنْ أَهْلِهِ وَحَكَمًا مِّنْ أَهْلِهَا إِن يُرِيدَا إِصْلَاحًا يُوَفِّقِ اللَّهُ بَيْنَهُمَا إِنَّ اللَّهَ كَانَ عَلِيمًا خَبِيرًا วะอิน คิฟตุม ชิกอเกาะ บัยนิฮิมา ฟับอะษู หะกะมัน มิน อะฮ์ลิฮี วะหะกะมัน มิน อะฮ์ลิฮา อิน ยุรีดา อิศลาหัน ยุวัฟฟิกิลลาฮุ บัยนะฮุมา อินนัลลอฮะ กานะ อะลีมัน เคาะบีรา และหากพวกเจ้าเกรงว่าจะมีการแตกแยกระหว่างเขาทั้งสอง (สามีภรรยา) ก็จงส่งผู้ตัดสิน (ฮะกัม) คนหนึ่งจากครอบครัวของฝ่ายชาย และผู้ตัดสินคนหนึ่งจากครอบครัวของฝ่ายหญิง หากทั้งสอง (ผู้ตัดสิน) ต้องการให้เกิดความปรองดอง อัลลอฮ์ก็จะทรงทำให้เกิดความสมานฉันท์ระหว่างเขาทั้งสอง แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงตระหนักยิ่ง
หลังกล่าวถึงกรณีที่ความไม่ลงรอยมาจากฝ่ายภรรยา (อายะฮ์ 34) อายะฮ์นี้กล่าวถึงกรณีที่ ความขัดแย้ง (ชิกอก) มาจากทั้งสองฝ่าย · ทางแก้คือ ส่งผู้ไกล่เกลี่ย (ฮะกัม) ที่น่าเชื่อถือ ฝ่ายละหนึ่งคน (จากครอบครัวสามีและครอบครัวภรรยา) มาพิจารณาและตัดสินว่าใครผิด แล้วหาทาง สมานฉันท์หรือแยกทางตามความเหมาะสม · อิสลามให้ความสำคัญกับ การประนีประนอม เป็นอันดับแรก “อิน ยุรีดา อิศลาหัน ยุวัฟฟิกิลลาฮุ บัยนะฮุมา” (หากผู้ไกล่เกลี่ยตั้งใจให้เกิดความปรองดอง อัลลอฮ์จะทรงประทานความสมานฉันท์) — เพราะความจริงใจในการซ่อมแซมย่อมได้รับความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์