← ดัชนีซูเราะฮ์
4

ซูเราะฮ์อันนิสาอ์

النساء

ตอนที่ 3 · อายะฮ์ 15–23 · โทษของการทำชั่ว · ประตูเตาบะฮ์ · การอยู่ร่วมกันด้วยดี · สตรีต้องห้าม

  • บทที่ 4
  • 176 อายะฮ์
  • มะดะนียะฮ์
  • กำลังตรวจ
📖 อ่านต้นฉบับอาหรับ (ฉบับซามี)
เรียบเรียง

ส่วนที่ 11 อายะฮ์ 15–16 : บทลงโทษการทำชั่วในระยะแรก

4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 15–16
  1. وَاللَّاتِي يَأْتِينَ الْفَاحِشَةَ مِن نِّسَائِكُمْ فَاسْتَشْهِدُوا عَلَيْهِنَّ أَرْبَعَةً مِّنكُمْ فَإِن شَهِدُوا فَأَمْسِكُوهُنَّ فِي الْبُيُوتِ حَتَّىٰ يَتَوَفَّاهُنَّ الْمَوْتُ أَوْ يَجْعَلَ اللَّهُ لَهُنَّ سَبِيلًا วัลลาตี ยะอ์ตีนัลฟาหิชะตะ มิน นิสาอิกุม ฟัสตัชฮิดู อะลัยฮินนะ อัรฺบะอะตัน มินกุม ฟะอิน ชะฮิดู ฟะอัมสิกูฮุนนะ ฟิลบุยูติ หัตตา ยะตะวัฟฟาฮุนนัลเมาตุ เอา ยัจญอะลัลลอฮุ ละฮุนนะ สะบีลา และบรรดาผู้ที่กระทำการลามก (ซินา) ในหมู่ผู้หญิงของพวกเจ้า จงหาพยานสี่คนจากพวกเจ้ามายืนยันต่อพวกนาง หากพวกเขายืนยัน (ว่านางกระทำผิดจริง) ก็จงกักตัวพวกนางไว้ในบ้านจนกว่าความตายจะพรากพวกนางไป หรือจนกว่าอัลลอฮ์จะทรงกำหนดทางออกอื่นให้แก่พวกนาง
  2. وَاللَّذَانِ يَأْتِيَانِهَا مِنكُمْ فَآذُوهُمَا فَإِن تَابَا وَأَصْلَحَا فَأَعْرِضُوا عَنْهُمَا إِنَّ اللَّهَ كَانَ تَوَّابًا رَّحِيمًا วัลละซานิ ยะอ์ติยานิฮา มินกุม ฟะอาซูฮุมา ฟะอิน ตาบา วะอัศละหา ฟะอะอ์ริฎู อันฮุมา อินนัลลอฮะ กานะ เตาวาบัน เราะหีมา และชายหญิงสองคนที่กระทำมัน (ลามก) ในหมู่พวกเจ้า ก็จงทำร้าย (ตำหนิ) เขาทั้งสอง แต่ถ้าเขาทั้งสองสำนึกผิดและปรับปรุงตัว ก็จงเมินเสียจากเขาทั้งสอง แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรับการสำนึกผิด ผู้ทรงเมตตาเสมอ

ในระยะแรกของอิสลาม บทลงโทษหญิงที่ทำ “ฟาหิชะฮ์” (ซินา) ที่พิสูจน์ด้วย พยานสี่คน คือ กักตัวไว้ในบ้านจนตาย และชายหญิงที่ทำผิดถูก ตำหนิ/ทำร้ายด้วยวาจา · แต่อายะฮ์เองบอกว่ามีทางออกในอนาคต “เอา ยัจญอะลัลลอฮุ ละฮุนนะ สะบีลา” (จนกว่าอัลลอฮ์จะกำหนดทางออก) · “ทางออก” นั้นคือบทลงโทษที่ประทานภายหลังในซูเราะฮ์อันนูร (เฆี่ยนสำหรับผู้ที่ยังไม่แต่งงาน และขว้างหินสำหรับผู้ที่แต่งแล้ว) — อายะฮ์นี้จึงถูก ยกเลิก (นัสค์) โดยบทลงโทษใหม่ · “ฟะอิน ตาบา วะอัศละหา ฟะอะอ์ริฎู อันฮุมา” — หากสำนึกและกลับตัว ก็ให้เลิกตำหนิ เพราะ “ผู้ที่เตาบะฮ์จากบาปเสมือนผู้ไม่มีบาป”

หะดิษ ที่ 6 — อัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดทางออกแล้ว — บทลงโทษซินา
ระดับ: ศอหีห์
ต้นฉบับอาหรับ

«خُذوا عنِّي، خُذوا عنِّي، قد جعل اللهُ لهنَّ سبيلًا: البِكرُ بالبِكرِ جَلدُ مائةٍ وتغريبُ عامٍ، والثيِّبُ بالثيِّبِ جَلدُ مائةٍ والرَّجمُ».

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «จงรับ (บทบัญญัติ) จากฉัน จงรับจากฉัน อัลลอฮ์ได้ทรงกำหนดทางออกให้แก่พวกนางแล้ว: ผู้ที่ยังไม่แต่งงานกับผู้ที่ยังไม่แต่งงาน (ถ้าทำซินา) ให้เฆี่ยนร้อยทีและเนรเทศหนึ่งปี ส่วนผู้ที่แต่งงานแล้วกับผู้ที่แต่งงานแล้ว ให้เฆี่ยนร้อยทีและขว้างด้วยหิน»

📎 ศอหีห์มุสลิม #1690 (จากอุบาดะฮ์ อิบนุศศอมิต) ยืนยันแล้ว — มุสลิม #1690 ตรวจสอบ ↗
เรียบเรียง

ส่วนที่ 13 อายะฮ์ 17–18 : ประตูเตาบะฮ์เปิดจนกว่าจะถึงวาระสุดท้าย

4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 17–18
  1. إِنَّمَا التَّوْبَةُ عَلَى اللَّهِ لِلَّذِينَ يَعْمَلُونَ السُّوءَ بِجَهَالَةٍ ثُمَّ يَتُوبُونَ مِن قَرِيبٍ فَأُولَٰئِكَ يَتُوبُ اللَّهُ عَلَيْهِمْ وَكَانَ اللَّهُ عَلِيمًا حَكِيمًا อินนะมัตเตาบะตุ อะลัลลอฮิ ลิลละซีนะ ยะอ์มะลูนัสสูอะ บิญะฮาละติน ษุมมะ ยะตูบูนะ มิน เกาะรีบ ฟะอุลาอิกะ ยะตูบุลลอฮุ อะลัยฮิม วะกานัลลอฮุ อะลีมัน หะกีมา แท้จริง การรับการสำนึกผิด (ที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดไว้กับพระองค์) นั้นสำหรับบรรดาผู้ที่กระทำความชั่วโดยความโง่เขลา แล้วสำนึกผิดในเวลาอันใกล้ (ก่อนตาย) ชนเหล่านั้นแหละ อัลลอฮ์จะทรงรับการสำนึกผิดของพวกเขา และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ
  2. وَلَيْسَتِ التَّوْبَةُ لِلَّذِينَ يَعْمَلُونَ السَّيِّئَاتِ حَتَّىٰ إِذَا حَضَرَ أَحَدَهُمُ الْمَوْتُ قَالَ إِنِّي تُبْتُ الْآنَ وَلَا الَّذِينَ يَمُوتُونَ وَهُمْ كُفَّارٌ أُولَٰئِكَ أَعْتَدْنَا لَهُمْ عَذَابًا أَلِيمًا วะลัยสะติตเตาบะตุ ลิลละซีนะ ยะอ์มะลูนัสสัยยิอาติ หัตตา อิซา หะเฎาะเราะ อะหะดะฮุมุลเมาตุ กอละ อินนี ตุบตุลอาน วะลัลละซีนะ ยะมูตูนะ วะฮุม กุฟฟาร อุลาอิกะ อะอ์ตัดนา ละฮุม อะซาบัน อะลีมา และการสำนึกผิดนั้นหามีไม่สำหรับบรรดาผู้ที่กระทำความชั่วทั้งหลาย จนกระทั่งเมื่อความตายมาถึงคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเขา เขาจึงกล่าวว่า ‘บัดนี้ข้าพเจ้าขอสำนึกผิดแล้ว’ และก็หามีไม่สำหรับบรรดาผู้ที่ตายลงในสภาพที่เป็นผู้ปฏิเสธ ชนเหล่านั้น เราได้เตรียมการลงโทษอันเจ็บปวดไว้แล้ว

“บิญะฮาละฮ์” (ด้วยความโง่เขลา) — นักตัฟซีร (มุญาฮิด อบูอาลิยะฮ์) อธิบายว่า ทุกคนที่ฝ่าฝืนอัลลอฮ์ ไม่ว่าโดยตั้งใจหรือพลั้งเผลอ ถือว่า “เขลา” ในขณะนั้น · “ยะตูบูนะ มิน เกาะรีบ” (สำนึกในเวลาอันใกล้) — คือก่อนที่จะเห็นมลาอิกะฮ์มรณะ ก่อน “ฆ็อรฺฆ็อเราะฮ์” (ลมหายใจรวยรินติดคอ) · ท่านนบี ﷺ ยืนยันว่าอัลลอฮ์ทรงรับเตาบะฮ์ ตราบใดที่ยังไม่ถึงขั้นฆ็อรฺฆ็อเราะฮ์

ในทางกลับกัน เตาบะฮ์ไม่ถูกรับ ในสองกรณี: (1) ผู้ที่สำนึก ตอนใกล้ตายเท่านั้น (เมื่อสิ้นหวังในชีวิตแล้ว) ดังฟิรเอาน์ที่กล่าวศรัทธาเมื่อจมน้ำ · (2) ผู้ที่ ตายในสภาพกาฟิร — จะได้รับการลงโทษอันเจ็บปวด

หะดิษ ที่ 7 — อัลลอฮ์ทรงรับเตาบะฮ์ของบ่าวตราบใดที่ยังไม่ถึงลมหายใจรวยริน
ระดับ: หะสัน
ต้นฉบับอาหรับ

«إنَّ اللهَ يقبَلُ توبةَ العبدِ ما لم يُغَرْغِرْ».

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรับการสำนึกผิดของบ่าว ตราบใดที่เขายังไม่ถึงขั้นลมหายใจรวยริน (ฆ็อรฺฆ็อเราะฮ์ — วิญญาณติดคอใกล้ขาดใจ)»

📎 สุนันติรมิซี #3537 · สุนันอิบนุมาญะฮ์ #4253 (จากอิบนุอุมัร) ยืนยันแล้ว — ติรมิซี #3537 ตรวจสอบ ↗
เรียบเรียง

ส่วนที่ 15 อายะฮ์ 19 : ห้ามข่มเหงสตรี และจงอยู่ร่วมกันด้วยดี

4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 19
  1. يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لَا يَحِلُّ لَكُمْ أَن تَرِثُوا النِّسَاءَ كَرْهًا وَلَا تَعْضُلُوهُنَّ لِتَذْهَبُوا بِبَعْضِ مَا آتَيْتُمُوهُنَّ إِلَّا أَن يَأْتِينَ بِفَاحِشَةٍ مُّبَيِّنَةٍ وَعَاشِرُوهُنَّ بِالْمَعْرُوفِ فَإِن كَرِهْتُمُوهُنَّ فَعَسَىٰ أَن تَكْرَهُوا شَيْئًا وَيَجْعَلَ اللَّهُ فِيهِ خَيْرًا كَثِيرًا ยา อัยยุฮัลละซีนะ อามะนู ลา ยะหิลลุ ละกุม อัน ตะริษุนนิสาอะ กัรฮา วะลา ตะอ์ฎุลูฮุนนะ ลิตัซฮะบู บิบะอ์ฎิ มา อาตัยตุมูฮุนนะ อิลลา อัน ยะอ์ตีนะ บิฟาหิชะติน มุบัยยินะฮ์ วะอาชิรูฮุนนะ บิลมะอ์รูฟ ฟะอิน กะริฮ์ตุมูฮุนนะ ฟะอะสา อัน ตักเราะฮู ชัยอัน วะยัจญอะลัลลอฮุ ฟีฮิ ค็อยร็อน กะษีรา โอ้บรรดาผู้ศรัทธา ไม่เป็นที่อนุมัติแก่พวกเจ้าที่จะรับเอาบรรดาผู้หญิง (ภรรยาของญาติที่ตายไป) เป็นมรดกโดยการบังคับ และจงอย่าข่มเหงหน่วงเหนี่ยวพวกนางเพื่อที่พวกเจ้าจะเอาส่วนหนึ่งของสิ่ง (มะฮัร) ที่พวกเจ้าได้ให้แก่พวกนางกลับคืน นอกจากว่าพวกนางจะกระทำการลามกอันชัดแจ้ง และจงอยู่ร่วมกับพวกนางด้วยความดีงาม (มะอ์รูฟ) แล้วหากพวกเจ้าเกลียดพวกนาง ก็ (จงอดทนไว้) เพราะบางทีการที่พวกเจ้าเกลียดสิ่งหนึ่ง แต่อัลลอฮ์อาจทรงให้มีความดีมากมายอยู่ในสิ่งนั้น

อายะฮ์นี้ยกเลิกประเพณีอันเลวร้ายของญาฮิลียะฮ์: เมื่อชายตาย ญาติของเขาถือว่ามีสิทธิ์เหนือภรรยาม่าย (โยนผ้าคลุมนางถือว่า “รับมรดกนาง”) จะแต่งเอง หรือกักไว้จนนางไถ่ตัวด้วยทรัพย์ · อัลลอฮ์ห้าม “ตะริษุนนิสาอะ กัรฮา” (รับสตรีเป็นมรดกโดยบังคับ) · และห้าม “ตะอ์ฎุลูฮุนนะ” (ข่มเหงหน่วงเหนี่ยวภรรยาเพื่อบีบให้นางคืนมะฮัร) เว้นแต่นางทำ ฟาหิชะฮ์ชัดแจ้ง

หลักการทองของชีวิตคู่: “วะอาชิรูฮุนนะ บิลมะอ์รูฟ” (จงอยู่ร่วมกับพวกนางด้วยความดีงาม) — พูดจาดี ทำดี แสดงความอ่อนโยน ดังที่ท่านนบี ﷺ เป็นแบบอย่าง (ท่านหยอกล้อภรรยา แข่งวิ่งกับอาอิชะฮ์ และกล่าวว่า “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่ดีที่สุดต่อครอบครัว และฉันดีที่สุดต่อครอบครัวของฉัน”) · “ฟะอิน กะริฮ์ตุมูฮุนนะ…” — หากไม่ชอบภรรยา ก็ให้อดทน เพราะอาจมีความดีซ่อนอยู่ (เช่นได้บุตรที่ดี)

หะดิษ ที่ 8 — ผู้ศรัทธาชายอย่าเกลียดผู้ศรัทธาหญิง (ทั้งหมด)
ระดับ: ศอหีห์
ต้นฉบับอาหรับ

«لا يَفْرَكْ مؤمنٌ مؤمنةً، إن كَرِهَ منها خُلُقًا رَضِيَ منها آخرَ».

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «ผู้ศรัทธาชายอย่าได้เกลียด (ทั้งตัว) ผู้ศรัทธาหญิง (ที่เป็นภรรยา) เลย หากเขาไม่พอใจอุปนิสัยหนึ่งของนาง เขาก็ยังพอใจอีกอุปนิสัยหนึ่งของนาง»

📎 ศอหีห์มุสลิม #1469 (จากอบูฮุร็อยเราะฮ์) ยืนยันแล้ว — มุสลิม #1469 ตรวจสอบ ↗
เรียบเรียง

ส่วนที่ 17 อายะฮ์ 20–22 : ห้ามเอามะฮัรคืน และห้ามแต่งภรรยาของบิดา

4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 20–22
  1. وَإِنْ أَرَدتُّمُ اسْتِبْدَالَ زَوْجٍ مَّكَانَ زَوْجٍ وَآتَيْتُمْ إِحْدَاهُنَّ قِنطَارًا فَلَا تَأْخُذُوا مِنْهُ شَيْئًا أَتَأْخُذُونَهُ بُهْتَانًا وَإِثْمًا مُّبِينًا วะอิน อะร็อดตุมุสติบดาละ เซาญิน มะกานะ เซาจ์ วะอาตัยตุม อิห์ดาฮุนนะ กินฏอร็อน ฟะลา ตะกุซู มินฮุ ชัยอา อะตะกุซูนะฮู บุห์ตานัน วะอิษมัน มุบีนา และหากพวกเจ้าต้องการเปลี่ยนภรรยาคนหนึ่งแทนภรรยาอีกคนหนึ่ง (คือหย่าคนเก่าแต่งคนใหม่) และพวกเจ้าได้ให้แก่นางคนหนึ่ง (คนเก่า) ซึ่งทรัพย์อันมากมาย (มะฮัร) แล้ว ก็จงอย่าเอาสิ่งใดจากมันกลับคืนมา พวกเจ้าจะเอามันคืนโดยการใส่ร้ายและบาปอันชัดแจ้งกระนั้นหรือ?
  2. وَكَيْفَ تَأْخُذُونَهُ وَقَدْ أَفْضَىٰ بَعْضُكُمْ إِلَىٰ بَعْضٍ وَأَخَذْنَ مِنكُم مِّيثَاقًا غَلِيظًا วะกัยฟะ ตะกุซูนะฮู วะก็อด อัฟฎอ บะอ์ฎุกุม อิลา บะอ์ฎิน วะอะค็อซนะ มินกุม มีษาก็อน เฆาะลีซอ และพวกเจ้าจะเอามันกลับคืนได้อย่างไร ในเมื่อพวกเจ้าต่างได้ร่วมหลับนอนกันและกันแล้ว และพวกนางได้เอาสัญญาอันหนักแน่น (การสมรส) จากพวกเจ้า
  3. وَلَا تَنكِحُوا مَا نَكَحَ آبَاؤُكُم مِّنَ النِّسَاءِ إِلَّا مَا قَدْ سَلَفَ إِنَّهُ كَانَ فَاحِشَةً وَمَقْتًا وَسَاءَ سَبِيلًا วะลา ตันกิหู มา นะกะหะ อาบาอุกุม มินันนิสาอิ อิลลา มา ก็อด สะละฟ์ อินนะฮู กานะ ฟาหิชะตัน วะมักตัน วะสาอะ สะบีลา และจงอย่าสมรสกับบรรดาหญิงที่บิดาของพวกเจ้าได้สมรสด้วย เว้นแต่ที่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว (ในอดีตก่อนอิสลาม) แท้จริงมันเป็นสิ่งลามก เป็นที่น่ารังเกียจ (มักต์) และเป็นทางที่ชั่วช้ายิ่ง

ห้ามเอามะฮัรคืน (อายะฮ์ 20–21): เมื่อชายต้องการหย่าภรรยาเพื่อแต่งคนใหม่ ห้ามเรียกมะฮัรที่เคยให้กลับคืน แม้จะมากถึง “กินฏอร” (ทรัพย์มหาศาล) — การทำเช่นนั้นเป็น “บุห์ตาน” (การใส่ร้าย) และบาปชัดแจ้ง · อายะฮ์นี้เป็นหลักฐานว่า การให้มะฮัรมาก ๆ เป็นสิ่งที่อนุมัติได้ (อุมัรเคยห้ามการให้มะฮัรสูง แต่สตรีนางหนึ่งแย้งด้วยอายะฮ์นี้ อุมัรจึงยอมรับและถอนคำสั่ง) · “วะกัยฟะ ตะกุซูนะฮู วะก็อด อัฟฎอ บะอ์ฎุกุม อิลา บะอ์ฎ์” — จะเอาคืนได้อย่างไร ในเมื่อได้ร่วมชีวิตกันและมี “มีษาก็อน เฆาะลีซอ” (สัญญาอันหนักแน่น คือพันธะการสมรส) แล้ว

ห้ามแต่งภรรยาของบิดา (อายะฮ์ 22): ประเพณีญาฮิลียะฮ์ที่ลูกแต่งภรรยาม่ายของพ่อ (นิกาหุลมักต์) ถูกห้ามเด็ดขาด เพราะเป็น “ฟาหิชะฮ์ (ลามก) · มักต์ (น่ารังเกียจ) · และทางที่ชั่วช้า”

เรียบเรียง

อายะฮ์ 23 : บรรดาสตรีที่ต้องห้ามในการสมรส

4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 23
  1. حُرِّمَتْ عَلَيْكُمْ أُمَّهَاتُكُمْ وَبَنَاتُكُمْ وَأَخَوَاتُكُمْ وَعَمَّاتُكُمْ وَخَالَاتُكُمْ وَبَنَاتُ الْأَخِ وَبَنَاتُ الْأُخْتِ وَأُمَّهَاتُكُمُ اللَّاتِي أَرْضَعْنَكُمْ وَأَخَوَاتُكُم مِّنَ الرَّضَاعَةِ وَأُمَّهَاتُ نِسَائِكُمْ وَرَبَائِبُكُمُ اللَّاتِي فِي حُجُورِكُم مِّن نِّسَائِكُمُ اللَّاتِي دَخَلْتُم بِهِنَّ فَإِن لَّمْ تَكُونُوا دَخَلْتُم بِهِنَّ فَلَا جُنَاحَ عَلَيْكُمْ وَحَلَائِلُ أَبْنَائِكُمُ الَّذِينَ مِنْ أَصْلَابِكُمْ وَأَن تَجْمَعُوا بَيْنَ الْأُخْتَيْنِ إِلَّا مَا قَدْ سَلَفَ إِنَّ اللَّهَ كَانَ غَفُورًا رَّحِيمًا หุรฺริมัต อะลัยกุม อุมมะฮาตุกุม วะบะนาตุกุม วะอะเคาะวาตุกุม วะอัมมาตุกุม วะคอลาตุกุม วะบะนาตุลอัคิ วะบะนาตุลอุคติ วะอุมมะฮาตุกุมุลลาตี อัรฺเฎาะอ์นะกุม วะอะเคาะวาตุกุม มินัรฺเราะฎออะฮ์ วะอุมมะฮาตุ นิสาอิกุม วะเราะบาอิบุกุมุลลาตี ฟี หุญูริกุม มิน นิสาอิกุมุลลาตี ดะค็อลตุม บิฮินนะ ฟะอิน ลัม ตะกูนู ดะค็อลตุม บิฮินนะ ฟะลา ญุนาหะ อะลัยกุม วะหะลาอิลุ อับนาอิกุมุลละซีนะ มิน อัศลาบิกุม วะอัน ตัจญมะอู บัยนัลอุคตัยนิ อิลลา มา ก็อด สะลัฟ อินนัลลอฮะ กานะ ฆอฟูร็อน เราะหีมา ได้ถูกห้ามแก่พวกเจ้า (ในการสมรส) คือ มารดาของพวกเจ้า บุตรสาวของพวกเจ้า พี่น้องสาวของพวกเจ้า อาสาว (พี่น้องสาวของบิดา) น้าสาว (พี่น้องสาวของมารดา) บุตรสาวของพี่น้องชาย บุตรสาวของพี่น้องสาว มารดาของพวกเจ้าที่ให้นมพวกเจ้า (แม่นม) พี่น้องสาวร่วมน้ำนม มารดาของภรรยาของพวกเจ้า (แม่ยาย) ลูกเลี้ยงหญิงที่อยู่ในความดูแลของพวกเจ้าซึ่งเกิดจากภรรยาที่พวกเจ้าได้ร่วมหลับนอนแล้ว แต่ถ้าพวกเจ้ายังมิได้ร่วมหลับนอนกับพวกนาง (มารดาของลูกเลี้ยง) ก็ไม่มีบาปแก่พวกเจ้า (ที่จะแต่งลูกเลี้ยงหลังหย่ามารดา) และภรรยาของบุตรชายของพวกเจ้าที่เกิดจากเชื้อสายของพวกเจ้า (ลูกสะใภ้) และ (ห้าม) การรวมพี่น้องสาวสองคน (เป็นภรรยาพร้อมกัน) เว้นแต่ที่ได้ผ่านพ้นไปแล้ว แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ

อายะฮ์นี้คือ “อายะฮ์แห่งมะหาริม” (สตรีที่ต้องห้ามสมรส) อิบนุอับบาสสรุปว่า ห้าม ๗ ประเภททางสายเลือด (นะสับ) และ ๗ ประเภททางเกี่ยวดอง (ศิฮร์/เราะฎออะฮ์):

ทางสายเลือด (๗): มารดา · บุตรสาว · พี่น้องสาว · อาสาว · น้าสาว · หลานสาว (ลูกของพี่น้องชาย) · หลานสาว (ลูกของพี่น้องสาว)

ทางน้ำนม (เราะฎออะฮ์): แม่นม และพี่น้องร่วมน้ำนม — เพราะ “การให้นมทำให้ต้องห้ามเยี่ยงการเกิด (สายเลือด)”

ทางเกี่ยวดอง (ศิฮร์):

  • แม่ยาย — ห้ามทันทีที่ทำสัญญาแต่งกับลูกสาว (ไม่ว่าจะร่วมหลับนอนหรือยัง)
  • ลูกเลี้ยงหญิง (เราะบีบะฮ์) — ห้ามเฉพาะเมื่อ ร่วมหลับนอนกับมารดาของนางแล้ว หากหย่าก่อนร่วมหลับนอน ก็แต่งลูกเลี้ยงได้
  • ลูกสะใภ้ (ภรรยาของบุตรแท้ ๆ) — ตัดข้ออ้างของการรับบุตรบุญธรรม
  • การรวมพี่น้องสาวสองคนเป็นภรรยาพร้อมกัน — ห้าม
หะดิษ ที่ 9 — การให้นมทำให้ต้องห้ามเยี่ยงสายเลือด
ระดับ: ศอหีห์ · มุตตะฟักอะลัยฮ์
ต้นฉบับอาหรับ

«يَحْرُمُ من الرَّضاعةِ ما يَحْرُمُ من النَّسَبِ».

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «สิ่งที่เป็นที่ต้องห้าม (ในการสมรส) เพราะการให้นม ก็เป็นเช่นเดียวกับสิ่งที่ต้องห้ามเพราะสายเลือด»

📎 ศอหีห์บุคอรี #3105 · ศอหีห์มุสลิม #1444 (จากอาอิชะฮ์) ยืนยันแล้ว — บุคอรี #3105 · มุสลิม #1444 ตรวจสอบ ↗