ซูเราะฮ์อันนิสาอ์
النساء
ตอนที่ 34 · อายะฮ์ 171–173 · อย่าเลยเถิดในศาสนา · อีซาคือบ่าวและรอซูล มิใช่พระเจ้า
ส่วนที่ 82 อายะฮ์ 171 : อย่าเลยเถิดในศาสนา — อีซาคือรอซูลและกะลิมะฮ์ของอัลลอฮ์
4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 171
- يَا أَهْلَ الْكِتَابِ لَا تَغْلُوا فِي دِينِكُمْ وَلَا تَقُولُوا عَلَى اللَّهِ إِلَّا الْحَقَّ إِنَّمَا الْمَسِيحُ عِيسَى ابْنُ مَرْيَمَ رَسُولُ اللَّهِ وَكَلِمَتُهُ أَلْقَاهَا إِلَىٰ مَرْيَمَ وَرُوحٌ مِّنْهُ فَآمِنُوا بِاللَّهِ وَرُسُلِهِ وَلَا تَقُولُوا ثَلَاثَةٌ انتَهُوا خَيْرًا لَّكُمْ إِنَّمَا اللَّهُ إِلَٰهٌ وَاحِدٌ سُبْحَانَهُ أَن يَكُونَ لَهُ وَلَدٌ لَّهُ مَا فِي السَّمَاوَاتِ وَمَا فِي الْأَرْضِ وَكَفَىٰ بِاللَّهِ وَكِيلًا ยา อะฮ์ลัลกิตาบิ ลา ตัฆลู ฟี ดีนิกุม วะลา ตะกูลู อะลัลลอฮิ อิลลัลหักก์ อินนะมัลมะสีหุ อีสับนุ มัรยะมะ เราะสูลุลลอฮิ วะกะลิมะตุฮู อัลกอฮา อิลา มัรยะมะ วะรูหุน มินฮ์ ฟะอามินู บิลลาฮิ วะรุสุลิฮ์ วะลา ตะกูลู ษะลาษะฮ์ อินตะฮู ค็อยร็อน ละกุม อินนะมัลลอฮุ อิลาฮุน วาหิด สุบหานะฮู อัน ยะกูนะ ละฮู วะลัด ละฮู มา ฟิสสะมาวาติ วะมา ฟิลอัรฎ์ วะกะฟา บิลลาฮิ วะกีลา โอ้ชาวคัมภีร์ทั้งหลาย จงอย่าเลยเถิด (ฆุลูว์) ในศาสนาของพวกเจ้า และจงอย่ากล่าวเกี่ยวกับอัลลอฮ์นอกจากความจริงเท่านั้น แท้จริงอัลมะสีห์ อีซา บุตรของมัรยัม เป็นเพียงรอซูลของอัลลอฮ์ และเป็นกะลิมะฮ์ (ถ้อยคำ ‘จงเป็น’) ของพระองค์ที่ทรงประทานมันแก่มัรยัม และเป็นวิญญาณหนึ่งจากพระองค์ (ที่พระองค์ทรงสร้าง) ดังนั้น จงศรัทธาต่ออัลลอฮ์และบรรดารอซูลของพระองค์เถิด และจงอย่ากล่าวว่า ‘(พระเจ้ามี) สามองค์’ จงหยุดเสียเถิด (มันจะเป็น) การดีกว่าสำหรับพวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮ์คือพระเจ้าองค์เดียวเท่านั้น มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ที่จะทรงมีบุตร กรรมสิทธิ์ในสิ่งที่อยู่ในบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินเป็นของพระองค์ และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮ์ทรงเป็นผู้คุ้มครองดูแล
อายะฮ์นี้เป็นหนึ่งในอายะฮ์เตาฮีดที่สำคัญที่สุด — ห้ามชาวคัมภีร์ “ฆุลูว์” (เลยเถิด/ยกย่องเกินขอบเขต) ในศาสนา · คริสต์ได้ยกอีซาจากฐานะ นบี ไปเป็น พระเจ้า หรือ บุตรของพระเจ้า — นี่คือความเลยเถิดที่อัลลอฮ์ทรงห้าม
ความจริงเกี่ยวกับอีซา (ตามที่กุรอานวางไว้):
- “รอซูลุลลอฮ์” — เป็นเพียงรอซูลและบ่าวคนหนึ่งของอัลลอฮ์
- “กะลิมะตุฮู อัลกอฮา อิลา มัรยะมะ” — ถือกำเนิดด้วย ถ้อยคำ “กุน (จงเป็น)” ที่อัลลอฮ์ทรงส่งผ่านญิบรีลไปยังมัรยัม (มิได้หมายความว่าอีซา คือ ถ้อยคำ แต่ท่านเกิด ด้วย ถ้อยคำนั้น) เปรียบดังอาดัมที่ถูกสร้างโดยไร้บิดา (อาลิอิมรอน 3:59)
- “วะรูหุน มินฮ์” — เป็นวิญญาณที่อัลลอฮ์ทรงสร้างและทรงให้เกียรติด้วยการพาดพิงถึงพระองค์ (เช่นเดียวกับ “อูฐของอัลลอฮ์” “บ้านของอัลลอฮ์” — เป็นการพาดพิงเพื่อเกียรติ มิใช่ ว่าอีซาเป็นส่วนหนึ่งของอัลลอฮ์)
“วะลา ตะกูลู ษะลาษะฮ์” — จงอย่ากล่าวว่ามีพระเจ้าสามองค์ (ตรีเอกภาพ) · “อินนะมัลลอฮุ อิลาฮุน วาหิด” — อัลลอฮ์คือพระเจ้าองค์เดียว มหาบริสุทธิ์เกินกว่าจะมีบุตร · ทุกสิ่งในฟ้าและแผ่นดินเป็น บ่าวและกรรมสิทธิ์ของพระองค์ แล้วไฉนพระองค์จะมีคู่ครองหรือบุตรได้?
ต้นฉบับอาหรับ
«مَن شهِد أن لا إله إلا الله وحدَه لا شريكَ له، وأن محمدًا عبدُه ورسولُه، وأن عيسى عبدُ الله ورسولُه، وكلمتُه ألقاها إلى مريمَ ورُوحٌ منه، والجنةَ حقٌّ، والنارَ حقٌّ، أدخله اللهُ الجنةَ على ما كان من العملِ».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «ผู้ใดปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์เพียงองค์เดียว ไม่มีภาคีใดๆ แก่พระองค์ และว่ามุฮัมมัดเป็นบ่าวและรอซูลของพระองค์ และว่าอีซาเป็นบ่าวและรอซูลของอัลลอฮ์ และเป็นกะลิมะฮ์ของพระองค์ที่ทรงประทานแก่มัรยัม และเป็นวิญญาณจากพระองค์ และว่าสวรรค์เป็นความจริง นรกเป็นความจริง อัลลอฮ์จะทรงให้เขาเข้าสวรรค์ตามการงานที่เขาได้กระทำ»
ต้นฉบับอาหรับ
«لا تُطْروني كما أطرَتِ النصارى ابنَ مريمَ، فإنما أنا عبدُه، فقولوا: عبدُ الله ورسولُه».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «พวกท่านจงอย่ายกย่องฉันเกินขอบเขต ดังที่คริสต์ยกย่องบุตรของมัรยัม (จนทำให้เป็นพระเจ้า) แท้จริงฉันเป็นเพียงบ่าวของพระองค์ ดังนั้นจงกล่าวว่า ‘บ่าวของอัลลอฮ์และรอซูลของพระองค์’»
อายะฮ์ 172–173 : อีซาและมลาอิกะฮ์ไม่รังเกียจการเป็นบ่าวของอัลลอฮ์
4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 172–173
- لَّن يَسْتَنكِفَ الْمَسِيحُ أَن يَكُونَ عَبْدًا لِّلَّهِ وَلَا الْمَلَائِكَةُ الْمُقَرَّبُونَ وَمَن يَسْتَنكِفْ عَنْ عِبَادَتِهِ وَيَسْتَكْبِرْ فَسَيَحْشُرُهُمْ إِلَيْهِ جَمِيعًا ลัน ยัสตันกิฟัลมะสีหุ อัน ยะกูนะ อับดัน ลิลลาฮิ วะลัลมะลาอิกะตุลมุก็อรฺเราะบูน วะมัน ยัสตันกิฟ อัน อิบาดะติฮี วะยัสตักบิรฺ ฟะสะยะห์ชุรุฮุม อิลัยฮิ ญะมีอา อัลมะสีห์ (อีซา) จะไม่รังเกียจ (หยิ่งยโส) ที่จะเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ และมลาอิกะฮ์ผู้ใกล้ชิดก็เช่นกัน และผู้ใดรังเกียจการเป็นบ่าว (การเคารพภักดี) ต่อพระองค์และหยิ่งยโส พระองค์ก็จะทรงรวบรวมพวกเขาทั้งหมดไปสู่พระองค์ (เพื่อพิพากษา)
- فَأَمَّا الَّذِينَ آمَنُوا وَعَمِلُوا الصَّالِحَاتِ فَيُوَفِّيهِمْ أُجُورَهُمْ وَيَزِيدُهُم مِّن فَضْلِهِ وَأَمَّا الَّذِينَ اسْتَنكَفُوا وَاسْتَكْبَرُوا فَيُعَذِّبُهُمْ عَذَابًا أَلِيمًا وَلَا يَجِدُونَ لَهُم مِّن دُونِ اللَّهِ وَلِيًّا وَلَا نَصِيرًا ฟะอัมมัลละซีนะ อามะนู วะอะมิลุศศอลิหาติ ฟะยุวัฟฟีฮิม อุญูเราะฮุม วะยะซีดุฮุม มิน ฟัฎลิฮ์ วะอัมมัลละซีนัสตันกะฟู วัสตักบะรู ฟะยุอัซซิบุฮุม อะซาบัน อะลีมา วะลา ยะญิดูนะ ละฮุม มิน ดูนิลลาฮิ วะลียัน วะลา นะศีรอ ส่วนบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลาย พระองค์ก็จะทรงตอบแทนรางวัลของพวกเขาแก่พวกเขาอย่างครบถ้วน และจะทรงเพิ่มพูนแก่พวกเขาจากความโปรดปรานของพระองค์ ส่วนบรรดาผู้ที่รังเกียจและหยิ่งยโส พระองค์ก็จะทรงลงโทษพวกเขาด้วยการลงโทษอันเจ็บปวด และพวกเขาจะไม่พบผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือใดๆ สำหรับพวกเขาอื่นจากอัลลอฮ์
อายะฮ์ 172: ตอบโต้ผู้ที่ยกอีซาเป็นพระเจ้า — แม้ อีซาเองก็ “ไม่รังเกียจที่จะเป็นบ่าวของอัลลอฮ์” (ท่านภูมิใจในการเป็นบ่าว) และ มลาอิกะฮ์ผู้ใกล้ชิด ก็เช่นกัน · การที่กล่าวถึงมลาอิกะฮ์ด้วยเพราะบางกลุ่มบูชามลาอิกะฮ์เป็นพระเจ้า — อัลลอฮ์ทรงยืนยันว่าทั้งอีซาและมลาอิกะฮ์ล้วน เป็นบ่าวและสิ่งที่ถูกสร้าง · ผู้ที่ หยิ่งยโสไม่ยอมเคารพภักดีอัลลอฮ์ จะถูกรวบรวมไปพิพากษา
อายะฮ์ 173: จำแนกปลายทางในวันกิยามะฮ์:
- ผู้ศรัทธาและทำความดี → ได้ รางวัลครบถ้วน + เพิ่มพูนจากความโปรดปราน (ฟัฎล์) ของอัลลอฮ์
- ผู้หยิ่งยโสไม่ยอมภักดี → ได้ การลงโทษอันเจ็บปวด และไม่มีผู้ใดช่วยได้ (ดังอายะฮ์ “ผู้ที่หยิ่งยโสต่อการเคารพภักดีข้า จะเข้านรกอย่างต่ำต้อย” — ฆอฟิร 40:60)