ซูเราะฮ์อันนิสาอ์
النساء
ตอนที่ 2 · อายะฮ์ 11–14 · กฎมรดก (มะวารีษ) · ขอบเขตของอัลลอฮ์
ส่วนที่ 7 อายะฮ์ 11 : ส่วนแบ่งมรดกของบุตรและบิดามารดา
4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 11
- يُوصِيكُمُ اللَّهُ فِي أَوْلَادِكُمْ لِلذَّكَرِ مِثْلُ حَظِّ الْأُنثَيَيْنِ فَإِن كُنَّ نِسَاءً فَوْقَ اثْنَتَيْنِ فَلَهُنَّ ثُلُثَا مَا تَرَكَ وَإِن كَانَتْ وَاحِدَةً فَلَهَا النِّصْفُ وَلِأَبَوَيْهِ لِكُلِّ وَاحِدٍ مِّنْهُمَا السُّدُسُ مِمَّا تَرَكَ إِن كَانَ لَهُ وَلَدٌ فَإِن لَّمْ يَكُن لَّهُ وَلَدٌ وَوَرِثَهُ أَبَوَاهُ فَلِأُمِّهِ الثُّلُثُ فَإِن كَانَ لَهُ إِخْوَةٌ فَلِأُمِّهِ السُّدُسُ مِن بَعْدِ وَصِيَّةٍ يُوصِي بِهَا أَوْ دَيْنٍ آبَاؤُكُمْ وَأَبْنَاؤُكُمْ لَا تَدْرُونَ أَيُّهُمْ أَقْرَبُ لَكُمْ نَفْعًا فَرِيضَةً مِّنَ اللَّهِ إِنَّ اللَّهَ كَانَ عَلِيمًا حَكِيمًا ยูศีกุมุลลอฮุ ฟี เอาลาดิกุม ลิซซะกะริ มิษลุ หัซซิลอุนษะยัยน์ ฟะอิน กุนนะ นิสาอัน เฟากัษนะตัยนิ ฟะละฮุนนะ ษุลุษา มา ตะรอก วะอิน กานัต วาหิดะตัน ฟะละฮันนิศฟ์ วะลิอะบะวัยฮิ ลิกุลลิ วาหิดิน มินฮุมัสสุดุสุ มิมมา ตะรอกะ อิน กานะ ละฮู วะลัด ฟะอิน ลัม ยะกุน ละฮู วะละดุน วะวะริษะฮู อะบะวาฮุ ฟะลิอุมมิฮิษษุลุษ ฟะอิน กานะ ละฮู อิควะตุน ฟะลิอุมมิฮิสสุดุส มิน บะอ์ดิ วะศียยะติน ยูศี บิฮา เอา ดัยน์ อาบาอุกุม วะอับนาอุกุม ลา ตัดรูนะ อัยยุฮุม อักเราะบุ ละกุม นัฟอา ฟะรีเฎาะตัน มินัลลอฮ์ อินนัลลอฮะ กานะ อะลีมัน หะกีมา อัลลอฮ์ทรงสั่งเสียพวกเจ้าเกี่ยวกับ (มรดกของ) ลูก ๆ ของพวกเจ้าว่า สำหรับเพศชายจะได้รับส่วนแบ่งเท่ากับส่วนของหญิงสองคน แต่ถ้าลูก ๆ เป็นหญิงเกินกว่าสองคน พวกนางก็จะได้สองในสามของสิ่งที่ผู้ตายทิ้งไว้ และถ้านางเป็นหญิงคนเดียว นางก็จะได้ครึ่งหนึ่ง และสำหรับบิดามารดาของเขานั้น แต่ละคนจะได้รับหนึ่งในหกจากสิ่งที่เขาทิ้งไว้ หากเขามีบุตร แต่ถ้าเขาไม่มีบุตร และมีบิดามารดาเป็นผู้รับมรดก มารดาของเขาก็จะได้หนึ่งในสาม แต่ถ้าเขามีพี่น้องหลายคน มารดาของเขาก็จะได้หนึ่งในหก (ทั้งนี้) หลังจาก (หัก) พินัยกรรมที่เขาได้สั่งเสียไว้หรือหนี้สิน บิดาทั้งหลายของพวกเจ้าและลูก ๆ ของพวกเจ้านั้น พวกเจ้าไม่รู้ดอกว่าฝ่ายใดจะมีคุณประโยชน์แก่พวกเจ้าใกล้ชิดกว่ากัน (นี่คือ) บทบัญญัติที่ถูกกำหนดจากอัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ
อายะฮ์นี้และอายะฮ์ 12 พร้อมอายะฮ์ท้ายซูเราะฮ์ คือ แหล่งหลักของ “อิลมุลฟะรออิฎ” (วิชามรดก) ซึ่งท่านนบี ﷺ ส่งเสริมให้เรียนรู้ (มีรายงานว่าเป็น “ครึ่งหนึ่งของความรู้”) · สาเหตุการประทาน: ภรรยาของสะอัด อิบนุรฺเราะบีอ์ (ชะฮีดอุหุด) มาร้องเรียนว่าลุงของลูกสาวทั้งสองยึดทรัพย์ไปหมด ท่านนบี ﷺ จึงสั่งให้ลุงมอบ สองในสามแก่ลูกสาวสองคน หนึ่งในแปดแก่มารดา และที่เหลือเป็นของลุง
ส่วนแบ่งของบุตร: ในสมัยญาฮิลียะฮ์ มรดกตกแก่ชายที่รบได้เท่านั้น อัลลอฮ์จึงวางหลัก “ลิซซะกะริ มิษลุ หัซซิลอุนษะยัยน์” (ชายได้เท่าหญิงสองคน) — ที่ชายได้มากกว่าเพราะเขามีภาระเลี้ยงดูครอบครัว จ่ายมะฮัร และหาเลี้ยงชีพ:
- ลูกสาวคนเดียว → ครึ่งหนึ่ง (1/2)
- ลูกสาวสองคนขึ้นไป → สองในสาม (2/3)
- มีทั้งลูกชายและลูกสาว → ชายได้สองส่วน หญิงได้หนึ่งส่วน
ส่วนแบ่งของบิดามารดา:
- มีบุตร → บิดาและมารดาได้คนละ หนึ่งในหก (1/6)
- ไม่มีบุตร มีแต่บิดามารดา → มารดาได้หนึ่งในสาม (1/3) บิดาได้ส่วนที่เหลือ (ตะอ์ศีบ)
- มีพี่น้องหลายคน (สองคนขึ้นไป) → มารดาลดเหลือหนึ่งในหก (1/6)
ทั้งหมดนี้ “มิน บะอ์ดิ วะศียยะติน…เอา ดัยน์” (หลังหักพินัยกรรมและหนี้) — โดยมติเอกฉันท์ หนี้มาก่อนพินัยกรรม · “ฟะรีเฎาะตัน มินัลลอฮ์” — เป็นบัญญัติจากอัลลอฮ์ผู้ทรงรอบรู้และปรีชาญาณ ที่รู้ว่าใครควรได้เท่าใด
ต้นฉบับอาหรับ
جاءت امرأةُ سعدِ بنِ الربيعِ إلى رسولِ الله ﷺ فقالت: يا رسولَ الله، هاتانِ ابنتا سعدِ بنِ الربيعِ، قُتِل أبوهما معك في أُحُدٍ شهيدًا، وإنَّ عمَّهما أخَذ مالَهما… فنزلت آيةُ الميراثِ، فأرسل رسولُ الله ﷺ إلى عمِّهما فقال: «أعطِ ابنتَي سعدٍ الثلثينِ، وأمَّهما الثمنَ، وما بقيَ فهو لك».
ภรรยาของสะอัด อิบนุรฺเราะบีอ์ มาหาท่านนบี ﷺ แล้วกล่าวว่า “โอ้รอซูลุลลอฮ์ นี่คือลูกสาวสองคนของสะอัด อิบนุรฺเราะบีอ์ บิดาของพวกนางถูกฆ่าเป็นชะฮีดพร้อมท่านในสงครามอุหุด และลุงของพวกนางได้ยึดทรัพย์ไปหมด…” แล้วอายะฮ์มรดกก็ถูกประทานลงมา ท่านนบี ﷺ จึงส่งคนไปหาลุงของพวกนาง แล้วสั่งว่า «จงมอบสองในสามแก่ลูกสาวทั้งสองของสะอัด หนึ่งในแปดแก่มารดาของพวกนาง และส่วนที่เหลือเป็นของท่าน»
ส่วนที่ 9 อายะฮ์ 12 : ส่วนแบ่งของคู่สมรส และกะลาละฮ์
4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 12
- وَلَكُمْ نِصْفُ مَا تَرَكَ أَزْوَاجُكُمْ إِن لَّمْ يَكُن لَّهُنَّ وَلَدٌ فَإِن كَانَ لَهُنَّ وَلَدٌ فَلَكُمُ الرُّبُعُ مِمَّا تَرَكْنَ مِن بَعْدِ وَصِيَّةٍ يُوصِينَ بِهَا أَوْ دَيْنٍ وَلَهُنَّ الرُّبُعُ مِمَّا تَرَكْتُمْ إِن لَّمْ يَكُن لَّكُمْ وَلَدٌ فَإِن كَانَ لَكُمْ وَلَدٌ فَلَهُنَّ الثُّمُنُ مِمَّا تَرَكْتُم مِّن بَعْدِ وَصِيَّةٍ تُوصُونَ بِهَا أَوْ دَيْنٍ وَإِن كَانَ رَجُلٌ يُورَثُ كَلَالَةً أَوِ امْرَأَةٌ وَلَهُ أَخٌ أَوْ أُخْتٌ فَلِكُلِّ وَاحِدٍ مِّنْهُمَا السُّدُسُ فَإِن كَانُوا أَكْثَرَ مِن ذَٰلِكَ فَهُمْ شُرَكَاءُ فِي الثُّلُثِ مِن بَعْدِ وَصِيَّةٍ يُوصَىٰ بِهَا أَوْ دَيْنٍ غَيْرَ مُضَارٍّ وَصِيَّةً مِّنَ اللَّهِ وَاللَّهُ عَلِيمٌ حَلِيمٌ วะละกุม นิศฟุ มา ตะเราะกะ อัซวาญุกุม อิน ลัม ยะกุน ละฮุนนะ วะลัด ฟะอิน กานะ ละฮุนนะ วะละดุน ฟะละกุมุรฺรุบุอุ มิมมา ตะรอกนะ มิน บะอ์ดิ วะศียยะติน ยูศีนะ บิฮา เอา ดัยน์ วะละฮุนนัรฺรุบุอุ มิมมา ตะรอกตุม อิน ลัม ยะกุน ละกุม วะลัด ฟะอิน กานะ ละกุม วะละดุน ฟะละฮุนนัษษุมุนุ มิมมา ตะรอกตุม มิน บะอ์ดิ วะศียยะติน ตูศูนะ บิฮา เอา ดัยน์ วะอิน กานะ เราะญุลุน ยูเราะษุ กะลาละตัน เอา อิมเราะอะตุน วะละฮู อะคุน เอา อุคตุน ฟะลิกุลลิ วาหิดิน มินฮุมัสสุดุส ฟะอิน กานู อักษะเราะ มิน ซาลิกะ ฟะฮุม ชุเราะกาอุ ฟิษษุลุษ มิน บะอ์ดิ วะศียยะติน ยูศา บิฮา เอา ดัยนิน ฆ็อยเราะ มุฎอรฺร์ วะศียยะตัน มินัลลอฮ์ วัลลอฮุ อะลีมุน หะลีม และสำหรับพวกเจ้า (ผู้เป็นสามี) จะได้รับครึ่งหนึ่งของสิ่งที่ภรรยาของพวกเจ้าทิ้งไว้ หากพวกนางไม่มีบุตร แต่ถ้าพวกนางมีบุตร พวกเจ้าก็จะได้หนึ่งในสี่จากสิ่งที่พวกนางทิ้งไว้ หลังจาก (หัก) พินัยกรรมที่พวกนางสั่งเสียหรือหนี้สิน และสำหรับพวกนาง (ผู้เป็นภรรยา) จะได้หนึ่งในสี่จากสิ่งที่พวกเจ้าทิ้งไว้ หากพวกเจ้าไม่มีบุตร แต่ถ้าพวกเจ้ามีบุตร พวกนางก็จะได้หนึ่งในแปดจากสิ่งที่พวกเจ้าทิ้งไว้ หลังจาก (หัก) พินัยกรรมที่พวกเจ้าสั่งเสียหรือหนี้สิน และถ้าชายหรือหญิงคนใดที่ถูกรับมรดกในฐานะกะลาละฮ์ (ผู้ไม่มีทั้งบิดาและบุตร) และเขามีพี่น้อง (ร่วมมารดา) ชายหนึ่งคนหรือหญิงหนึ่งคน แต่ละคนก็จะได้หนึ่งในหก แต่ถ้าพวกเขามีมากกว่านั้น พวกเขาก็เป็นหุ้นส่วนในหนึ่งในสาม (แบ่งเท่ากัน) หลังจาก (หัก) พินัยกรรมที่ถูกสั่งเสียหรือหนี้สิน โดยไม่ก่อความเสียหาย (แก่ทายาท) นี่คือคำสั่งเสียจากอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงหนักแน่น (ขันติ)
ส่วนแบ่งของคู่สมรส:
- สามี ได้ครึ่งหนึ่ง (1/2) ของมรดกภรรยา หากนางไม่มีบุตร · เหลือหนึ่งในสี่ (1/4) หากนางมีบุตร
- ภรรยา (ไม่ว่าหนึ่งหรือหลายคนรวมกัน) ได้หนึ่งในสี่ (1/4) หากสามีไม่มีบุตร · เหลือหนึ่งในแปด (1/8) หากมีบุตร
กะลาละฮ์ (อายะฮ์ 12): คำว่า “กะลาละฮ์” (มาจาก “อิกลีล” = สิ่งที่ล้อมรอบศีรษะ) อบูบักรและอุมัรอธิบายว่าหมายถึง ผู้ตายที่ไม่มีทั้งบิดา (อุศูล) และบุตร (ฟุรูอ์) — มรดกจึงตกแก่ญาติข้างเคียง · ในกรณีนี้ พี่น้องร่วมมารดา:
- คนเดียว (ชายหรือหญิง) → หนึ่งในหก (1/6)
- สองคนขึ้นไป → รวมกันได้หนึ่งในสาม (1/3) แบ่งเท่ากันทั้งชายและหญิง (ต่างจากทายาทอื่นที่ชายได้สองเท่า)
“ฆ็อยเราะ มุฎอรฺร์” — พินัยกรรมต้อง ไม่ก่อความเสียหายแก่ทายาท (เช่นทำวะศียะฮ์เกินหนึ่งในสาม หรือเพื่อกีดกันทายาทบางคน)
อายะฮ์ 13–14 : ขอบเขตของอัลลอฮ์ (หุดูดุลลอฮ์)
4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 13–14
- تِلْكَ حُدُودُ اللَّهِ وَمَن يُطِعِ اللَّهَ وَرَسُولَهُ يُدْخِلْهُ جَنَّاتٍ تَجْرِي مِن تَحْتِهَا الْأَنْهَارُ خَالِدِينَ فِيهَا وَذَٰلِكَ الْفَوْزُ الْعَظِيمُ ติลกะ หุดูดุลลอฮ์ วะมัน ยุฏิอิลลาฮะ วะเราะสูละฮู ยุดคิลฮุ ญันนาติน ตัจญรี มิน ตะห์ติฮัลอันฮาร คอลิดีนะ ฟีฮา วะซาลิกัลเฟาซุลอะซีม เหล่านี้คือขอบเขต (บทบัญญัติ) ของอัลลอฮ์ และผู้ใดที่เชื่อฟังอัลลอฮ์และรอซูลของพระองค์ พระองค์จะทรงให้เขาเข้าบรรดาสวนสวรรค์ที่มีลำน้ำหลายสายไหลผ่านเบื้องล่าง โดยพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล และนั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง
- وَمَن يَعْصِ اللَّهَ وَرَسُولَهُ وَيَتَعَدَّ حُدُودَهُ يُدْخِلْهُ نَارًا خَالِدًا فِيهَا وَلَهُ عَذَابٌ مُّهِينٌ วะมัน ยะอ์ศิลลาฮะ วะเราะสูละฮู วะยะตะอัดดะ หุดูดะฮู ยุดคิลฮุ นาร็อน คอลิดัน ฟีฮา วะละฮู อะซาบุน มุฮีน และผู้ใดที่ฝ่าฝืนอัลลอฮ์และรอซูลของพระองค์ และละเมิดขอบเขตของพระองค์ พระองค์จะทรงให้เขาเข้าไฟนรก โดยพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล และเขาจะได้รับการลงโทษอันน่าอัปยศ
หลังบทบัญญัติมรดกอันละเอียด อัลลอฮ์ทรงสรุปว่า “ติลกะ หุดูดุลลอฮ์” (เหล่านี้คือขอบเขตของอัลลอฮ์) — อย่าล่วงละเมิด · ผู้ที่ เชื่อฟังในการแบ่งมรดกตามที่อัลลอฮ์กำหนด (ไม่เพิ่มหรือลดทายาทด้วยเล่ห์กล) จะได้ สวรรค์นิรันดร์ อันเป็น “ชัยชนะอันใหญ่หลวง” · ส่วนผู้ที่ ฝ่าฝืนและละเมิดขอบเขต (เปลี่ยนแปลงการแบ่งของอัลลอฮ์ด้วยความไม่พอใจในบทบัญญัติ) จะได้ นรกและการลงโทษอันน่าอัปยศ — เพราะนั่นสะท้อนความไม่ยอมรับในหิกมะฮ์ของอัลลอฮ์
ต้นฉบับอาหรับ
«إنَّ الرجلَ ليعملُ بعملِ أهلِ الخيرِ سبعينَ سنةً، فإذا أوصى حافَ في وصيتِه، فيُختَمُ له بشرِّ عملِه فيدخلُ النارَ؛ وإنَّ الرجلَ ليعملُ بعملِ أهلِ الشرِّ سبعينَ سنةً، فيعدلُ في وصيتِه، فيُختَمُ له بخيرِ عملِه فيدخلُ الجنةَ». ثم قرأ أبو هريرة: ﴿تِلْكَ حُدُودُ اللَّهِ…﴾.
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «แท้จริงชายคนหนึ่งทำการงานของคนดีถึงเจ็ดสิบปี แต่เมื่อเขาทำพินัยกรรม เขากลับก่อความอยุติธรรมในพินัยกรรมของเขา เขาจึงถูกปิดฉากด้วยการงานที่เลวและเข้าสู่ไฟนรก และแท้จริงชายคนหนึ่งทำการงานของคนชั่วถึงเจ็ดสิบปี แต่เขากลับให้ความยุติธรรมในพินัยกรรมของเขา เขาจึงถูกปิดฉากด้วยการงานที่ดีและเข้าสู่สวรรค์» แล้วอบูฮุร็อยเราะฮ์อ่านอายะฮ์ “เหล่านี้คือขอบเขตของอัลลอฮ์…”