ซูเราะฮ์อันนิสาอ์
النساء
ตอนที่ 32 · อายะฮ์ 160–166 · อาหารต้องห้ามแก่ยิว · วะฮ์ยูสู่บรรดานบีทุกท่าน
ส่วนที่ 79 อายะฮ์ 160–161 : อาหารดีๆ ถูกห้ามแก่ยิว เพราะความอธรรมของพวกเขา
4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 160–161
- فَبِظُلْمٍ مِّنَ الَّذِينَ هَادُوا حَرَّمْنَا عَلَيْهِمْ طَيِّبَاتٍ أُحِلَّتْ لَهُمْ وَبِصَدِّهِمْ عَن سَبِيلِ اللَّهِ كَثِيرًا ฟะบิซุลมิน มินัลละซีนะ ฮาดู หัรฺร็อมนา อะลัยฮิม ฏ็อยยิบาติน อุหิลลัต ละฮุม วะบิศ็อดดิฮิม อัน สะบีลิลลาฮิ กะษีรอ ดังนั้น เนื่องด้วยความอธรรมจากบรรดาผู้ที่เป็นยิว เราจึงห้ามพวกเขา (มิให้บริโภค) สิ่งดีๆ ที่เคยเป็นที่อนุมัติแก่พวกเขา และเนื่องด้วยการที่พวกเขาขัดขวาง (ผู้คน) จากทางของอัลลอฮ์อย่างมากมาย
- وَأَخْذِهِمُ الرِّبَا وَقَدْ نُهُوا عَنْهُ وَأَكْلِهِمْ أَمْوَالَ النَّاسِ بِالْبَاطِلِ وَأَعْتَدْنَا لِلْكَافِرِينَ مِنْهُمْ عَذَابًا أَلِيمًا วะอัคซิฮิมุรฺริบา วะก็อด นุฮู อันฮุ วะอักลิฮิม อัมวาลันนาสิ บิลบาฏิล วะอะอ์ตัดนา ลิลกาฟิรีนะ มินฮุม อะซาบัน อะลีมา และการที่พวกเขาเอาดอกเบี้ย ทั้งที่พวกเขาถูกห้ามในเรื่องนั้นแล้ว และการที่พวกเขากินทรัพย์สินของผู้คนโดยมิชอบ และเราได้เตรียมการลงโทษอันเจ็บปวดไว้สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาในหมู่พวกเขา
อัลลอฮ์ทรงชี้ว่าเพราะ ความอธรรมของยิว พระองค์จึง ห้ามอาหารดีๆ บางอย่างที่เคยหะลาลแก่พวกเขา (เป็นการลงโทษ ดังในซูเราะฮ์อัลอันอาม 6:146) · ความผิดที่ทำให้ถูกลงโทษ:
- ขัดขวางผู้คนจากทางของอัลลอฮ์ อย่างมากมาย (และขัดขวางตัวเองด้วย)
- กินดอกเบี้ย (ริบา) ทั้งที่ถูกห้าม — พวกเขาใช้เล่ห์กลหลบเลี่ยง
- กินทรัพย์ผู้อื่นโดยมิชอบ (เช่นการฉ้อโกง สินบน)
นี่เป็นนิสัยของพวกเขาแต่โบราณ จึงเป็นศัตรูของบรรดารอซูล ฆ่านบี และปฏิเสธอีซากับมุฮัมมัด ﷺ
ส่วนที่ 80 อายะฮ์ 162 : ผู้มั่นคงในความรู้และผู้ศรัทธา (ในหมู่พวกเขา)
4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 162
- لَّٰكِنِ الرَّاسِخُونَ فِي الْعِلْمِ مِنْهُمْ وَالْمُؤْمِنُونَ يُؤْمِنُونَ بِمَا أُنزِلَ إِلَيْكَ وَمَا أُنزِلَ مِن قَبْلِكَ وَالْمُقِيمِينَ الصَّلَاةَ وَالْمُؤْتُونَ الزَّكَاةَ وَالْمُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ وَالْيَوْمِ الْآخِرِ أُولَٰئِكَ سَنُؤْتِيهِمْ أَجْرًا عَظِيمًا ลากินิรฺรอสิคูนะ ฟิลอิลมิ มินฮุม วัลมุอ์มินูนะ ยุอ์มินูนะ บิมา อุนซิละ อิลัยกะ วะมา อุนซิละ มิน ก็อบลิก วัลมุกีมีนัศเศาะลาตะ วัลมุอ์ตูนัซซะกาตะ วัลมุอ์มินูนะ บิลลาฮิ วัลเยามิลอาคิรฺ อุลาอิกะ สะนุอ์ตีฮิม อัจญร็อน อะซีมา แต่บรรดาผู้ที่มั่นคงในความรู้ในหมู่พวกเขา และบรรดาผู้ศรัทธา ย่อมศรัทธาต่อสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เจ้า และสิ่งที่ถูกประทานลงมาก่อนเจ้า และบรรดาผู้ที่ดำรงการละหมาด และบรรดาผู้ที่จ่ายซะกาต และบรรดาผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลก ชนเหล่านั้น เราจะประทานรางวัลอันใหญ่หลวงแก่พวกเขา
หลังตำหนิยิวส่วนใหญ่ อัลลอฮ์ทรงยกเว้น “รอสิคูนะ ฟิลอิลม์” (ผู้มั่นคงหนักแน่นในความรู้) และผู้ศรัทธาในหมู่พวกเขา — เช่น อับดุลลอฮ์ อิบนุสลาม และพวกที่เข้ารับอิสลาม · พวกเขา ศรัทธาต่อกุรอานและคัมภีร์ก่อนหน้า ดำรงละหมาด จ่ายซะกาต และศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันอาคิเราะฮ์ จึงได้ รางวัลอันใหญ่หลวง (สวรรค์) · แสดงว่าอิสลามเปิดประตูให้ทุกคนที่ยอมรับความจริง ไม่เหมารวมทั้งหมด
อายะฮ์ 163–166 : วะฮ์ยูสู่บรรดานบีทุกท่าน · อัลลอฮ์ทรงตรัสกับมูซา · เพื่อไม่ให้มีข้อแก้ตัว
4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 163–166
- إِنَّا أَوْحَيْنَا إِلَيْكَ كَمَا أَوْحَيْنَا إِلَىٰ نُوحٍ وَالنَّبِيِّينَ مِن بَعْدِهِ وَأَوْحَيْنَا إِلَىٰ إِبْرَاهِيمَ وَإِسْمَاعِيلَ وَإِسْحَاقَ وَيَعْقُوبَ وَالْأَسْبَاطِ وَعِيسَىٰ وَأَيُّوبَ وَيُونُسَ وَهَارُونَ وَسُلَيْمَانَ وَآتَيْنَا دَاوُودَ زَبُورًا อินนา เอาหัยนา อิลัยกะ กะมา เอาหัยนา อิลา นูหิน วันนะบียีนะ มิน บะอ์ดิฮ์ วะเอาหัยนา อิลา อิบรอฮีมะ วะอิสมาอีละ วะอิสหากะ วะยะอ์กูบะ วัลอัสบาฏิ วะอีสา วะอัยยูบะ วะยูนุสะ วะฮารูนะ วะสุลัยมาน วะอาตัยนา ดาวูดะ ซะบูรอ แท้จริงเราได้ประทานวะฮ์ยู (วิวรณ์) แก่เจ้า เช่นเดียวกับที่เราได้ประทานวะฮ์ยูแก่นูฮ์และบรรดานบีหลังจากเขา และเราได้ประทานวะฮ์ยูแก่อิบรอฮีม อิสมาอีล อิสหาก ยะอ์กูบ และบรรดาวงศ์วาน (อัลอัสบาฏ) และอีซา อัยยูบ ยูนุส ฮารูน และสุลัยมาน และเราได้ประทานคัมภีร์ซะบูร (แก่ดาวูด)
- وَرُسُلًا قَدْ قَصَصْنَاهُمْ عَلَيْكَ مِن قَبْلُ وَرُسُلًا لَّمْ نَقْصُصْهُمْ عَلَيْكَ وَكَلَّمَ اللَّهُ مُوسَىٰ تَكْلِيمًا วะรุสุลัน ก็อด ก็อศ็อศนาฮุม อะลัยกะ มิน ก็อบลุ วะรุสุลัน ลัม นักศุศฮุม อะลัยก์ วะกัลละมัลลอฮุ มูสา ตักลีมา และมีบรรดารอซูลที่เราได้เล่าเรื่องของพวกเขาแก่เจ้ามาก่อนแล้ว และบรรดารอซูลที่เรามิได้เล่าเรื่องของพวกเขาแก่เจ้า และอัลลอฮ์ได้ตรัสแก่มูซาโดยตรง (อย่างแท้จริง)
- رُّسُلًا مُّبَشِّرِينَ وَمُنذِرِينَ لِئَلَّا يَكُونَ لِلنَّاسِ عَلَى اللَّهِ حُجَّةٌ بَعْدَ الرُّسُلِ وَكَانَ اللَّهُ عَزِيزًا حَكِيمًا รุสุลัน มุบัชชิรีนะ วะมุนซิรีนะ ลิอัลลา ยะกูนะ ลินนาสิ อะลัลลอฮิ หุจญะตุน บะอ์ดัรฺรุสุล วะกานัลลอฮุ อะซีซัน หะกีมา บรรดารอซูลในฐานะผู้แจ้งข่าวดีและผู้ตักเตือน เพื่อว่ามนุษย์จะได้ไม่มีข้อโต้แย้ง (ข้อแก้ตัว) ใดๆ ต่ออัลลอฮ์ หลังจาก (การส่ง) บรรดารอซูลแล้ว และอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ
- لَّٰكِنِ اللَّهُ يَشْهَدُ بِمَا أَنزَلَ إِلَيْكَ أَنزَلَهُ بِعِلْمِهِ وَالْمَلَائِكَةُ يَشْهَدُونَ وَكَفَىٰ بِاللَّهِ شَهِيدًا ลากินิลลาฮุ ยัชฮะดุ บิมา อันซะละ อิลัยกะ อันซะละฮู บิอิลมิฮ์ วัลมะลาอิกะตุ ยัชฮะดูน วะกะฟา บิลลาฮิ ชะฮีดา แต่อัลลอฮ์ทรงเป็นพยานยืนยันในสิ่งที่พระองค์ได้ประทานลงมาแก่เจ้า พระองค์ได้ประทานมันลงมาด้วยความรอบรู้ของพระองค์ และบรรดามลาอิกะฮ์ก็เป็นพยานยืนยันด้วย และเพียงพอแล้วที่อัลลอฮ์ทรงเป็นพยาน
อายะฮ์ 163: ตอบโต้ยิวที่กล่าวว่า “อัลลอฮ์มิได้ประทานสิ่งใดแก่มนุษย์หลังมูซา” — ทรงยืนยันว่า ได้ประทานวะฮ์ยูแก่มุฮัมมัด ﷺ เช่นเดียวกับบรรดานบีก่อนหน้า (นูฮ์ อิบรอฮีม อิสมาอีล อิสหาก ยะอ์กูบ อีซา อัยยูบ ยูนุส ฮารูน สุลัยมาน และประทานซะบูรแก่ดาวูด) — วะฮ์ยูเป็นสายเดียวกันจากอัลลอฮ์
อายะฮ์ 164: บรรดารอซูลมีทั้ง ที่ถูกเล่าเรื่องในกุรอานและที่มิได้เล่า (จำนวนมาก) · และเน้นเป็นพิเศษว่า “วะกัลละมัลลอฮุ มูซา ตักลีมา” (อัลลอฮ์ได้ตรัสกับมูซาโดยตรงอย่างแท้จริง) — มูซาจึงได้ฉายา “กะลีมุลลอฮ์ (ผู้ที่อัลลอฮ์ตรัสด้วย)” · อายะฮ์นี้เป็น หลักฐานยืนยันคุณลักษณะ “การตรัส (กะลาม)” ของอัลลอฮ์ที่แท้จริง (อะฮ์ลุซซุนนะฮ์ยืนยันตามนี้ ต่างจากพวกมุอ์ตะซิละฮ์ที่ปฏิเสธ)
อายะฮ์ 165: เหตุผลของการส่งรอซูล — เป็น ผู้แจ้งข่าวดีและผู้ตักเตือน เพื่อ “ไม่ให้มนุษย์มีข้อแก้ตัวต่ออัลลอฮ์หลังจากมีรอซูลแล้ว” (จะได้ไม่อ้างในวันกิยามะฮ์ว่า “ไม่มีใครมาเตือน” — ฏอฮา 20:134)
อายะฮ์ 166: แม้ผู้ปฏิเสธจะไม่ยอมรับ อัลลอฮ์ทรงเป็นพยานเองว่าเจ้าคือรอซูลของพระองค์ — ทรงประทานกุรอาน “ด้วยความรอบรู้ของพระองค์” และ มลาอิกะฮ์ก็เป็นพยาน · “เพียงพอแล้วที่อัลลอฮ์ทรงเป็นพยาน”
ต้นฉบับอาหรับ
«لا أحدَ أغيرُ من الله، من أجل ذلك حرَّم الفواحشَ ما ظهر منها وما بطن، ولا أحدَ أحبُّ إليه المدحُ من الله، من أجل ذلك مدح نفسَه، ولا أحدَ أحبُّ إليه العُذرُ من الله، من أجل ذلك بعث النبيِّين مبشِّرين ومنذِرين».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «ไม่มีผู้ใดหวงแหน (เกียรติของสิ่งต้องห้าม) ยิ่งกว่าอัลลอฮ์ ด้วยเหตุนั้นพระองค์จึงทรงห้ามบรรดาความชั่วช้าทั้งที่เปิดเผยและที่ซ่อนเร้น และไม่มีผู้ใดที่รักการสรรเสริญยิ่งกว่าอัลลอฮ์ ด้วยเหตุนั้นพระองค์จึงทรงสรรเสริญพระองค์เอง และไม่มีผู้ใดที่รักการ (ยอมรับ) ข้อแก้ตัวยิ่งกว่าอัลลอฮ์ ด้วยเหตุนั้นพระองค์จึงทรงส่งบรรดานบีมาเป็นผู้แจ้งข่าวดีและผู้ตักเตือน»