← ดัชนีซูเราะฮ์
4

ซูเราะฮ์อันนิสาอ์

النساء

ตอนที่ 11 · อายะฮ์ 58–65 · มอบอามานะฮ์และตัดสินด้วยความยุติธรรม · เชื่อฟังผู้นำ · การตัดสินของท่านนบี

  • บทที่ 4
  • 176 อายะฮ์
  • มะดะนียะฮ์
  • กำลังตรวจ
📖 อ่านต้นฉบับอาหรับ (ฉบับซามี)
เรียบเรียง

ส่วนที่ 45 อายะฮ์ 58 : จงมอบอามานะฮ์แก่เจ้าของ และตัดสินด้วยความยุติธรรม

4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 58
  1. إِنَّ اللَّهَ يَأْمُرُكُمْ أَن تُؤَدُّوا الْأَمَانَاتِ إِلَىٰ أَهْلِهَا وَإِذَا حَكَمْتُم بَيْنَ النَّاسِ أَن تَحْكُمُوا بِالْعَدْلِ إِنَّ اللَّهَ نِعِمَّا يَعِظُكُم بِهِ إِنَّ اللَّهَ كَانَ سَمِيعًا بَصِيرًا อินนัลลอฮะ ยะอ์มุรุกุม อัน ตุอัดดุลอะมานาติ อิลา อะฮ์ลิฮา วะอิซา หะกัมตุม บัยนันนาสิ อัน ตะห์กุมู บิลอัดล์ อินนัลลอฮะ นิอิมมา ยะอิซุกุม บิฮ์ อินนัลลอฮะ กานะ สะมีอัน บะศีรา แท้จริงอัลลอฮ์ทรงใช้พวกเจ้าให้มอบบรรดาอามานะฮ์ (สิ่งที่ได้รับมอบหมาย) คืนแก่เจ้าของของมัน และเมื่อพวกเจ้าตัดสินระหว่างผู้คน ก็ให้ตัดสินด้วยความยุติธรรม แท้จริงอัลลอฮ์ทรงตักเตือนพวกเจ้าด้วยสิ่งที่ดียิ่ง แท้จริงอัลลอฮ์ทรงได้ยิน ทรงเห็น

“ตุอัดดุลอะมานาติ อิลา อะฮ์ลิฮา” (มอบอามานะฮ์คืนแก่เจ้าของ) — ครอบคลุมทั้ง สิทธิของอัลลอฮ์ (ละหมาด ซะกาต บนบาน สิ่งที่ไม่มีใครเห็น) และ สิทธิของผู้คน (ของฝาก หนี้สิน ความลับ ฯลฯ) · สาเหตุการประทาน: เมื่อพิชิตมักกะฮ์ ท่านนบี ﷺ รับกุญแจกะอ์บะฮ์จากอุษมาน อิบนุฏ็อลหะฮ์แล้ว คืนให้เขากลับ (แม้อับบาสจะขอ) พร้อมกล่าวว่า “นี่กุญแจของท่าน วันนี้คือวันแห่งความซื่อสัตย์และความดี” · ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า “จงมอบอามานะฮ์คืนแก่ผู้ที่ไว้วางใจท่าน และอย่าทรยศผู้ที่ทรยศท่าน”

“วะอิซา หะกัมตุม บัยนันนาสิ อัน ตะห์กุมู บิลอัดล์” (เมื่อตัดสิน จงตัดสินด้วยความยุติธรรม) — คำสั่งแก่ผู้ปกครองและผู้พิพากษาให้ตัดสินอย่างเที่ยงธรรม · ปิดด้วย “อินนัลลอฮะ กานะ สะมีอัน บะศีรา” — อบูฮุร็อยเราะฮ์อ่านอายะฮ์นี้แล้ววางนิ้วบนหูและตา สื่อว่าอัลลอฮ์ ทรงได้ยินและเห็นทุกสิ่งอย่างแท้จริง

หะดิษ ที่ 22 — จงมอบอามานะฮ์คืนแก่ผู้ที่ไว้วางใจท่าน
ระดับ: หะสัน
ต้นฉบับอาหรับ

«أدِّ الأمانةَ إلى مَنِ ائتمنَك، ولا تَخُنْ مَن خانَك».

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «จงมอบอามานะฮ์คืนแก่ผู้ที่ไว้วางใจท่าน และอย่าทรยศผู้ที่ทรยศท่าน»

📎 สุนันอบูดาวูด #3535 · สุนันติรมิซี #1264 (จากอบูฮุร็อยเราะฮ์) ยืนยันแล้ว — อบูดาวูด #3535 · ติรมิซี #1264 ตรวจสอบ ↗
เรียบเรียง

ส่วนที่ 47 อายะฮ์ 59 : จงเชื่อฟังอัลลอฮ์ รอซูล และผู้ปกครอง

4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 59
  1. يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا أَطِيعُوا اللَّهَ وَأَطِيعُوا الرَّسُولَ وَأُولِي الْأَمْرِ مِنكُمْ فَإِن تَنَازَعْتُمْ فِي شَيْءٍ فَرُدُّوهُ إِلَى اللَّهِ وَالرَّسُولِ إِن كُنتُمْ تُؤْمِنُونَ بِاللَّهِ وَالْيَوْمِ الْآخِرِ ذَٰلِكَ خَيْرٌ وَأَحْسَنُ تَأْوِيلًا ยา อัยยุฮัลละซีนะ อามะนู อะฏีอุลลอฮะ วะอะฏีอุรฺเราะสูละ วะอุลิลอัมริ มินกุม ฟะอิน ตะนาซะอ์ตุม ฟี ชัยอิน ฟะรุดดูฮุ อิลัลลอฮิ วัรฺเราะสูลิ อิน กุนตุม ตุอ์มินูนะ บิลลาฮิ วัลเยามิลอาคิร ซาลิกะ ค็อยรุน วะอะห์สะนุ ตะอ์วีลา โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงเชื่อฟังอัลลอฮ์ และจงเชื่อฟังรอซูล และผู้ปกครอง (ผู้มีอำนาจ) ในหมู่พวกเจ้า แล้วหากพวกเจ้าขัดแย้งกันในสิ่งใด ก็จงนำมันกลับไปยังอัลลอฮ์และรอซูล (คือคัมภีร์และสุนนะฮ์) หากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลก นั่นแหละดีที่สุดและเป็นบั้นปลายที่งดงามที่สุด

อายะฮ์นี้เป็น รากฐานของระบบการปกครองในอิสลาม:

  • “อะฏีอุลลอฮ์” — เชื่อฟังอัลลอฮ์ (ตามอัลกุรอาน)
  • “วะอะฏีอุรฺเราะสูล” — เชื่อฟังรอซูล (ตามสุนนะฮ์) — สังเกตว่ามีคำว่า “อะฏีอู” (จงเชื่อฟัง) ซ้ำ แสดงว่าการเชื่อฟังรอซูลเป็นการเชื่อฟังโดยอิสระ
  • “วะอุลิลอัมริ มินกุม” — เชื่อฟัง ผู้ปกครอง (ผู้นำและผู้รู้) — สังเกตว่า ไม่มีคำว่า “อะฏีอู” ซ้ำ เพราะการเชื่อฟังผู้ปกครองผูกกับการเชื่อฟังอัลลอฮ์และรอซูล คือ เชื่อฟังเฉพาะในสิ่งที่ถูกต้อง (มะอ์รูฟ) ไม่เชื่อฟังในการฝ่าฝืนอัลลอฮ์

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า “ไม่มีการเชื่อฟังมัคลูกในการฝ่าฝืนคอลิก แท้จริงการเชื่อฟังนั้นอยู่ในสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น” · “ฟะอิน ตะนาซะอ์ตุม ฟี ชัยอิน ฟะรุดดูฮุ อิลัลลอฮิ วัรฺเราะสูล” — เมื่อขัดแย้งกัน ให้ กลับไปยังอัลกุรอานและสุนนะฮ์ — เป็นหลักการชี้ขาดข้อพิพาททั้งหมด ทั้งอุศูลและฟุรูอ์ของศาสนา · ผู้ที่ไม่ยอมกลับไปหาคัมภีร์และสุนนะฮ์ในการชี้ขาด ย่อมไม่ใช่ผู้ศรัทธาที่แท้จริง

หะดิษ ที่ 23 — ไม่มีการเชื่อฟังในการฝ่าฝืนอัลลอฮ์ — การเชื่อฟังอยู่ในสิ่งที่ถูกต้อง
ระดับ: ศอหีห์ · มุตตะฟักอะลัยฮ์
ต้นฉบับอาหรับ

بعَث النبيُّ ﷺ سريَّةً وأمَّر عليهم رجلًا… فأمَرهم أن يدخُلوا نارًا أوقدها… فقال ﷺ: «لو دخلوها ما خرجوا منها أبدًا، إنما الطاعةُ في المعروفِ».

ท่านนบี ﷺ ส่งกองกำลังหนึ่งและแต่งตั้งชายคนหนึ่งเป็นหัวหน้า (ต่อมาเขาโกรธและ) สั่งให้ทหารเข้าไปในกองไฟที่ก่อขึ้น (บางคนจะทำตามด้วยคิดว่าต้องเชื่อฟัง แต่บางคนห้ามไว้) เมื่อกลับมารายงานท่านนบี ﷺ ท่านกล่าวว่า «หากพวกเขาเข้าไปในไฟนั้น พวกเขาก็จะไม่มีวันออกมาได้เลย แท้จริงการเชื่อฟังนั้นอยู่ในสิ่งที่ถูกต้อง (มะอ์รูฟ) เท่านั้น»

📎 ศอหีห์บุคอรี #7257 · ศอหีห์มุสลิม #1840 (จากอะลี) ยืนยันแล้ว — บุคอรี #7257 · มุสลิม #1840 ตรวจสอบ ↗
เรียบเรียง

ส่วนที่ 49 อายะฮ์ 60–63 : มุนาฟิกที่ต้องการให้ฏอฆูตตัดสิน

4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 60–63
  1. أَلَمْ تَرَ إِلَى الَّذِينَ يَزْعُمُونَ أَنَّهُمْ آمَنُوا بِمَا أُنزِلَ إِلَيْكَ وَمَا أُنزِلَ مِن قَبْلِكَ يُرِيدُونَ أَن يَتَحَاكَمُوا إِلَى الطَّاغُوتِ وَقَدْ أُمِرُوا أَن يَكْفُرُوا بِهِ وَيُرِيدُ الشَّيْطَانُ أَن يُضِلَّهُمْ ضَلَالًا بَعِيدًا อะลัม ตะเราะ อิลัลละซีนะ ยัซอุมูนะ อันนะฮุม อามะนู บิมา อุนซิละ อิลัยกะ วะมา อุนซิละ มิน ก็อบลิกะ ยุรีดูนะ อัน ยะตะหากะมู อิลัฏฏอฆูติ วะก็อด อุมิรู อัน ยักฟุรู บิฮี วะยุรีดุชชัยฏอนุ อัน ยุฎิลละฮุม เฎาะลาลัน บะอีดา เจ้ามิได้เห็นดอกหรือ บรรดาผู้ที่อ้างว่าพวกเขาศรัทธาต่อสิ่งที่ถูกประทานแก่เจ้าและสิ่งที่ถูกประทานก่อนเจ้า พวกเขากลับต้องการที่จะไปขอตัดสินยังฏอฆูต (ผู้ตัดสินที่มิใช่บทบัญญัติของอัลลอฮ์) ทั้งที่พวกเขาถูกใช้ให้ปฏิเสธมัน และชัยฏอนต้องการที่จะทำให้พวกเขาหลงผิดอย่างไกลลิบ
  2. وَإِذَا قِيلَ لَهُمْ تَعَالَوْا إِلَىٰ مَا أَنزَلَ اللَّهُ وَإِلَى الرَّسُولِ رَأَيْتَ الْمُنَافِقِينَ يَصُدُّونَ عَنكَ صُدُودًا วะอิซา กีละ ละฮุม ตะอาเลาว์ อิลา มา อันซะลัลลอฮุ วะอิลัรฺเราะสูลิ ระอัยตัลมุนาฟิกีนะ ยะศุดดูนะ อันกะ ศุดูดา และเมื่อได้มีการกล่าวแก่พวกเขาว่า ‘จงมาสู่สิ่งที่อัลลอฮ์ประทานลงมาและมาสู่รอซูล’ เจ้าก็จะเห็นบรรดามุนาฟิกผินหลังออกจากเจ้าอย่างจริงจัง
  3. فَكَيْفَ إِذَا أَصَابَتْهُم مُّصِيبَةٌ بِمَا قَدَّمَتْ أَيْدِيهِمْ ثُمَّ جَاءُوكَ يَحْلِفُونَ بِاللَّهِ إِنْ أَرَدْنَا إِلَّا إِحْسَانًا وَتَوْفِيقًا ฟะกัยฟะ อิซา อะศอบัตฮุม มุศีบะตุน บิมา ก็อดดะมัต อัยดีฮิม ษุมมะ ญาอูกะ ยะห์ลิฟูนะ บิลลาฮิ อิน อะร็อดนา อิลลา อิห์สานัน วะเตาฟีกอ แล้วจะเป็นอย่างไรเล่า เมื่อความทุกข์ประสบแก่พวกเขา เนื่องด้วยสิ่งที่มือของพวกเขาได้ก่อไว้ แล้วพวกเขาก็มาหาเจ้าพร้อมกับสาบานต่ออัลลอฮ์ว่า ‘เรามิได้ต้องการสิ่งใดนอกจากความดีและความปรองดอง’
  4. أُولَٰئِكَ الَّذِينَ يَعْلَمُ اللَّهُ مَا فِي قُلُوبِهِمْ فَأَعْرِضْ عَنْهُمْ وَعِظْهُمْ وَقُل لَّهُمْ فِي أَنفُسِهِمْ قَوْلًا بَلِيغًا อุลาอิกัลละซีนะ ยะอ์ละมุลลอฮุ มา ฟี กุลูบิฮิม ฟะอะอ์ริฎ อันฮุม วะอิซฮุม วะกุล ละฮุม ฟี อันฟุสิฮิม ก็อวลัน บะลีฆอ ชนเหล่านั้นคือบรรดาผู้ที่อัลลอฮ์ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในหัวใจของพวกเขา ดังนั้นเจ้าจงผินหลังจากพวกเขา (ไม่ลงโทษ) และจงตักเตือนพวกเขา และจงกล่าวแก่พวกเขาด้วยถ้อยคำที่คมคาย (ลึกซึ้ง) เกี่ยวกับตัวของพวกเขาเอง

อัลลอฮ์ทรงเปิดโปงความย้อนแย้งของมุนาฟิก: อ้างว่าศรัทธา แต่กลับต้องการให้ “ฏอฆูต” (ผู้ตัดสินตามกฎที่มิใช่ของอัลลอฮ์) ตัดสิน — ทั้งที่ถูกสั่งให้ปฏิเสธฏอฆูต · สาเหตุการประทาน: ชายอันศอรกับยิวพิพาทกัน ยิวขอให้มุหัมมัด ﷺ ตัดสิน (เพราะรู้ว่าท่านยุติธรรม) แต่มุนาฟิกกลับอยากไปหากะอ์บ อิบนุลอัชร็อฟหรือหมอดู · “ระอัยตัลมุนาฟิกีนะ ยะศุดดูนะ อันกะ ศุดูดา” — เมื่อถูกเรียกสู่คัมภีร์และรอซูล พวกเขาผินหลังหนี · และเมื่อประสบเคราะห์จากบาปของตน ก็มา สาบานเท็จว่า “เราต้องการแค่ความดีและความปรองดอง” · อัลลอฮ์ทรงรู้ใจพวกเขา จึงสั่งท่านนบี ﷺ ให้ ผินหลัง (ไม่ลงโทษ) ตักเตือน และพูดถ้อยคำคมคายที่ตักเตือนถึงใจ

เรียบเรียง

อายะฮ์ 64–65 : รอซูลถูกส่งมาเพื่อให้เชื่อฟัง และอีมานที่แท้คือการยอมรับการตัดสินของท่าน

4 · ซูเราะฮ์อันนิสาอ์ — อายะฮ์ 64–65
  1. وَمَا أَرْسَلْنَا مِن رَّسُولٍ إِلَّا لِيُطَاعَ بِإِذْنِ اللَّهِ وَلَوْ أَنَّهُمْ إِذ ظَّلَمُوا أَنفُسَهُمْ جَاءُوكَ فَاسْتَغْفَرُوا اللَّهَ وَاسْتَغْفَرَ لَهُمُ الرَّسُولُ لَوَجَدُوا اللَّهَ تَوَّابًا رَّحِيمًا วะมา อัรฺสัลนา มิน เราะสูลิน อิลลา ลิยุฏออะ บิอิซนิลลาฮ์ วะเลาว์ อันนะฮุม อิซ ซอละมู อันฟุสะฮุม ญาอูกะ ฟัสตัฆฟะรุลลอฮะ วัสตัฆฟะเราะ ละฮุมุรฺเราะสูลุ ละวะญะดุลลอฮะ เตาวาบัน เราะหีมา และเรามิได้ส่งรอซูลคนใดมา นอกจากเพื่อให้เขาได้รับการเชื่อฟังด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์ และหากพวกเขา เมื่อได้อธรรมต่อตัวเอง ได้มาหาเจ้าแล้วขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ และรอซูลก็ขออภัยโทษให้แก่พวกเขา แน่นอนพวกเขาก็จะพบว่าอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงรับการสำนึกผิด ผู้ทรงเมตตาเสมอ
  2. فَلَا وَرَبِّكَ لَا يُؤْمِنُونَ حَتَّىٰ يُحَكِّمُوكَ فِيمَا شَجَرَ بَيْنَهُمْ ثُمَّ لَا يَجِدُوا فِي أَنفُسِهِمْ حَرَجًا مِّمَّا قَضَيْتَ وَيُسَلِّمُوا تَسْلِيمًا ฟะลา วะร็อบบิกะ ลา ยุอ์มินูนะ หัตตา ยุหักกิมูกะ ฟีมา ชะญะเราะ บัยนะฮุม ษุมมะ ลา ยะญิดู ฟี อันฟุสิฮิม หะเราะญัน มิมมา เกาะฎ็อยตะ วะยุสัลลิมู ตัสลีมา มิใช่เช่นนั้น ขอสาบานด้วยพระผู้อภิบาลของเจ้า พวกเขาจะยังไม่ศรัทธา (อย่างแท้จริง) จนกว่าพวกเขาจะให้เจ้าตัดสินในสิ่งที่ขัดแย้งกันระหว่างพวกเขา แล้วพวกเขาไม่พบความอึดอัดใจในตัวของพวกเขาต่อสิ่งที่เจ้าได้ตัดสิน และพวกเขายอมจำนน (ต่อการตัดสินนั้น) อย่างสิ้นเชิง

“วะมา อัรฺสัลนา มิน เราะสูลิน อิลลา ลิยุฏออะ บิอิซนิลลาฮ์” — ทุกรอซูลถูกส่งมา เพื่อให้ได้รับการเชื่อฟัง (ตามอนุมัติของอัลลอฮ์) · “วะเลาว์ อันนะฮุม อิซ ซอละมู อันฟุสะฮุม ญาอูกะ…” — หากผู้ทำผิดมาหาท่านนบี ﷺ ในสมัยของท่าน ขออภัยต่ออัลลอฮ์ และท่านขออภัยให้ ก็จะพบว่า อัลลอฮ์ทรงรับเตาบะฮ์และเมตตา

อายะฮ์ 65 — หลักการอีมานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดข้อหนึ่ง: “ฟะลา วะร็อบบิกะ ลา ยุอ์มินูนะ หัตตา ยุหักกิมูกะ ฟีมา ชะญะเราะ บัยนะฮุม…” — อัลลอฮ์ทรงสาบานด้วยพระองค์เองว่า ผู้คนจะยังไม่ศรัทธาอย่างแท้จริง จนกว่าจะครบสามประการ:

  1. “ยุหักกิมูกะ” (ให้ท่านนบี ﷺ ตัดสิน) ในข้อพิพาทของพวกเขา
  2. “ลา ยะญิดู ฟี อันฟุสิฮิม หะเราะญา” (ไม่พบความอึดอัดใจ) ต่อการตัดสินของท่าน
  3. “วะยุสัลลิมู ตัสลีมา” (ยอมจำนนอย่างสิ้นเชิง)

นี่คือ มาตรวัดของอีมานที่แท้จริง: การยอมรับบทบัญญัติของอัลลอฮ์และสุนนะฮ์ของรอซูล ﷺ ด้วยหัวใจที่พอใจ ไม่ใช่เพียงปากยอมรับ