← ดัชนีซูเราะฮ์
3

ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน

آل عمران

ตอนที่ 1 · อายะฮ์ 1–9 · หุรูฟมุก็อฏเฏาะอะฮ์ + มุห์กัม/มุตะชาบิฮ์

  • บทที่ 3
  • 200 อายะฮ์
  • มะดะนียะฮ์
  • กำลังตรวจ
📖 อ่านต้นฉบับอาหรับ (ฉบับซามี)
เรียบเรียง

ส่วนที่ 1 อายะฮ์ 1–4 : การประทานคัมภีร์ด้วยสัจธรรม ยืนยันคัมภีร์ก่อนหน้า

3 · ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน — อายะฮ์ 1–4
  1. الم อลิฟ ลาม มีม อลิฟ ลาม มีม
  2. اللَّهُ لَا إِلَٰهَ إِلَّا هُوَ الْحَيُّ الْقَيُّومُ อัลลอฮุ ลา อิลาฮะ อิลลา ฮุวัลหัยยุลก็อยยูม อัลลอฮ์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ผู้ทรงมีชีวิตอยู่เป็นนิจ (อัลหัยยุ) ผู้ทรงบริหารกิจการทั้งปวง (อัลก็อยยูม)
  3. نَزَّلَ عَلَيْكَ الْكِتَابَ بِالْحَقِّ مُصَدِّقًا لِّمَا بَيْنَ يَدَيْهِ وَأَنزَلَ التَّوْرَاةَ وَالْإِنجِيلَ นัซซะละ อะลัยกัลกิตาบะ บิลหักกิ มุศ็อดดิก็อน ลิมา บัยนะ ยะดัยฮิ วะอันซะลัตเตารอตะ วัลอินญีล พระองค์ได้ทรงประทานคัมภีร์ (อัลกุรอาน) ลงมาแก่เจ้าด้วยสัจธรรม เป็นการยืนยันคัมภีร์ที่มีอยู่ก่อนหน้ามัน และได้ทรงประทานเตารอตและอินญีล
  4. مِن قَبْلُ هُدًى لِّلنَّاسِ وَأَنزَلَ الْفُرْقَانَ إِنَّ الَّذِينَ كَفَرُوا بِآيَاتِ اللَّهِ لَهُمْ عَذَابٌ شَدِيدٌ وَاللَّهُ عَزِيزٌ ذُو انتِقَامٍ มิน ก็อบลุ ฮุดัน ลินนาสิ วะอันซะลัลฟุรกอน อินนัลละซีนะ กะฟะรู บิอายาติลลาฮิ ละฮุม อะซาบุน ชะดีด วัลลอฮุ อะซีซุน ซุนติกอม มาก่อนหน้านี้ เพื่อเป็นทางนำแก่มนุษย์ และได้ทรงประทานอัลฟุรกอน (สิ่งจำแนกความจริงจากความเท็จ) แท้จริงบรรดาผู้ที่ปฏิเสธโองการของอัลลอฮ์ สำหรับพวกเขาคือการลงโทษอันรุนแรง และอัลลอฮ์ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงตอบแทนการลงโทษ (แก่ผู้ที่ปฏิเสธ)

ซูเราะฮ์เปิดด้วย หุรูฟมุก็อฏเฏาะอะฮ์ “อลิฟ ลาม มีม” (ได้กล่าวถึงความหมายไว้แล้วต้นซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์) ตามด้วย “อัลลอฮุ ลา อิลาฮะ อิลลา ฮุวัลหัยยุลก็อยยูม” — อายะฮ์เตาหีดอันยิ่งใหญ่ (ที่อธิบายไว้แล้วในอายะตุลกุรซี · และมีหะดีษว่า พระนามอันยิ่งใหญ่ของอัลลอฮ์ อยู่ในสองอายะฮ์นี้กับต้นซูเราะฮ์นี้)

“นัซซะละ อะลัยกัลกิตาบะ บิลหักก์” — อัลลอฮ์ประทานอัลกุรอานแก่ท่านนบีมุหัมมัด ด้วยสัจธรรมที่ไม่มีข้อสงสัย · “มุศ็อดดิก็อน ลิมา บัยนะ ยะดัยฮ์” — ยืนยันคัมภีร์ที่ประทานก่อนหน้า (เพราะอัลกุรอานตรงกับข่าวดีที่คัมภีร์เดิมแจ้งถึงการส่งมุหัมมัด ﷺ) · แล้วระบุว่าทรงประทาน เตารอต (แก่มูซา) อินญีล (แก่อีซา) เป็นทางนำในยุคของทั้งสอง และ อัลฟุรกอน — สิ่งที่จำแนกทางนำจากการหลงผิด สัจธรรมจากความเท็จ (กอตาดะฮ์และอัรฺเราะบีอ์ว่า “ฟุรกอน” ที่นี่คืออัลกุรอาน · อิบนุญะรีรเลือกว่าเป็นมัศดัร คือความหมาย “การจำแนก” เพราะได้เอ่ยถึงอัลกุรอานก่อนแล้ว) · ปิดด้วยคำเตือนแก่ ผู้ปฏิเสธโองการ ว่ามีการลงโทษอันรุนแรง เพราะอัลลอฮ์ “อะซีซ” (ทรงอำนาจเกรียงไกร) และ “ซุนติกอม” (ทรงตอบแทนการลงโทษ) แก่ผู้ที่ปฏิเสธและฝ่าฝืนบรรดารอซูล

เรียบเรียง

อายะฮ์ 5–6 : ไม่มีสิ่งใดซ่อนจากอัลลอฮ์ ผู้ทรงปั้นรูปในมดลูก

3 · ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน — อายะฮ์ 5–6
  1. إِنَّ اللَّهَ لَا يَخْفَىٰ عَلَيْهِ شَيْءٌ فِي الْأَرْضِ وَلَا فِي السَّمَاءِ อินนัลลอฮะ ลา ยัคฟา อะลัยฮิ ชัยอุน ฟิลอัรฎิ วะลา ฟิสสะมาอ์ แท้จริงอัลลอฮ์นั้น ไม่มีสิ่งใดในแผ่นดินและในชั้นฟ้าที่จะซ่อนเร้นจากพระองค์ได้
  2. هُوَ الَّذِي يُصَوِّرُكُمْ فِي الْأَرْحَامِ كَيْفَ يَشَاءُ لَا إِلَٰهَ إِلَّا هُوَ الْعَزِيزُ الْحَكِيمُ ฮุวัลละซี ยุเศาะว์วิรุกุม ฟิลอัรหามิ กัยฟะ ยะชาอ์ ลา อิลาฮะ อิลลา ฮุวัลอะซีซุลหะกีม พระองค์คือผู้ทรงปั้นรูปพวกเจ้าในมดลูกตามที่พระองค์ทรงประสงค์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ

อัลลอฮ์ทรงแจ้งว่าพระองค์ ทรงรอบรู้สิ่งเร้นลับทั้งในฟ้าและแผ่นดิน ไม่มีสิ่งใดซ่อนจากพระองค์ · “ฮุวัลละซี ยุเศาะว์วิรุกุม ฟิลอัรหามิ กัยฟะ ยะชาอ์” — พระองค์ทรงปั้นรูปมนุษย์ในมดลูกตามประสงค์ (ชาย-หญิง · งาม-ไม่งาม · ทุกข์-สุข)

อิบนุกะษีรชี้ว่าอายะฮ์นี้เป็น การหักล้างความเชื่อของคริสต์เรื่องอีซา (พระเยซู) อย่างชัดแจ้ง: อีซาเป็น บ่าวที่ถูกสร้าง เช่นเดียวกับมนุษย์ทั้งหลาย เพราะอัลลอฮ์ทรงปั้นรูปเขาในมดลูกและทรงสร้างเขาตามประสงค์ — แล้วเขาจะเป็นพระเจ้าได้อย่างไร ในเมื่อเขาผ่านการเปลี่ยนแปลงในครรภ์จากสภาพหนึ่งสู่อีกสภาพ ดังที่ตรัสว่า “พระองค์ทรงสร้างพวกเจ้าในครรภ์มารดาของพวกเจ้า เป็นการสร้างทีละขั้นในความมืดสามชั้น…” (อัซซุมัร 39:6)

เรียบเรียง

ส่วนที่ 3 อายะฮ์ 7–9 : โองการมุห์กัม (ชัดแจ้ง) และมุตะชาบิฮ์ (คลุมเครือ)

3 · ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน — อายะฮ์ 7–9
  1. هُوَ الَّذِي أَنزَلَ عَلَيْكَ الْكِتَابَ مِنْهُ آيَاتٌ مُّحْكَمَاتٌ هُنَّ أُمُّ الْكِتَابِ وَأُخَرُ مُتَشَابِهَاتٌ فَأَمَّا الَّذِينَ فِي قُلُوبِهِمْ زَيْغٌ فَيَتَّبِعُونَ مَا تَشَابَهَ مِنْهُ ابْتِغَاءَ الْفِتْنَةِ وَابْتِغَاءَ تَأْوِيلِهِ وَمَا يَعْلَمُ تَأْوِيلَهُ إِلَّا اللَّهُ وَالرَّاسِخُونَ فِي الْعِلْمِ يَقُولُونَ آمَنَّا بِهِ كُلٌّ مِّنْ عِندِ رَبِّنَا وَمَا يَذَّكَّرُ إِلَّا أُولُو الْأَلْبَابِ ฮุวัลละซี อันซะละ อะลัยกัลกิตาบะ มินฮุ อายาตุน มุห์กะมาตุน ฮุนนะ อุมมุลกิตาบิ วะอุค็อรุ มุตะชาบิฮาต ฟะอัมมัลละซีนะ ฟี กุลูบิฮิม ซัยฆุน ฟะยัตตะบิอูนะ มา ตะชาบะฮะ มินฮุบติฆาอัลฟิตนะติ วับติฆาอะ ตะอ์วีลิฮ์ วะมา ยะอ์ละมุ ตะอ์วีละฮู อิลลัลลอฮ์ วัรฺรอสิคูนะ ฟิลอิลมิ ยะกูลูนะ อามันนา บิฮี กุลลุน มิน อินดิ ร็อบบินา วะมา ยัซซักกะรุ อิลลา อุลุลอัลบาบ พระองค์คือผู้ทรงประทานคัมภีร์ลงมาแก่เจ้า ในนั้นมีบรรดาโองการที่ชัดแจ้ง (มุห์กัม) ซึ่งเป็นแม่บทของคัมภีร์ และมีโองการอื่น ๆ ที่คลุมเครือ (มุตะชาบิฮ์) ส่วนบรรดาผู้ที่ในหัวใจของพวกเขามีความเอนเอียง (ออกจากสัจธรรม) พวกเขาก็จะตามโองการที่คลุมเครือของมัน เพื่อแสวงหาความวุ่นวาย (ฟิตนะฮ์) และแสวงหาการตีความ (ตามใจ) มัน ทั้งที่ไม่มีผู้ใดรู้การตีความ (ที่แท้จริง) ของมันนอกจากอัลลอฮ์ และบรรดาผู้ที่มั่นคงในความรู้ พวกเขากล่าวว่า ‘เราศรัทธาต่อมัน ทั้งหมดมาจากพระผู้อภิบาลของเรา’ และไม่มีผู้ใดรำลึกได้นอกจากผู้มีสติปัญญา
  2. رَبَّنَا لَا تُزِغْ قُلُوبَنَا بَعْدَ إِذْ هَدَيْتَنَا وَهَبْ لَنَا مِن لَّدُنكَ رَحْمَةً إِنَّكَ أَنتَ الْوَهَّابُ ร็อบบะนา ลา ตุซิฆ กุลูบะนา บะอ์ดะ อิซ ฮะดัยตะนา วะฮับ ละนา มิน ละดุนกะ เราะห์มะฮ์ อินนะกะ อันตัลวะฮฮาบ โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ขอพระองค์อย่าทรงให้หัวใจของเราเอนเอียง หลังจากที่พระองค์ได้ทรงชี้นำเราแล้ว และขอทรงประทานความเมตตาจากพระองค์แก่เรา แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงประทานให้อย่างมากมาย
  3. رَبَّنَا إِنَّكَ جَامِعُ النَّاسِ لِيَوْمٍ لَّا رَيْبَ فِيهِ إِنَّ اللَّهَ لَا يُخْلِفُ الْمِيعَادَ ร็อบบะนา อินนะกะ ญามิอุนนาสิ ลิเยามิน ลา รอยบะ ฟีฮ์ อินนัลลอฮะ ลา ยุคลิฟุลมีอาด โอ้พระผู้อภิบาลของเรา แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงรวบรวมมนุษย์เพื่อวันหนึ่งที่ไม่มีข้อสงสัยในมัน แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงผิดสัญญา

อัลลอฮ์ทรงแจ้งว่าในอัลกุรอานมี โองการสองประเภท:

  • “มุห์กะมาต” (โองการที่ชัดแจ้ง) — เป็น “อุมมุลกิตาบ (แม่บท/รากฐานของคัมภีร์)” ความหมายชัดเจนไม่คลุมเครือแก่ผู้ใด · บรรดาสลัฟอธิบายว่าคือ โองการที่ระบุนัสค์ ฮะลาล-ฮะรอม หุดูด ฟะรออิฎ และสิ่งที่ต้องเชื่อและปฏิบัติ (อิบนุอับบาส · และอิกริมะฮ์ มุญาฮิด กอตาดะฮ์ ฯลฯ) — เรียก “แม่บท” เพราะเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องหวนกลับไปหาเมื่อเกิดความคลุมเครือ และเพราะถูกบันทึกไว้ในทุกคัมภีร์
  • “มุตะชาบิฮาต” (โองการที่คลุมเครือ) — ถ้อยคำของมันอาจรับได้หลายนัยในเชิงภาษา จึงต้องนำกลับไปเทียบกับโองการมุห์กัมเพื่อเข้าใจให้ถูก

หลักการสำคัญ: ผู้ที่ “ในหัวใจมีความเอนเอียง (ซัยฆ์)” จะจงใจไปยึด โองการที่คลุมเครือ แล้วบิดความหมายไปเข้ากับความเชื่อที่ผิดของตน “เพื่อแสวงหาฟิตนะฮ์ (ทำให้ผู้อื่นหลง)” — เช่นที่คริสต์ยกอายะฮ์ที่ว่าอีซาเป็น “รูหุลลอฮ์ (วิญญาณจากอัลลอฮ์) และกะลิมะฮ์ (พจนารถ)” มาอ้าง แต่ ละเลยโองการมุห์กัมที่ชัดเจน ว่าอีซาเป็นเพียง “บ่าวที่เราได้ประทานความโปรดปรานแก่เขา” (อัซซุครุฟ 43:59) และ “อุปมาอีซา ณ อัลลอฮ์ ดั่งอุปมาอาดัม พระองค์ทรงสร้างเขาจากดิน แล้วตรัสแก่เขาว่า ‘จงเป็น’ เขาก็เป็นขึ้นมา” (อาลิอิมรอน 3:59) · ส่วนผู้ศรัทธาที่แท้ (อัรฺรอสิคูน) กล่าวว่า “เราศรัทธา ทั้งหมดมาจากพระเจ้าของเรา” โดยไม่บิดเบือน · ตามด้วยดุอาอ์ของผู้มั่นคงในความรู้: “ร็อบบะนา ลา ตุซิฆ กุลูบะนา” (ขออย่าให้หัวใจเราเอนเอียงหลังได้รับทางนำ)

หะดิษ ที่ 1 — จงระวังผู้ที่ตามโองการคลุมเครือเพื่อโต้เถียง
ระดับ: ศอหีห์ · มุตตะฟักอะลัยฮ์
ต้นฉบับอาหรับ

عن عائشة قالت: تلا رسول الله ﷺ: ﴿هُوَ الَّذِي أَنْزَلَ عَلَيْكَ الْكِتَابَ مِنْهُ آيَاتٌ مُحْكَمَاتٌ…﴾ إلى قوله: ﴿أُولُو الْأَلْبَابِ﴾ قالت: قال رسول الله ﷺ: «فإذا رأيتِ الذين يتَّبعون ما تشابه منه فأولئك الذين سمَّى الله، فاحذروهم».

จากอาอิชะฮ์ กล่าวว่า ท่านนบี ﷺ อ่านอายะฮ์ “พระองค์คือผู้ทรงประทานคัมภีร์แก่เจ้า ในนั้นมีบรรดาโองการที่ชัดแจ้ง…” จนถึง “ผู้มีสติปัญญา” แล้วท่านกล่าวว่า «เมื่อเจ้าเห็นบรรดาผู้ที่ตามโองการคลุมเครือ (เพื่อโต้เถียง) พวกเขาแหละคือผู้ที่อัลลอฮ์ทรงระบุถึง (ว่าในใจมีความเอนเอียง) ดังนั้นจงระวังพวกเขา»

📎 ศอหีห์บุคอรี #4547 · ศอหีห์มุสลิม #2665 (จากอาอิชะฮ์) ยืนยันแล้ว — บุคอรี #4547 · มุสลิม #2665 ตรวจสอบ ↗