ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน
آل عمران
ตอนที่ 5 · อายะฮ์ 45–54 · การแจ้งข่าวอีซา · มุอ์ญิซาต · เหล่าหะวารีย์
ส่วนที่ 21 อายะฮ์ 45–47 : ข่าวดีเรื่องอีซา — พจนารถจากอัลลอฮ์
3 · ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน — อายะฮ์ 45–47
- وَإِذْ قَالَتِ الْمَلَائِكَةُ يَا مَرْيَمُ إِنَّ اللَّهَ يُبَشِّرُكِ بِكَلِمَةٍ مِّنْهُ اسْمُهُ الْمَسِيحُ عِيسَى ابْنُ مَرْيَمَ وَجِيهًا فِي الدُّنْيَا وَالْآخِرَةِ وَمِنَ الْمُقَرَّبِينَ วะอิซ กอละติลมะลาอิกะตุ ยา มัรยะมุ อินนัลลอฮะ ยุบัชชิรุกิ บิกะลิมะติน มินฮุ อิสมุฮุลมะสีหุ อีสับนุ มัรยะมะ วะญีฮัน ฟิดดุนยา วัลอาคิเราะติ วะมินัลมุก็อรฺเราะบีน และจงรำลึกเมื่อมะลาอิกะฮ์กล่าวว่า ‘โอ้มัรยัม แท้จริงอัลลอฮ์ทรงแจ้งข่าวดีแก่เธอด้วยพจนารถหนึ่งจากพระองค์ ชื่อของเขาคือ อัลมะสีห์ อีซา บุตรของมัรยัม ผู้มีเกียรติทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และเป็นผู้อยู่ในหมู่ใกล้ชิด (อัลลอฮ์)’
- وَيُكَلِّمُ النَّاسَ فِي الْمَهْدِ وَكَهْلًا وَمِنَ الصَّالِحِينَ วะยุกัลลิมุนนาสะ ฟิลมะฮ์ดิ วะกะฮ์ลัน วะมินัศศอลิหีน ‘และเขาจะพูดกับผู้คนขณะอยู่ในเปล และในวัยกลางคน และเป็นผู้อยู่ในหมู่คนดี’
- قَالَتْ رَبِّ أَنَّىٰ يَكُونُ لِي وَلَدٌ وَلَمْ يَمْسَسْنِي بَشَرٌ قَالَ كَذَٰلِكِ اللَّهُ يَخْلُقُ مَا يَشَاءُ إِذَا قَضَىٰ أَمْرًا فَإِنَّمَا يَقُولُ لَهُ كُن فَيَكُونُ กอลัต ร็อบบิ อันนา ยะกูนุ ลี วะละดุน วะลัม ยัมสัสนี บะชัร กอละ กะซาลิกิลลาฮุ ยัคลุกุ มา ยะชาอ์ อิซา เกาะฎอ อัมร็อน ฟะอินนะมา ยะกูลุ ละฮู กุน ฟะยะกูน นางกล่าวว่า ‘โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะมีบุตรได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีชายใดแตะต้องข้าพระองค์เลย?’ พระองค์ (มะลัก) ตรัสว่า ‘เช่นนั้นแหละ อัลลอฮ์ทรงสร้างสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ เมื่อพระองค์ทรงกำหนดกิจการใด พระองค์เพียงตรัสแก่มันว่า “จงเป็น” มันก็เป็นขึ้น’
หลังจากมะลาอิกะฮ์แจ้งเกียรติของมัรยัม ก็แจ้ง ข่าวดีอันยิ่งใหญ่: นางจะมีบุตรผู้ทรงเกียรติ — “บิกะลิมะติน มินฮุ” (ด้วยพจนารถจากพระองค์) คือบุตรที่เกิดขึ้นด้วยคำตรัส “กุน (จงเป็น)” (นี่คือความหมายของ “มุศ็อดดิก็อน บิกะลิมะติน มินัลลอฮ์” ในอายะฮ์ 39) · ชื่อของเขาคือ “อัลมะสีห์ อีซา บุตรของมัรยัม” (พาดพิงถึงมารดา เพราะไม่มีบิดา):
- เหตุที่เรียก “มะสีห์” มีหลายทัศนะ: เพราะท่านเดินทางมาก · หรือฝ่าเท้าเรียบ · หรือเมื่อท่าน ลูบ (มะสะห์) ผู้ป่วย เขาก็หายด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์
- “วะญีฮัน ฟิดดุนยา วัลอาคิเราะฮ์” — มีเกียรติในโลกนี้ (ด้วยชะรีอะฮ์และคัมภีร์ที่ประทานแก่ท่าน) และในโลกหน้า (ท่านจะชะฟาอะฮ์ ณ อัลลอฮ์เยี่ยงบรรดารอซูลอุลุลอัซม์)
- “วะยุกัลลิมุนนาสะ ฟิลมะฮ์ดิ วะกะฮ์ลา” — พูดเชิญชวนสู่เตาหีดตั้งแต่ยังเป็นทารกในเปล (เป็นมุอ์ญิซาต) และในวัยกลางคน (เมื่อได้รับวะฮ์ยู)
เมื่อมัรยัมได้ยินข่าวนี้ นางถามด้วยความประหลาดใจ (มิใช่ปฏิเสธ): “จะมีบุตรได้อย่างไร ในเมื่อไม่มีชายใดแตะต้อง?” มะลักตอบว่า “กะซาลิกิลลาฮุ ยัคลุกุ มา ยะชาอ์” — สังเกตว่าตรงนี้ใช้คำว่า “ยัคลุกุ (ทรงสร้าง)” ไม่ใช่ “ยัฟอะลุ (ทรงกระทำ)” อย่างในเรื่องซะกะรียา เพื่อ ตัดข้อสงสัยให้สิ้น แล้วยืนยันด้วย “กุน ฟะยะกูน” (จงเป็น มันก็เป็น) โดยไม่ล่าช้าแม้ชั่วพริบตา
ต้นฉบับอาหรับ
«لم يتكلَّم في المهد إلا ثلاثةٌ: عيسى، وصبيٌّ كان في زمن جُرَيْج، وصبيٌّ آخر».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «ไม่มีผู้ใดพูดได้ในเปล นอกจากสามคน: อีซา · เด็กในสมัยของญุร็อยจ์ · และเด็กอีกคนหนึ่ง»
อายะฮ์ 48–51 : การสั่งสอน มุอ์ญิซาต และสารเตาหีดของอีซา
3 · ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน — อายะฮ์ 48–51
- وَيُعَلِّمُهُ الْكِتَابَ وَالْحِكْمَةَ وَالتَّوْرَاةَ وَالْإِنجِيلَ วะยุอัลลิมุฮุลกิตาบะ วัลหิกมะตะ วัตเตาว์รอตะ วัลอินญีล ‘และพระองค์จะทรงสอนเขาซึ่งการเขียน วิทยปัญญา เตารอต และอินญีล’
- وَرَسُولًا إِلَىٰ بَنِي إِسْرَائِيلَ أَنِّي قَدْ جِئْتُكُم بِآيَةٍ مِّن رَّبِّكُمْ أَنِّي أَخْلُقُ لَكُم مِّنَ الطِّينِ كَهَيْئَةِ الطَّيْرِ فَأَنفُخُ فِيهِ فَيَكُونُ طَيْرًا بِإِذْنِ اللَّهِ وَأُبْرِئُ الْأَكْمَهَ وَالْأَبْرَصَ وَأُحْيِي الْمَوْتَىٰ بِإِذْنِ اللَّهِ وَأُنَبِّئُكُم بِمَا تَأْكُلُونَ وَمَا تَدَّخِرُونَ فِي بُيُوتِكُمْ إِنَّ فِي ذَٰلِكَ لَآيَةً لَّكُمْ إِن كُنتُم مُّؤْمِنِينَ วะเราะสูลัน อิลา บะนี อิสรออีละ อันนี ก็อด ญิอ์ตุกุม บิอายะติน มิน ร็อบบิกุม อันนี อัคลุกุ ละกุม มินัฏฏีนิ กะฮัยอะติฏฏ็อยริ ฟะอันฟุคุ ฟีฮิ ฟะยะกูนุ ฏ็อยร็อน บิอิซนิลลาฮ์ วะอุบริอุลอักมะฮะ วัลอับร็อศ วะอุห์ยิลเมาตา บิอิซนิลลาฮ์ วะอุนับบิอุกุม บิมา ตะกุลูนะ วะมา ตัดดะคิรูนะ ฟี บุยูติกุม อินนะ ฟี ซาลิกะ ละอายะตัน ละกุม อิน กุนตุม มุอ์มินีน ‘และ (ทรงให้เขาเป็น) รอซูลไปยังวงศ์วานอิสรออีล (โดยกล่าวแก่พวกเขาว่า) แท้จริงฉันได้นำสัญญาณจากพระผู้อภิบาลของพวกท่านมายังพวกท่านแล้ว คือฉันจะปั้นดินให้เป็นรูปนก แล้วเป่าเข้าไปในมัน มันก็จะเป็นนกด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์ และฉันจะรักษาคนตาบอดแต่กำเนิดและคนโรคเรื้อนให้หาย และให้คนตายมีชีวิตด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์ และฉันจะบอกพวกท่านถึงสิ่งที่พวกท่านกินและสิ่งที่พวกท่านสะสมไว้ในบ้าน แท้จริงในสิ่งเหล่านั้นเป็นสัญญาณสำหรับพวกท่าน หากพวกท่านเป็นผู้ศรัทธา’
- وَمُصَدِّقًا لِّمَا بَيْنَ يَدَيَّ مِنَ التَّوْرَاةِ وَلِأُحِلَّ لَكُم بَعْضَ الَّذِي حُرِّمَ عَلَيْكُمْ وَجِئْتُكُم بِآيَةٍ مِّن رَّبِّكُمْ فَاتَّقُوا اللَّهَ وَأَطِيعُونِ วะมุศ็อดดิก็อน ลิมา บัยนะ ยะดัยยะ มินัตเตาว์รอติ วะลิอุหิลละ ละกุม บะอฎ็อลละซี หุรฺริมะ อะลัยกุม วะญิอ์ตุกุม บิอายะติน มิน ร็อบบิกุม ฟัตตะกุลลอฮะ วะอะฏีอูน ‘และ (ฉันมา) เพื่อยืนยันสิ่งที่มีอยู่ก่อนฉันคือเตารอต และเพื่อจะอนุมัติแก่พวกท่านซึ่งบางสิ่งที่ถูกห้ามแก่พวกท่าน และฉันได้นำสัญญาณจากพระผู้อภิบาลของพวกท่านมายังพวกท่าน ดังนั้นจงยำเกรงอัลลอฮ์และเชื่อฟังฉันเถิด’
- إِنَّ اللَّهَ رَبِّي وَرَبُّكُمْ فَاعْبُدُوهُ هَٰذَا صِرَاطٌ مُّسْتَقِيمٌ อินนัลลอฮะ ร็อบบี วะร็อบบุกุม ฟะอ์บุดูฮุ ฮาซา ศิรอฏุน มุสตะกีม ‘แท้จริงอัลลอฮ์คือพระผู้อภิบาลของฉันและพระผู้อภิบาลของพวกท่าน ดังนั้นจงเคารพภักดีพระองค์เถิด นี่คือทางอันเที่ยงตรง’
อัลลอฮ์ทรงสอนอีซาซึ่ง การเขียน วิทยปัญญา เตารอต และอินญีล (ท่านท่องจำได้ทั้งสอง) และทรงให้ท่านเป็น รอซูลแก่วงศ์วานอิสรออีล พร้อมมุอ์ญิซาตหลายประการ:
- ปั้นดินเป็นรูปนกแล้วเป่า มันก็บินได้จริงด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์
- รักษา “อักมะฮ์” (คนตาบอดแต่กำเนิด) และ “อับร็อศ” (โรคเรื้อน) ให้หาย
- ให้คนตายฟื้นด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์
- บอกสิ่งที่พวกเขากินและสะสมในบ้าน
บทเรียนสำคัญ: อัลลอฮ์ทรงส่งนบีแต่ละท่านพร้อมมุอ์ญิซาตที่เหมาะกับยุคสมัย — สมัยมูซา ไสยศาสตร์รุ่งเรือง จึงประทานมุอ์ญิซาตที่ทำให้นักไสยศาสตร์จำนน · สมัยอีซา วิชาแพทย์รุ่งเรือง จึงประทานการรักษาที่แพทย์ทำไม่ได้ (ชุบชีวิตคนตาย รักษาตาบอดแต่กำเนิด) · สมัย มุหัมมัด ﷺ นักกวีและผู้เชี่ยวชาญวาทศิลป์รุ่งเรือง จึงประทาน อัลกุรอาน ที่มนุษย์และญินรวมกันก็ผลิตเยี่ยงมันไม่ได้แม้เพียงซูเราะฮ์เดียว
ทุกมุอ์ญิซาตทำ “บิอิซนิลลาฮ์” (ด้วยอนุมัติของอัลลอฮ์) — เน้นย้ำว่าอีซาเป็นบ่าวและรอซูล มิใช่พระเจ้า · ท่านมายืนยันเตารอต และอนุมัติบางสิ่งที่เคยต้องห้าม · ปิดท้ายด้วยสารเตาหีดอันชัดเจน: “อินนัลลอฮะ ร็อบบี วะร็อบบุกุม ฟะอ์บุดูฮุ ฮาซา ศิรอฏุน มุสตะกีม” (อัลลอฮ์คือพระเจ้าของฉันและของพวกท่าน จงเคารพภักดีพระองค์ นี่คือทางเที่ยงตรง)
ส่วนที่ 23 อายะฮ์ 52–54 : เหล่าหะวารีย์ และแผนการที่ล้มเหลว
3 · ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน — อายะฮ์ 52–54
- فَلَمَّا أَحَسَّ عِيسَىٰ مِنْهُمُ الْكُفْرَ قَالَ مَنْ أَنصَارِي إِلَى اللَّهِ قَالَ الْحَوَارِيُّونَ نَحْنُ أَنصَارُ اللَّهِ آمَنَّا بِاللَّهِ وَاشْهَدْ بِأَنَّا مُسْلِمُونَ ฟะลัมมา อะหัสสะ อีสา มินฮุมุลกุฟเราะ กอละ มัน อันศอรี อิลัลลอฮ์ กอลัลหะวารียยูนะ นะห์นุ อันศอรุลลอฮ์ อามันนา บิลลาฮิ วัชฮัด บิอันนา มุสลิมูน ครั้นเมื่ออีซาสำนึกได้ถึงการปฏิเสธจากพวกเขา เขาก็กล่าวว่า ‘ใครเล่าจะเป็นผู้ช่วยเหลือฉันไปสู่ (หนทางของ) อัลลอฮ์?’ เหล่าหะวารีย์ (สานุศิษย์) กล่าวว่า ‘พวกเราคือผู้ช่วยเหลือ (ศาสนาของ) อัลลอฮ์ พวกเราศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และท่านจงเป็นพยานเถิดว่าพวกเราเป็นผู้นอบน้อม (มุสลิม)’
- رَبَّنَا آمَنَّا بِمَا أَنزَلْتَ وَاتَّبَعْنَا الرَّسُولَ فَاكْتُبْنَا مَعَ الشَّاهِدِينَ ร็อบบะนา อามันนา บิมา อันซัลตะ วัตตะบะอ์นัรฺเราะสูละ ฟักตุบนา มะอัชชาฮิดีน ‘โอ้พระผู้อภิบาลของเรา พวกเราศรัทธาต่อสิ่งที่พระองค์ประทานลงมา และพวกเราปฏิบัติตามรอซูล ดังนั้นขอทรงบันทึกพวกเราไว้ร่วมกับบรรดาผู้เป็นพยานด้วยเถิด’
- وَمَكَرُوا وَمَكَرَ اللَّهُ وَاللَّهُ خَيْرُ الْمَاكِرِينَ วะมะกะรู วะมะกะร็อลลอฮ์ วัลลอฮุ ค็อยรุลมากิรีน และพวกเขา (ผู้ปฏิเสธ) ได้วางแผน และอัลลอฮ์ก็ทรงวางแผน (ตอบโต้) และอัลลอฮ์คือผู้ทรงวางแผนที่ดียิ่ง
เมื่ออีซา สัมผัสได้ว่าวงศ์วานอิสรออีลดื้อรั้นในการปฏิเสธ ท่านจึงเรียกร้องหาผู้ช่วยเหลือในการเผยแผ่: “มัน อันศอรี อิลัลลอฮ์?” (ใครจะช่วยฉันสู่หนทางของอัลลอฮ์?) — เยี่ยงที่นบี ﷺ เคยเรียกร้องในฤดูหัจญ์ก่อนฮิจเราะฮ์ว่า “ใครจะให้ที่พักพิงฉัน เพื่อฉันจะได้เผยแผ่พระดำรัสของพระผู้อภิบาล เพราะกุร็อยช์ขัดขวางฉัน” จนได้ชาวอันศอร · เหล่าหะวารีย์ จึงตอบรับ: “นะห์นุ อันศอรุลลอฮ์” — คำว่า “หะวารีย์” = ผู้ช่วยเหลือ (นาศิร) ตามที่ยืนยันในเศาะฮีฮัยน์
ต้นฉบับอาหรับ
«إنَّ لكلِّ نبيٍّ حواريًّا، وحواريَّ الزُّبيرُ» — قاله ﷺ يوم الأحزاب حين نَدَب الناس فانتدب الزبير.
ในวันสงครามอะห์ซาบ ท่านนบี ﷺ เรียกร้องอาสาสมัคร ซุบัยร์อาสาถึงสามครั้ง ท่านจึงกล่าวว่า «แท้จริงทุกนบีย่อมมีหะวารีย์ (ผู้ช่วยเหลือที่ภักดี) และหะวารีย์ของฉันคือซุบัยร์»
เหล่าหะวารีย์วิงวอน: “ร็อบบะนา อามันนา บิมา อันซัลตะ…ฟักตุบนา มะอัชชาฮิดีน” — อิบนุอับบาสอธิบายว่า “ผู้เป็นพยาน” หมายถึง ประชาชาติของมุหัมมัด ﷺ (สายรายงานดี) · ส่วนพวกที่ปฏิเสธ วางแผนร้าย: ไปฟ้องกษัตริย์ (ผู้ปฏิเสธในสมัยนั้น) ว่าอีซาชักนำผู้คนให้หลงและใส่ร้ายท่านต่าง ๆ นานา จนกษัตริย์สั่งจับไปตรึงกางเขน · แต่ อัลลอฮ์ทรงวางแผนตอบโต้ (มักรุลลอฮ์): ทรงช่วยอีซาให้รอด ยกท่านขึ้นสู่ฟากฟ้า และทรงบันดาลให้ใบหน้าของอีซาไปปรากฏบนชายอีกคนหนึ่ง เมื่อพวกนั้นบุกเข้ามาในความมืด ก็เข้าใจผิดว่าเป็นอีซา จึงจับเขาไปตรึงแทน · “วัลลอฮุ ค็อยรุลมากิรีน” (อัลลอฮ์คือผู้ทรงวางแผนที่ดียิ่ง)