ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน
آل عمران
ตอนที่ 3 · อายะฮ์ 21–32 · ผู้ครองอำนาจ + วะลาอ์ + อายะฮ์แห่งความรัก
ส่วนที่ 11 อายะฮ์ 21–22 : การสังหารบรรดานบีและผู้เรียกร้องความยุติธรรม
3 · ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน — อายะฮ์ 21–22
- إِنَّ الَّذِينَ يَكْفُرُونَ بِآيَاتِ اللَّهِ وَيَقْتُلُونَ النَّبِيِّينَ بِغَيْرِ حَقٍّ وَيَقْتُلُونَ الَّذِينَ يَأْمُرُونَ بِالْقِسْطِ مِنَ النَّاسِ فَبَشِّرْهُم بِعَذَابٍ أَلِيمٍ อินนัลละซีนะ ยักฟุรูนะ บิอายาติลลาฮิ วะยักตุลูนัน นะบียีนะ บิฆ็อยริ หักกิน วะยักตุลูนัลละซีนะ ยะอ์มุรูนะ บิลกิสฏิ มินันนาสิ ฟะบัชชิรฮุม บิอะซาบิน อะลีม แท้จริงบรรดาผู้ที่ปฏิเสธโองการของอัลลอฮ์ และสังหารบรรดานบีโดยไม่เป็นธรรม และสังหารบรรดาผู้ที่กำชับความยุติธรรมจากมวลมนุษย์ ดังนั้นเจ้าจงแจ้งข่าว (ร้าย) แก่พวกเขาถึงการลงโทษอันเจ็บปวด
- أُولَٰئِكَ الَّذِينَ حَبِطَتْ أَعْمَالُهُمْ فِي الدُّنْيَا وَالْآخِرَةِ وَمَا لَهُم مِّن نَّاصِرِينَ อุลาอิกัลละซีนะ หะบิเฏาะต อะอ์มาลุฮุม ฟิดดุนยา วัลอาคิเราะติ วะมา ละฮุม มิน นาศิรีน ชนเหล่านั้นคือผู้ที่การงานของพวกเขาไร้ผลทั้งในโลกนี้และปรโลก และพวกเขาไม่มีผู้ช่วยเหลือใด ๆ
อัลลอฮ์ทรงประณามชาวคัมภีร์ (ยะฮูด) ในบาปอันร้ายแรงที่พวกเขาก่อ: ปฏิเสธโองการของอัลลอฮ์ · สังหารบรรดานบี (โดยไม่มีความผิด เพียงเพราะนบีเรียกร้องสู่สัจธรรม) · และ สังหารผู้ที่กำชับความยุติธรรม — นี่คือ จุดสูงสุดของความหยิ่งยโส ดังหะดีษ “ความหยิ่ง (กิบร์) คือการปฏิเสธสัจธรรมและการดูถูกผู้คน” · ผลตอบแทนคือ “อะซาบุน อะลีม (การลงโทษอันเจ็บปวด)” และการงานทั้งหมดของพวกเขา ไร้ผลทั้งดุนยาและอาคิเราะฮ์ โดยไม่มีผู้ช่วยเหลือ
ต้นฉบับอาหรับ
«الكِبْرُ بَطَرُ الحقِّ، وغَمْطُ الناسِ».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «ความหยิ่ง (กิบร์) คือการปฏิเสธสัจธรรม (ไม่ยอมรับความจริง) และการดูถูกเหยียดหยามผู้คน»
อายะฮ์ 23–25 : ชาวคัมภีร์ผินหลังจากคัมภีร์ของอัลลอฮ์
3 · ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน — อายะฮ์ 23–25
- أَلَمْ تَرَ إِلَى الَّذِينَ أُوتُوا نَصِيبًا مِّنَ الْكِتَابِ يُدْعَوْنَ إِلَىٰ كِتَابِ اللَّهِ لِيَحْكُمَ بَيْنَهُمْ ثُمَّ يَتَوَلَّىٰ فَرِيقٌ مِّنْهُمْ وَهُم مُّعْرِضُونَ อะลัม ตะเราะ อิลัลละซีนะ อูตู นะศีบัน มินัลกิตาบิ ยุดเอานะ อิลา กิตาบิลลาฮิ ลิยะห์กุมะ บัยนะฮุม ษุมมะ ยะตะวัลลา ฟะรีกุน มินฮุม วะฮุม มุอ์ริฎูน เจ้ามิได้เห็นดอกหรือ บรรดาผู้ที่ได้รับส่วนหนึ่งจากคัมภีร์ (ยะฮูด) เมื่อพวกเขาถูกเชิญชวนไปสู่คัมภีร์ของอัลลอฮ์ เพื่อให้มัน (คัมภีร์) ตัดสินระหว่างพวกเขา แล้วกลุ่มหนึ่งของพวกเขาก็ผินหลังให้ โดยที่พวกเขาเป็นผู้เมินเฉย
- ذَٰلِكَ بِأَنَّهُمْ قَالُوا لَن تَمَسَّنَا النَّارُ إِلَّا أَيَّامًا مَّعْدُودَاتٍ وَغَرَّهُمْ فِي دِينِهِم مَّا كَانُوا يَفْتَرُونَ ซาลิกะ บิอันนะฮุม กอลู ลัน ตะมัสสะนันนารุ อิลลา อัยยามัน มะอ์ดูดาต วะฆ็อรฺเราะฮุม ฟี ดีนิฮิม มา กานู ยัฟตะรูน นั่นก็เพราะพวกเขากล่าวว่า ‘ไฟนรกจะไม่แตะต้องเราเว้นแต่เพียงไม่กี่วัน’ และสิ่งที่พวกเขาอุปโลกน์กันขึ้นเองได้หลอกลวงพวกเขาในเรื่องศาสนาของพวกเขา
- فَكَيْفَ إِذَا جَمَعْنَاهُمْ لِيَوْمٍ لَّا رَيْبَ فِيهِ وَوُفِّيَتْ كُلُّ نَفْسٍ مَّا كَسَبَتْ وَهُمْ لَا يُظْلَمُونَ ฟะกัยฟะ อิซา ญะมะอ์นาฮุม ลิเยามิน ลา รอยบะ ฟีฮิ วะวุฟฟิยัต กุลลุ นัฟสิน มา กะสะบัต วะฮุม ลา ยุซละมูน แล้วจะเป็นอย่างไรเล่า เมื่อเราได้รวบรวมพวกเขาไว้เพื่อวันหนึ่งที่ไม่มีข้อสงสัยในมัน และทุกชีวิตจะถูกตอบแทนอย่างครบถ้วนตามที่ได้ขวนขวายไว้ โดยที่พวกเขาจะไม่ถูกอธรรม
อัลลอฮ์ทรงตำหนิยะฮูดที่อ้างว่ายึดถือคัมภีร์ (เตารอต) แต่เมื่อถูกเชิญให้ นำคัมภีร์ของอัลลอฮ์มาตัดสิน (ซึ่งในนั้นมีคำสั่งให้ตามมุหัมมัด ﷺ) พวกเขากลับ ผินหลังและเมินเฉย · สาเหตุที่ทำให้พวกเขากล้าฝ่าฝืนสัจธรรมคือความหลงเชื่อที่ว่า “ไฟนรกจะแตะเราเพียงไม่กี่วัน” (ตามที่ได้อธิบายไว้แล้วในอัลบะเกาะเราะฮ์) — ความเชื่อที่พวกเขา อุปโลกน์ขึ้นเอง โดยอัลลอฮ์มิได้ประทานหลักฐานใด · แล้วทรงเตือนว่า “จะเป็นอย่างไรเมื่อถูกรวบรวมในวันกิยามะฮ์” ที่ทุกคนถูกตอบแทนตามการงานอย่างเที่ยงธรรม
ส่วนที่ 13 อายะฮ์ 26–27 : อัลลอฮ์ผู้ทรงครอบครองอำนาจทั้งมวล
3 · ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน — อายะฮ์ 26–27
- قُلِ اللَّهُمَّ مَالِكَ الْمُلْكِ تُؤْتِي الْمُلْكَ مَن تَشَاءُ وَتَنزِعُ الْمُلْكَ مِمَّن تَشَاءُ وَتُعِزُّ مَن تَشَاءُ وَتُذِلُّ مَن تَشَاءُ بِيَدِكَ الْخَيْرُ إِنَّكَ عَلَىٰ كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ กุลิลลาฮุมมะ มาลิกัลมุลกิ ตุอ์ติลมุลกะ มัน ตะชาอุ วะตันซิอุลมุลกะ มิมมัน ตะชาอุ วะตุอิซซุ มัน ตะชาอุ วะตุซิลลุ มัน ตะชาอ์ บิยะดิกัลค็อยร์ อินนะกะ อะลา กุลลิ ชัยอิน เกาะดีร จงกล่าวเถิด (มุหัมมัด) ‘โอ้อัลลอฮ์ ผู้ทรงครอบครองอำนาจทั้งมวล พระองค์ทรงประทานอำนาจแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และทรงถอดถอนอำนาจจากผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และทรงให้เกียรติแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และทรงทำให้ต่ำต้อยแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ ความดีทั้งมวลอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แท้จริงพระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง’
- تُولِجُ اللَّيْلَ فِي النَّهَارِ وَتُولِجُ النَّهَارَ فِي اللَّيْلِ وَتُخْرِجُ الْحَيَّ مِنَ الْمَيِّتِ وَتُخْرِجُ الْمَيِّتَ مِنَ الْحَيِّ وَتَرْزُقُ مَن تَشَاءُ بِغَيْرِ حِسَابٍ ตูลิญุลลัยละ ฟิน นะฮาริ วะตูลิญุน นะฮาระ ฟิลลัยลิ วะตุคริญุลหัยยะ มินัลมัยยิติ วะตุคริญุลมัยยิตะ มินัลหัยยิ วะตัรฺซุกุ มัน ตะชาอุ บิฆ็อยริ หิสาบ พระองค์ทรงให้กลางคืนคาบเกี่ยวเข้าในกลางวัน และทรงให้กลางวันคาบเกี่ยวเข้าในกลางคืน และทรงให้สิ่งมีชีวิตออกมาจากสิ่งที่ตายแล้ว และทรงให้สิ่งที่ตายแล้วออกมาจากสิ่งมีชีวิต และทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์โดยไม่จำกัด
ดุอาอ์อันยิ่งใหญ่ที่อัลลอฮ์ทรงสอนท่านนบี: “อัลลอฮุมมะ มาลิกัลมุลก์” — อำนาจทั้งหมดเป็นของอัลลอฮ์ พระองค์ ทรงประทาน/ถอดถอนอำนาจ · ให้เกียรติ/ทำให้ต่ำต้อย ตามประสงค์ ไม่มีผู้ใดขวางได้ · อิบนุกะษีรชี้ว่าอายะฮ์นี้ ปลุกให้ขอบคุณต่อความโปรดปราน ที่อัลลอฮ์ทรงโอนการเป็นนบีจากบนีอิสรออีลมาสู่ นบีอาหรับ ผู้เป็นคนสุดท้ายและครอบคลุมมนุษย์-ญินทั้งมวล · “ตูลิญุลลัยละ ฟิน นะฮาร…” — สัญญาณเดชานุภาพ: การสอดคืนเข้าวัน (กลางวัน-คืนสั้นยาวสลับกัน) · การให้สิ่งมีชีวิตออกจากสิ่งตาย (เมล็ด↔ต้น · ผู้ศรัทธา↔ผู้ปฏิเสธ) · และการประทานริซกีโดยไม่จำกัด
อายะฮ์ 28 : อย่ายึดกาฟิรเป็นมิตรสนิทแทนผู้ศรัทธา
3 · ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน — อายะฮ์ 28
- لَّا يَتَّخِذِ الْمُؤْمِنُونَ الْكَافِرِينَ أَوْلِيَاءَ مِن دُونِ الْمُؤْمِنِينَ وَمَن يَفْعَلْ ذَٰلِكَ فَلَيْسَ مِنَ اللَّهِ فِي شَيْءٍ إِلَّا أَن تَتَّقُوا مِنْهُمْ تُقَاةً وَيُحَذِّرُكُمُ اللَّهُ نَفْسَهُ وَإِلَى اللَّهِ الْمَصِيرُ ลา ยัตตะคิซิลมุอ์มินูนัลกาฟิรีนะ เอาลิยาอะ มิน ดูนิลมุอ์มินีน วะมัน ยัฟอัล ซาลิกะ ฟะลัยสะ มินัลลอฮิ ฟี ชัยอ์ อิลลา อัน ตัตตะกู มินฮุม ตุกอฮ์ วะยุหัซซิรุกุมุลลอฮุ นัฟสะฮ์ วะอิลัลลอฮิลมะศีร บรรดาผู้ศรัทธาจงอย่ายึดเอาผู้ปฏิเสธเป็นมิตรสนิท (ที่ให้ความรักและภักดี) แทนบรรดาผู้ศรัทธา และผู้ใดกระทำเช่นนั้น เขาก็ไม่ได้อยู่ในสิ่งใด (ในความคุ้มครอง/ศาสนา) ของอัลลอฮ์เลย เว้นแต่พวกเจ้าจะป้องกัน (ตนให้พ้น) จากพวกเขาด้วยความระมัดระวัง (ตะกียะฮ์ ในภาวะจำยอม) และอัลลอฮ์ทรงเตือนพวกเจ้าให้ยำเกรงพระองค์ และยังอัลลอฮ์คือการกลับไป
อัลลอฮ์ทรง ห้ามผู้ศรัทธายึดผู้ปฏิเสธเป็นมิตรสนิท (วะลีย์) ที่มอบความรักและความภักดีให้แทนผู้ศรัทธา — ผู้ที่ทำเช่นนั้น “ไม่ได้อยู่ในความคุ้มครองของอัลลอฮ์เลย” (เทียบอันนิสาอ์ 4:144 · อัลมาอิดะฮ์ 5:51 · อัลมุมตะหินะฮ์ 60:1) · ข้อยกเว้น “อิลลา อัน ตัตตะกู มินฮุม ตุกอฮ์” (ตะกียะฮ์) — ผู้ที่อยู่ในภาวะจำยอมและเกรงภัยจากพวกเขาในบางถิ่นบางเวลา อนุญาตให้ แสดงออกภายนอกเพื่อป้องกันตัว โดยหัวใจและเจตนายังมั่นในอีมาน (อิบนุอับบาสว่า “ตะกียะฮ์ด้วยลิ้น มิใช่ด้วยการกระทำ (ที่เป็นกุฟร์จริง)” — ยืนยันด้วยอันนะห์ล 16:106 เรื่องผู้ถูกบังคับขณะหัวใจมั่นในอีมาน) · ปิดด้วย “วะยุหัซซิรุกุมุลลอฮุ นัฟสะฮ์” (อัลลอฮ์ทรงเตือนให้ระวังการลงโทษของพระองค์)
ส่วนที่ 15 อายะฮ์ 29–32 : อัลลอฮ์ทรงรู้สิ่งในใจ และอายะฮ์แห่งความรัก
3 · ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน — อายะฮ์ 29–32
- قُلْ إِن تُخْفُوا مَا فِي صُدُورِكُمْ أَوْ تُبْدُوهُ يَعْلَمْهُ اللَّهُ وَيَعْلَمُ مَا فِي السَّمَاوَاتِ وَمَا فِي الْأَرْضِ وَاللَّهُ عَلَىٰ كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ กุล อิน ตุคฟู มา ฟี ศุดูริกุม เอา ตุบดูฮุ ยะอ์ลัมฮุลลอฮ์ วะยะอ์ละมุ มา ฟิสสะมาวาติ วะมา ฟิลอัรฎ์ วัลลอฮุ อะลา กุลลิ ชัยอิน เกาะดีร จงกล่าวเถิด ‘หากพวกท่านปกปิดสิ่งที่อยู่ในอกของพวกท่านหรือเปิดเผยมัน อัลลอฮ์ก็ทรงรู้มันดี และพระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและในแผ่นดิน และอัลลอฮ์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง’
- يَوْمَ تَجِدُ كُلُّ نَفْسٍ مَّا عَمِلَتْ مِنْ خَيْرٍ مُّحْضَرًا وَمَا عَمِلَتْ مِن سُوءٍ تَوَدُّ لَوْ أَنَّ بَيْنَهَا وَبَيْنَهُ أَمَدًا بَعِيدًا وَيُحَذِّرُكُمُ اللَّهُ نَفْسَهُ وَاللَّهُ رَءُوفٌ بِالْعِبَادِ เยามะ ตะญิดุ กุลลุ นัฟสิน มา อะมิลัต มิน ค็อยริน มุห์เฎาะร็อน วะมา อะมิลัต มิน สูอิน ตะวัดดุ เลา อันนะ บัยนะฮา วะบัยนะฮู อะมะดัน บะอีดา วะยุหัซซิรุกุมุลลอฮุ นัฟสะฮ์ วัลลอฮุ เราะอูฟุน บิลอิบาด วันที่ทุกชีวิตจะพบสิ่งที่ตนได้กระทำไว้จากความดีถูกนำมาแสดงต่อหน้า และสิ่งที่ตนได้กระทำไว้จากความชั่ว (ก็เช่นกัน) มันปรารถนาว่า หากระหว่างมันกับความชั่วนั้นมีระยะห่างอันไกลโพ้น และอัลลอฮ์ทรงเตือนพวกเจ้าให้ยำเกรงพระองค์ และอัลลอฮ์ทรงเมตตาต่อปวงบ่าวเสมอ
- قُلْ إِن كُنتُمْ تُحِبُّونَ اللَّهَ فَاتَّبِعُونِي يُحْبِبْكُمُ اللَّهُ وَيَغْفِرْ لَكُمْ ذُنُوبَكُمْ وَاللَّهُ غَفُورٌ رَّحِيمٌ กุล อิน กุนตุม ตุหิบบูนัลลอฮะ ฟัตตะบิอูนี ยุห์บิบกุมุลลอฮุ วะยัฆฟิร ละกุม ซุนูบะกุม วัลลอฮุ เฆาะฟูรุน ระฮีม จงกล่าวเถิด (มุหัมมัด) ‘หากพวกท่านรักอัลลอฮ์ ก็จงตามฉัน แล้วอัลลอฮ์จะทรงรักพวกท่าน และจะทรงอภัยบาปทั้งหลายของพวกท่านให้ และอัลลอฮ์ทรงอภัยยิ่ง ทรงเมตตาเสมอ’
- قُلْ أَطِيعُوا اللَّهَ وَالرَّسُولَ فَإِن تَوَلَّوْا فَإِنَّ اللَّهَ لَا يُحِبُّ الْكَافِرِينَ กุล อะฏีอุลลอฮะ วัรฺเราะสูล ฟะอิน ตะวัลเลา ฟะอินนัลลอฮะ ลา ยุหิบบุลกาฟิรีน จงกล่าวเถิด ‘จงเชื่อฟังอัลลอฮ์และรอซูลเถิด’ แล้วหากพวกเขาผินหลังให้ แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงรักบรรดาผู้ปฏิเสธ
อัลลอฮ์ทรงรู้ สิ่งที่ซ่อนในหัวใจและสิ่งที่เปิดเผย ไม่มีสิ่งใดในฟ้าและแผ่นดินคลาดจากความรอบรู้ของพระองค์ · แล้วเตือนถึง วันกิยามะฮ์ ที่การงานทุกอย่างถูกนำมาแสดงต่อหน้า — ความดีทำให้ปีติ ส่วนความชั่วทำให้เจ้าของ ปรารถนาให้มันอยู่ห่างไกลตน · แต่ปิดด้วยความหวัง “วัลลอฮุ เราะอูฟุน บิลอิบาด” (อัลลอฮ์ทรงเมตตาต่อปวงบ่าว) — การที่ทรงเตือนก็เพราะความเมตตา เพื่อให้บ่าวไม่ตกในสิ่งที่นำสู่การลงโทษ
“กุล อิน กุนตุม ตุหิบบูนัลลอฮะ ฟัตตะบิอูนี” — อายะฮ์แห่งความรัก (อายะตุลมะฮับบะฮ์) ที่ตัดสินทุกคนที่อ้างว่ารักอัลลอฮ์: การรักอัลลอฮ์ที่แท้จริงต้องพิสูจน์ด้วยการตามแนวทางของท่านนบีมุหัมมัด ﷺ ในทุกคำพูดและการกระทำ · ผู้ที่อ้างรักอัลลอฮ์แต่ไม่ตามสุนนะฮ์ ถือว่า โกหกในคำอ้างของตน · และผลตอบแทนของการตามท่านนบีสูงกว่าที่ขอ: “ยุห์บิบกุมุลลอฮ์” (อัลลอฮ์จะทรงรักพวกเจ้า) พร้อม การอภัยบาป · ปิดด้วยคำสั่งเชื่อฟังอัลลอฮ์และรอซูล และคำเตือนว่าการฝ่าฝืน (ผินหลัง) เป็น กุฟร์ ที่อัลลอฮ์ไม่ทรงรัก
ต้นฉบับอาหรับ
«من عمل عملًا ليس عليه أمرنا فهو ردٌّ» (وفي رواية البخاري: «من أحدث في أمرنا هذا ما ليس منه فهو ردٌّ»).
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «ผู้ใดที่ทำการงาน (ในเรื่องศาสนา) ที่ไม่มีอยู่ในคำสั่งของเรา มันย่อมถูกปฏิเสธ (ไม่ถูกรับ)» (สำนวนบุคอรี: «ผู้ใดที่อุตริขึ้นในกิจการ (ศาสนา) ของเรานี้ สิ่งที่มิได้มาจากมัน ย่อมถูกปฏิเสธ»)