ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน
آل عمران
ตอนที่ 2 · อายะฮ์ 10–20 · ทรัพย์ไม่ช่วยกาฟิร + บทเรียนบัดร์ + เตาหีด
ส่วนที่ 5 อายะฮ์ 10–11 : ทรัพย์และลูกไม่ช่วยผู้ปฏิเสธ ดั่งวงศ์วานฟิรเอาน์
3 · ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน — อายะฮ์ 10–11
- إِنَّ الَّذِينَ كَفَرُوا لَن تُغْنِيَ عَنْهُمْ أَمْوَالُهُمْ وَلَا أَوْلَادُهُم مِّنَ اللَّهِ شَيْئًا وَأُولَٰئِكَ هُمْ وَقُودُ النَّارِ อินนัลละซีนะ กะฟะรู ลัน ตุฆนิยะ อันฮุม อัมวาลุฮุม วะลา เอาลาดุฮุม มินัลลอฮิ ชัยอา วะอุลาอิกะ ฮุม วะกูดุนนาร แท้จริงบรรดาผู้ที่ปฏิเสธนั้น ทรัพย์สินของพวกเขาและลูก ๆ ของพวกเขาจะไม่อำนวยประโยชน์ใด ๆ แก่พวกเขาให้พ้นจาก (การลงโทษของ) อัลลอฮ์ได้เลย และชนเหล่านั้นคือเชื้อเพลิงของไฟนรก
- كَدَأْبِ آلِ فِرْعَوْنَ وَالَّذِينَ مِن قَبْلِهِمْ كَذَّبُوا بِآيَاتِنَا فَأَخَذَهُمُ اللَّهُ بِذُنُوبِهِمْ وَاللَّهُ شَدِيدُ الْعِقَابِ กะดะอ์บิ อาลิ ฟิรเอานะ วัลละซีนะ มิน ก็อบลิฮิม กัซซะบู บิอายาตินา ฟะอะเคาะซะฮุมุลลอฮุ บิซุนูบิฮิม วัลลอฮุ ชะดีดุลอิกอบ (สภาพของพวกเขา) ดั่งพฤติการณ์ของวงศ์วานฟิรเอาน์และบรรดาผู้ที่มาก่อนหน้าพวกเขา ที่ปฏิเสธโองการทั้งหลายของเรา แล้วอัลลอฮ์ก็ทรงลงโทษพวกเขาเพราะบาปของพวกเขา และอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ลงโทษอันรุนแรง
อัลลอฮ์ทรงแจ้งว่า ทรัพย์และลูกหลานของผู้ปฏิเสธจะไม่ช่วยให้พ้นจากการลงโทษของพระองค์ — พวกเขาคือ “วะกูดุนนาร” (เชื้อเพลิงของไฟนรก) ที่ไฟถูกจุดด้วย ดังที่ตรัสว่า “แท้จริงพวกเจ้าและสิ่งที่พวกเจ้าเคารพภักดีอื่นจากอัลลอฮ์ คือเชื้อเพลิงของนรก” (อัลอันบิยาอ์ 21:98) · “กะดะอ์บิ อาลิ ฟิรเอาน์” — สภาพของพวกเขาเหมือน พฤติการณ์ (ธรรมเนียม/การกระทำ) ของวงศ์วานฟิรเอาน์และชนก่อน ที่ปฏิเสธโองการของอัลลอฮ์แล้วถูกลงโทษเพราะบาปของตน — เพราะอัลลอฮ์ทรง “ชะดีดุลอิกอบ” (ลงโทษอย่างรุนแรง) ไม่มีผู้ใดหนีพ้นได้
อายะฮ์ 12–13 : “พวกเจ้าจะพ่ายแพ้” และสัญญาณในสงครามบัดร์
3 · ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน — อายะฮ์ 12–13
- قُل لِّلَّذِينَ كَفَرُوا سَتُغْلَبُونَ وَتُحْشَرُونَ إِلَىٰ جَهَنَّمَ وَبِئْسَ الْمِهَادُ กุล ลิลละซีนะ กะฟะรู สะตุฆละบูนะ วะตุห์ชะรูนะ อิลา ญะฮันนะมะ วะบิอ์สัลมิฮาด จงกล่าวเถิด (มุหัมมัด) แก่บรรดาผู้ที่ปฏิเสธว่า ‘พวกเจ้าจะพ่ายแพ้ (ในโลกนี้) และจะถูกต้อนไปสู่นรกญะฮันนัม และมันเป็นที่พำนักที่ชั่วช้ายิ่ง’
- قَدْ كَانَ لَكُمْ آيَةٌ فِي فِئَتَيْنِ الْتَقَتَا فِئَةٌ تُقَاتِلُ فِي سَبِيلِ اللَّهِ وَأُخْرَىٰ كَافِرَةٌ يَرَوْنَهُم مِّثْلَيْهِمْ رَأْيَ الْعَيْنِ وَاللَّهُ يُؤَيِّدُ بِنَصْرِهِ مَن يَشَاءُ إِنَّ فِي ذَٰلِكَ لَعِبْرَةً لِّأُولِي الْأَبْصَارِ ก็อด กานะ ละกุม อายะตุน ฟี ฟิอะตัยนิลตะเกาะตา ฟิอะตุน ตุกอติลุ ฟี สะบีลิลลาฮิ วะอุครอ กาฟิเราะฮ์ ยะเราเนาฮุม มิษลัยฮิม รอยัลอัยน์ วัลลอฮุ ยุอัยยิดุ บินัศริฮี มัน ยะชาอ์ อินนะ ฟี ซาลิกะ ละอิบเราะตัน ลิอุลิลอับศอร แน่นอน ได้มีสัญญาณหนึ่งสำหรับพวกเจ้าแล้ว ในสองกลุ่มที่เผชิญหน้ากัน (ในสมรภูมิ) กลุ่มหนึ่งต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ และอีกกลุ่มหนึ่งเป็นผู้ปฏิเสธ ซึ่งพวกเขา (ฝ่ายกาฟิร) เห็นพวกเขา (ฝ่ายมุสลิม) เป็นสองเท่า (ของจำนวนจริง) ด้วยสายตา และอัลลอฮ์ทรงสนับสนุนด้วยการช่วยเหลือของพระองค์แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ แท้จริงในการนั้นเป็นข้อเตือนใจสำหรับผู้มีสายตา (แห่งปัญญา)
“สะตุฆละบูนะ วะตุห์ชะรูนะ อิลา ญะฮันนัม” — คำสั่งให้แจ้งแก่ผู้ปฏิเสธว่าจะ พ่ายแพ้ในดุนยา และถูกต้อนสู่นรกในอาคิเราะฮ์ · สาเหตุการประทาน: หลังชัยชนะที่บัดร์ ท่านนบี ﷺ รวมยะฮูดที่ตลาดบนีก็อยนุกออ์แล้วเรียกร้องให้เข้าอิสลามก่อนจะประสบเช่นที่กุร็อยช์ประสบ · พวกยะฮูดกลับหยิ่งว่า “อย่าให้ชัยชนะเหนือกุร็อยช์ที่ไม่ชำนาญการรบทำให้ท่านหลงตน หากท่านรบกับเรา ท่านจะรู้ว่าเราคือนักรบตัวจริง” อัลลอฮ์จึงประทานอายะฮ์นี้
“ก็อด กานะ ละกุม อายะฮ์ ฟี ฟิอะตัยนิลตะเกาะตา” — สัญญาณคือ สงครามบัดร์: ฝ่ายหนึ่งคือมุสลิมที่ต่อสู้ในหนทางอัลลอฮ์ อีกฝ่ายคือมุชริกกุร็อยช์ · “ยะเราเนาฮุม มิษลัยฮิม รอยัลอัยน์” — มุชริกเห็นมุสลิม (ราว ๓๑๓ คน) เป็น สองเท่า ของจำนวนจริงด้วยตา (เพื่อให้เกิดความหวาดกลัว) · อิบนุกะษีรประสานกับอายะฮ์อันฟาล 8:44 (ที่ว่าตอนปะทะ อัลลอฮ์ทำให้แต่ละฝ่ายเห็นอีกฝ่าย “น้อย”) ว่าเป็น สองช่วงเวลาต่างกัน (ก่อนปะทะเห็นมาก—เกิดยำเกรง/พึ่งอัลลอฮ์ · ตอนปะทะเห็นน้อย—เกิดความกล้าเข้าสู้) · บทเรียนคือ “อัลลอฮ์ทรงช่วยเหลือผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์” — เป็นข้อเตือนใจสำหรับผู้มีวิจารณญาณ
ส่วนที่ 7 อายะฮ์ 14–15 : ความหลงใหลในดุนยา กับสิ่งที่ดีกว่า ณ อัลลอฮ์
3 · ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน — อายะฮ์ 14–15
- زُيِّنَ لِلنَّاسِ حُبُّ الشَّهَوَاتِ مِنَ النِّسَاءِ وَالْبَنِينَ وَالْقَنَاطِيرِ الْمُقَنطَرَةِ مِنَ الذَّهَبِ وَالْفِضَّةِ وَالْخَيْلِ الْمُسَوَّمَةِ وَالْأَنْعَامِ وَالْحَرْثِ ذَٰلِكَ مَتَاعُ الْحَيَاةِ الدُّنْيَا وَاللَّهُ عِندَهُ حُسْنُ الْمَآبِ ซุยยินะ ลินนาสิ หุบบุชชะฮะวาติ มินันนิสาอิ วัลบะนีนะ วัลเกาะนาฏีริลมุก็อนเฏาะเราะติ มินัซซะฮะบิ วัลฟิฎเฎาะติ วัลค็อยลิลมุสัว์วะมะติ วัลอันอามิ วัลหัรษ์ ซาลิกะ มะตาอุลหะยาติดดุนยา วัลลอฮุ อินดะฮู หุสนุลมะอาบ ความรักในสิ่งที่เย้ายวนใจได้ถูกทำให้สวยงามแก่มนุษย์ อันได้แก่ ผู้หญิง ลูก ๆ ทรัพย์สินมากมายทั้งทองและเงิน ม้าพันธุ์ดี ปศุสัตว์ และไร่นา นั่นคือปัจจัยเครื่องอำนวยความสุขแห่งชีวิตในโลกนี้ และอัลลอฮ์นั้น ณ ที่พระองค์คือที่พำนักอันดีงาม (สวรรค์)
- قُلْ أَؤُنَبِّئُكُم بِخَيْرٍ مِّن ذَٰلِكُمْ لِلَّذِينَ اتَّقَوْا عِندَ رَبِّهِمْ جَنَّاتٌ تَجْرِي مِن تَحْتِهَا الْأَنْهَارُ خَالِدِينَ فِيهَا وَأَزْوَاجٌ مُّطَهَّرَةٌ وَرِضْوَانٌ مِّنَ اللَّهِ وَاللَّهُ بَصِيرٌ بِالْعِبَادِ กุล อะอุนับบิอุกุม บิค็อยริน มิน ซาลิกุม ลิลละซีนัตตะเกา อินดะ ร็อบบิฮิม ญันนาตุน ตัจญรี มิน ตะห์ติฮัลอันฮารุ คอลิดีนะ ฟีฮา วะอัซวาญุน มุเฏาะฮฮะเราะตุน วะริฎวานุน มินัลลอฮ์ วัลลอฮุ บะศีรุน บิลอิบาด จงกล่าวเถิด (มุหัมมัด) ‘จะให้ฉันบอกพวกท่านถึงสิ่งที่ดียิ่งกว่านั้นไหม? สำหรับบรรดาผู้ยำเกรง ณ ที่พระผู้อภิบาลของพวกเขา มีสวนสวรรค์หลากหลายที่มีลำน้ำหลายสายไหลผ่านเบื้องล่าง พวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล และมีคู่ครองที่บริสุทธิ์ และความพึงพอพระทัยจากอัลลอฮ์’ และอัลลอฮ์ทรงเห็นปวงบ่าวเป็นอย่างดี
อัลลอฮ์ทรงแจกแจง สิ่งที่เย้ายวนใจในดุนยา: ผู้หญิง · ลูก · ทองเงิน · ม้าพันธุ์ดี · ปศุสัตว์ · ไร่นา · ทรงเริ่มด้วย “ผู้หญิง” เพราะฟิตนะฮ์ (การทดสอบ) จากพวกนางหนักที่สุด — ดังหะดีษเศาะหีห์ “ฉันมิได้ทิ้งฟิตนะฮ์ใดหลังจากฉันที่เป็นภัยต่อบุรุษยิ่งกว่าผู้หญิง” · แต่หากรักด้วยเจตนาที่ถูกต้อง (รักษาความบริสุทธิ์ · เพิ่มลูกหลานที่เคารพภักดีอัลลอฮ์) ก็เป็นสิ่งที่ ส่งเสริม · ท่านนบียังกล่าว “จงแต่งงานกับหญิงที่รักและมีลูกดก เพราะฉันจะภูมิใจด้วยจำนวน (ประชาชาติ) ของพวกท่านในวันกิยามะฮ์” · แล้วชี้ว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียง “มะตาอุลหะยาติดดุนยา” (เครื่องอำนวยสุขชั่วคราวในโลกนี้) — ส่วนสิ่งที่ ดีกว่าและถาวร อยู่ ณ อัลลอฮ์: สวนสวรรค์ · คู่ครองบริสุทธิ์ · และเหนือสิ่งอื่นใดคือ “ริฎวาน (ความพึงพอพระทัย) ของอัลลอฮ์”
ต้นฉบับอาหรับ
«الدنيا متاعٌ، وخير متاعها المرأة الصالحة».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «ดุนยานั้นคือปัจจัยเครื่องอำนวยความสุข (ชั่วคราว) และปัจจัยที่ดีที่สุดของมันคือภรรยาที่ดี (ศอลิหะฮ์)»
อายะฮ์ 16–17 : คุณสมบัติของผู้ยำเกรง และการอิสติฆฟารยามซะหัร
3 · ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน — อายะฮ์ 16–17
- الَّذِينَ يَقُولُونَ رَبَّنَا إِنَّنَا آمَنَّا فَاغْفِرْ لَنَا ذُنُوبَنَا وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ อัลละซีนะ ยะกูลูนะ ร็อบบะนา อินนะนา อามันนา ฟัฆฟิร ละนา ซุนูบะนา วะกินา อะซาบันนาร บรรดาผู้ที่กล่าวว่า ‘โอ้พระผู้อภิบาลของเรา แท้จริงเราได้ศรัทธาแล้ว ดังนั้นขอทรงอภัยบาปทั้งหลายของเรา และทรงคุ้มครองเราให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรกด้วยเถิด’
- الصَّابِرِينَ وَالصَّادِقِينَ وَالْقَانِتِينَ وَالْمُنفِقِينَ وَالْمُسْتَغْفِرِينَ بِالْأَسْحَارِ อัศศอบิรีนะ วัศศอดิกีนะ วัลกอนิตีนะ วัลมุนฟิกีนะ วัลมุสตัฆฟิรีนะ บิลอัสหาร (พวกเขาคือ) บรรดาผู้อดทน ผู้สัตย์จริง ผู้นอบน้อมภักดี ผู้บริจาค และผู้ขออภัยโทษในยามซะหัร (ก่อนรุ่งอรุณ)
อัลลอฮ์ทรงพรรณนาคุณสมบัติของ ผู้ยำเกรงที่ได้รับสัญญาผลบุญอันยิ่งใหญ่: ผู้อดทน (ในการเชื่อฟังและงดสิ่งต้องห้าม) · ผู้สัตย์จริง · ผู้นอบน้อมภักดี (กอนิตีน) · ผู้บริจาค · และ “ผู้ขออภัยโทษยามซะหัร (ก่อนรุ่งอรุณ)” — อายะฮ์นี้ชี้ถึง ความประเสริฐของการอิสติฆฟารในเวลาซะหัร ซึ่งเป็นเวลาที่อัลลอฮ์เสด็จลงสู่ฟากฟ้าชั้นล่างและตรัสถามหาผู้ขอ ผู้วิงวอน ผู้ขออภัย
ต้นฉบับอาหรับ
«ينزل الله ﷿ كل ليلةٍ إلى السماء الدنيا حين يبقى ثلث الليل الآخر، فيقول: هل من سائلٍ فأعطيه؟ هل من داعٍ فأستجيب له؟ هل من مستغفرٍ فأغفر له؟».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «อัลลอฮ์เสด็จลงสู่ฟากฟ้าชั้นล่างในทุกคืน เมื่อถึงหนึ่งในสามสุดท้ายของคืน แล้วตรัสว่า ‘มีผู้ใดขอไหม ข้าจะประทานให้ · มีผู้ใดวิงวอนไหม ข้าจะตอบรับ · มีผู้ใดขออภัยไหม ข้าจะอภัยให้’»
ส่วนที่ 9 อายะฮ์ 18–20 : อัลลอฮ์ทรงเป็นพยานต่อเตาหีด และศาสนา ณ อัลลอฮ์คืออิสลาม
3 · ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน — อายะฮ์ 18–20
- شَهِدَ اللَّهُ أَنَّهُ لَا إِلَٰهَ إِلَّا هُوَ وَالْمَلَائِكَةُ وَأُولُو الْعِلْمِ قَائِمًا بِالْقِسْطِ لَا إِلَٰهَ إِلَّا هُوَ الْعَزِيزُ الْحَكِيمُ ชะฮิดัลลอฮุ อันนะฮู ลา อิลาฮะ อิลลา ฮุวะ วัลมะลาอิกะตุ วะอุลุลอิลมิ กออิมัน บิลกิสฏ์ ลา อิลาฮะ อิลลา ฮุวัลอะซีซุลหะกีม อัลลอฮ์ทรงเป็นพยานว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ และมะลาอิกะฮ์และผู้มีความรู้ (ก็เป็นพยาน) พระองค์ทรงดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรม ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ผู้ทรงเดชานุภาพ ผู้ทรงปรีชาญาณ
- إِنَّ الدِّينَ عِندَ اللَّهِ الْإِسْلَامُ وَمَا اخْتَلَفَ الَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ إِلَّا مِن بَعْدِ مَا جَاءَهُمُ الْعِلْمُ بَغْيًا بَيْنَهُمْ وَمَن يَكْفُرْ بِآيَاتِ اللَّهِ فَإِنَّ اللَّهَ سَرِيعُ الْحِسَابِ อินนัดดีนะ อินดัลลอฮิลอิสลาม วะมัคตะละฟัลละซีนะ อูตุลกิตาบะ อิลลา มิน บะอ์ดิ มา ญาอะฮุมุลอิลมุ บัฆยัน บัยนะฮุม วะมัน ยักฟุร บิอายาติลลาฮิ ฟะอินนัลลอฮะ สะรีอุลหิสาบ แท้จริงศาสนา ณ อัลลอฮ์นั้นคืออิสลาม และบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์มิได้ขัดแย้งกัน นอกจากหลังจากที่ความรู้ได้มายังพวกเขาแล้ว ทั้งนี้เพราะความริษยาระหว่างพวกเขาเอง และผู้ใดปฏิเสธโองการของอัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรวดเร็วในการชำระบัญชี
- فَإِنْ حَاجُّوكَ فَقُلْ أَسْلَمْتُ وَجْهِيَ لِلَّهِ وَمَنِ اتَّبَعَنِ وَقُل لِّلَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ وَالْأُمِّيِّينَ أَأَسْلَمْتُمْ فَإِنْ أَسْلَمُوا فَقَدِ اهْتَدَوا وَّإِن تَوَلَّوْا فَإِنَّمَا عَلَيْكَ الْبَلَاغُ وَاللَّهُ بَصِيرٌ بِالْعِبَادِ ฟะอิน หาจญูกะ ฟะกุล อัสลัมตุ วัจญฮิยะ ลิลลาฮิ วะมะนิตตะบะอัน วะกุล ลิลละซีนะ อูตุลกิตาบะ วัลอุมมียีนะ อะอัสลัมตุม ฟะอิน อัสละมู ฟะเกาะดิฮ์ตะเดา วะอิน ตะวัลเลา ฟะอินนะมา อะลัยกัลบะลาฆ วัลลอฮุ บะศีรุน บิลอิบาด แล้วหากพวกเขาโต้เถียงกับเจ้า (ในเรื่องเตาหีด) ก็จงกล่าวเถิด ‘ฉันได้มอบใบหน้าของฉัน (นอบน้อมทั้งตัว) แด่อัลลอฮ์แล้ว และผู้ที่ตามฉันก็เช่นกัน’ และจงกล่าวแก่บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์และบรรดาผู้ไม่รู้หนังสือ (มุชริกอาหรับ) ว่า ‘พวกท่านยอมนอบน้อม (เข้าอิสลาม) แล้วหรือ?’ แล้วหากพวกเขาเข้าอิสลาม พวกเขาก็ได้รับทางนำแล้ว และหากพวกเขาผินหลังให้ หน้าที่ของเจ้าก็เพียงการเผยแผ่เท่านั้น และอัลลอฮ์ทรงเห็นปวงบ่าวเป็นอย่างดี
“ชะฮิดัลลอฮุ อันนะฮู ลา อิลาฮะ อิลลา ฮุวะ” — อัลลอฮ์ทรงเป็นพยาน (และไม่มีพยานใดเที่ยงตรงและสัตย์จริงยิ่งกว่าพระองค์) ว่า ไม่มีพระเจ้าที่แท้จริงนอกจากพระองค์ · แล้วทรงเชื่อม การเป็นพยานของมะลาอิกะฮ์และผู้มีความรู้ (อุลุลอิลม์) เข้ากับการเป็นพยานของพระองค์ — เป็น เกียรติอันยิ่งใหญ่ของนักปราชญ์ · ทรงดำรงทุกสิ่งด้วย ความยุติธรรม (กิสฏ์)
“อินนัดดีนะ อินดัลลอฮิลอิสลาม” — อัลลอฮ์แจ้งว่า ศาสนาเดียวที่พระองค์ทรงรับคือ “อิสลาม” (การนอบน้อมและตามบรรดารอซูล จนปิดท้ายด้วยมุหัมมัด ﷺ) · ผู้ใดพบอัลลอฮ์หลังการส่งมุหัมมัดด้วยศาสนาอื่นจากชะรีอะฮ์ของท่าน จะไม่ถูกรับ (เทียบ 3:85 “ผู้ใดแสวงหาศาสนาอื่นจากอิสลาม มันจะไม่ถูกรับจากเขา”) · ความขัดแย้งของชาวคัมภีร์เกิดหลังความรู้มาถึง เพราะ “บัฆย์” (ความริษยา/อธรรมระหว่างกัน) มิใช่เพราะขาดหลักฐาน · ปิดด้วยคำสั่งแก่ท่านนบีเมื่อถูกโต้เถียง: “อัสลัมตุ วัจญฮิยะ ลิลลาฮ์” (ฉันมอบตนนอบน้อมแด่อัลลอฮ์) และให้เชิญชวนทั้งชาวคัมภีร์และมุชริกสู่อิสลาม — หน้าที่ของท่านคือ “การเผยแผ่ (บะลาฆ)” ส่วนการชี้นำเป็นของอัลลอฮ์ · (อายะฮ์นี้เป็นหลักฐานชัดว่า การเป็นนบีของมุหัมมัด ﷺ ครอบคลุมมนุษย์ทั้งมวล)
ต้นฉบับอาหรับ
«والذي نفس محمدٍ بيده، لا يسمع بي أحدٌ من هذه الأمة يهوديٌّ ولا نصرانيٌّ، ثم يموت ولم يؤمن بالذي أُرسلت به، إلا كان من أصحاب النار».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «ขอสาบานด้วยพระผู้ทรงชีวิตของมุหัมมัดอยู่ในพระหัตถ์ ไม่มีผู้ใดในประชาชาตินี้ (มนุษย์ทั้งมวลที่ท่านนบีถูกส่งมา) ไม่ว่ายะฮูดหรือนะศอรอ ที่ได้ยินเรื่องของฉัน แล้วตายลงโดยไม่ศรัทธาต่อสิ่งที่ฉันถูกส่งมา เว้นแต่เขาจะเป็นชาวนรก»