← ดัชนีซูเราะฮ์
3

ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน

آل عمران

ตอนที่ 7 · อายะฮ์ 64–74 · ถ้อยคำที่เท่าเทียม · อิบรอฮีมผู้เป็นหะนีฟ · เล่ห์กลของอะฮ์ลุลกิตาบ

  • บทที่ 3
  • 200 อายะฮ์
  • มะดะนียะฮ์
  • กำลังตรวจ
📖 อ่านต้นฉบับอาหรับ (ฉบับซามี)
เรียบเรียง

ส่วนที่ 29 อายะฮ์ 64 : การเชิญสู่ถ้อยคำที่เท่าเทียม

3 · ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน — อายะฮ์ 64
  1. قُلْ يَا أَهْلَ الْكِتَابِ تَعَالَوْا إِلَىٰ كَلِمَةٍ سَوَاءٍ بَيْنَنَا وَبَيْنَكُمْ أَلَّا نَعْبُدَ إِلَّا اللَّهَ وَلَا نُشْرِكَ بِهِ شَيْئًا وَلَا يَتَّخِذَ بَعْضُنَا بَعْضًا أَرْبَابًا مِّن دُونِ اللَّهِ فَإِن تَوَلَّوْا فَقُولُوا اشْهَدُوا بِأَنَّا مُسْلِمُونَ กุล ยา อะฮ์ลัลกิตาบิ ตะอาเลาว์ อิลา กะลิมะติน สะวาอิน บัยนะนา วะบัยนะกุม อัลลา นะอ์บุดะ อิลลัลลอฮะ วะลา นุชริกะ บิฮิ ชัยอัน วะลา ยัตตะคิซะ บะอ์ฎุนา บะอ์ฎ็อน อัรฺบาบัน มิน ดูนิลลาฮ์ ฟะอิน ตะวัลเลาว์ ฟะกูลุชฮะดู บิอันนา มุสลิมูน จงกล่าวเถิด (โอ้มุหัมมัด) ‘โอ้บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ จงมาสู่ถ้อยคำหนึ่งที่เท่าเทียมกันระหว่างเรากับพวกท่าน คือเราจะไม่เคารพภักดีสิ่งใดนอกจากอัลลอฮ์ และเราจะไม่ตั้งภาคีสิ่งใดกับพระองค์ และบางคนในหมู่พวกเราจะไม่ยึดถืออีกบางคนเป็นพระเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์’ แต่ถ้าพวกเขาผินหลังกลับ ก็จงกล่าวเถิดว่า ‘พวกท่านจงเป็นพยานด้วยว่าพวกเราเป็นผู้นอบน้อม (มุสลิม)’

อายะฮ์นี้เชิญชวน อะฮ์ลุลกิตาบ (ยะฮูดและนะศอรอ) และทุกคนที่อยู่ในทำนองเดียวกัน สู่ “ถ้อยคำที่เท่าเทียม (กะลิมะฮ์ สะวาอ์)” คือหลักการที่ทั้งสองฝ่ายควรยอมรับร่วมกันอย่างเป็นธรรม ได้แก่ เตาหีด:

  • “อัลลา นะอ์บุดะ อิลลัลลอฮ์” — เคารพภักดีเฉพาะอัลลอฮ์ ไม่ใช่เจว็ด รูปปั้น ไม้กางเขน ฏอฆูต ไฟ หรือสิ่งใด
  • “วะลา นุชริกะ บิฮิ ชัยอา” — ไม่ตั้งภาคีใด ๆ กับพระองค์
  • “วะลา ยัตตะคิซะ บะอ์ฎุนา บะอ์ฎ็อน อัรฺบาบา” — ไม่ยึดถือกันและกันเป็นพระเจ้า (คือไม่เชื่อฟังกันในการฝ่าฝืนอัลลอฮ์ และไม่สุญูดต่อกัน)

นี่คือ สารเดียวกันของบรรดารอซูลทั้งหมด · หากพวกเขาปฏิเสธ ก็ให้ผู้ศรัทธายืนหยัดและประกาศว่า “ชฮะดู บิอันนา มุสลิมูน” (จงเป็นพยานว่าเราเป็นมุสลิม)

หะดิษ ที่ 12 — อายะฮ์นี้ในสาส์นของท่านนบี ﷺ ถึงจักรพรรดิเฮรัคลิอุส
ระดับ: ศอหีห์
ต้นฉบับอาหรับ

«بسمِ الله الرحمنِ الرحيم، من محمدٍ رسولِ الله إلى هِرَقْلَ عظيمِ الرُّوم، سلامٌ على من اتَّبع الهدى. أمَّا بعدُ، فأسلِمْ تَسْلَمْ، وأسلِمْ يُؤتِك الله أجرَك مرَّتين، فإن تولَّيتَ فإنَّ عليك إثمَ الأريسيِّين، و﴿يَا أَهْلَ الْكِتَابِ تَعَالَوْا إِلَى كَلِمَةٍ سَوَاءٍ بَيْنَنَا وَبَيْنَكُمْ…﴾».

ในสาส์นที่ท่านนบี ﷺ ส่งถึงเฮรัคลิอุสจักรพรรดิโรมัน มีความว่า: «ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ ผู้ทรงเมตตา ผู้ทรงกรุณาปรานี จากมุหัมมัดรอซูลของอัลลอฮ์ ถึงเฮรัคลิอุสผู้ยิ่งใหญ่แห่งโรม สลามจงมีแด่ผู้ที่ปฏิบัติตามทางนำ อนึ่ง จงรับอิสลามเถิด ท่านจะปลอดภัย จงรับอิสลามเถิด อัลลอฮ์จะประทานรางวัลแก่ท่านสองเท่า แต่หากท่านผินหลัง ท่านก็จะแบกบาปของพลเมืองของท่าน และ (ทรงอ้างอายะฮ์นี้) “โอ้บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ จงมาสู่ถ้อยคำหนึ่งที่เท่าเทียมกันระหว่างเรากับพวกท่าน…”»

📎 ศอหีห์บุคอรี #7 (เรื่องอบูสุฟยานกับเฮรัคลิอุส) ยืนยันแล้ว — บุคอรี #7 ตรวจสอบ ↗
เรียบเรียง

ส่วนที่ 31 อายะฮ์ 65–68 : อิบรอฮีมมิใช่ยิวหรือคริสต์ แต่เป็นหะนีฟมุสลิม

3 · ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน — อายะฮ์ 65–68
  1. يَا أَهْلَ الْكِتَابِ لِمَ تُحَاجُّونَ فِي إِبْرَاهِيمَ وَمَا أُنزِلَتِ التَّوْرَاةُ وَالْإِنجِيلُ إِلَّا مِن بَعْدِهِ أَفَلَا تَعْقِلُونَ ยา อะฮ์ลัลกิตาบิ ลิมะ ตุหาจญูนะ ฟี อิบรอฮีมะ วะมา อุนซิละติตเตาว์รอตุ วัลอินญีลุ อิลลา มิน บะอ์ดิฮี อะฟะลา ตะอ์กิลูน ‘โอ้บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ เหตุใดพวกท่านจึงโต้เถียงกันในเรื่องอิบรอฮีม ทั้งที่เตารอตและอินญีลมิได้ถูกประทานลงมานอกจากหลังจากเขา (สิ้นไปแล้ว) พวกท่านไม่ใช้ปัญญาบ้างหรือ?’
  2. هَا أَنتُمْ هَٰؤُلَاءِ حَاجَجْتُمْ فِيمَا لَكُم بِهِ عِلْمٌ فَلِمَ تُحَاجُّونَ فِيمَا لَيْسَ لَكُم بِهِ عِلْمٌ وَاللَّهُ يَعْلَمُ وَأَنتُمْ لَا تَعْلَمُونَ ฮา อันตุม ฮาอุลาอิ หาญัจตุม ฟีมา ละกุม บิฮิ อิลมุน ฟะลิมะ ตุหาจญูนะ ฟีมา ลัยสะ ละกุม บิฮิ อิลม์ วัลลอฮุ ยะอ์ละมุ วะอันตุม ลา ตะอ์ละมูน ‘พึงรู้เถิด พวกท่านนี่แหละได้โต้เถียงในสิ่งที่พวกท่านมีความรู้ (บ้าง) แล้วเหตุใดจึงโต้เถียงในสิ่งที่พวกท่านไม่มีความรู้เลย? และอัลลอฮ์ทรงรู้ ส่วนพวกท่านไม่รู้’
  3. مَا كَانَ إِبْرَاهِيمُ يَهُودِيًّا وَلَا نَصْرَانِيًّا وَلَٰكِن كَانَ حَنِيفًا مُّسْلِمًا وَمَا كَانَ مِنَ الْمُشْرِكِينَ มา กานะ อิบรอฮีมุ ยะฮูดียยัน วะลา นัศรอนียยัน วะลากิน กานะ หะนีฟัน มุสลิมัน วะมา กานะ มินัลมุชริกีน อิบรอฮีมมิได้เป็นยิวและมิได้เป็นคริสต์ หากแต่เขาเป็นผู้เที่ยงตรง (หะนีฟ) เป็นมุสลิม และเขามิได้อยู่ในหมู่ผู้ตั้งภาคี
  4. إِنَّ أَوْلَى النَّاسِ بِإِبْرَاهِيمَ لَلَّذِينَ اتَّبَعُوهُ وَهَٰذَا النَّبِيُّ وَالَّذِينَ آمَنُوا وَاللَّهُ وَلِيُّ الْمُؤْمِنِينَ อินนะ เอาลันนาสิ บิอิบรอฮีมะ ลัลละซีนัตตะบะอูฮุ วะฮาซันนะบียยุ วัลละซีนะ อามะนู วัลลอฮุ วะลียยุลมุอ์มินีน แท้จริงผู้ที่ใกล้ชิด (สมควร) กับอิบรอฮีมยิ่ง คือบรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามเขา และนบีท่านนี้ (มุหัมมัด) และบรรดาผู้ศรัทธา และอัลลอฮ์คือผู้คุ้มครองบรรดาผู้ศรัทธา

ยะฮูดและนะศอรอ ต่างแย่งกันอ้างว่าอิบรอฮีมเป็นพวกของตน — ยะฮูดว่าท่านเป็นยิว นะศอรอว่าท่านเป็นคริสต์ · อัลลอฮ์หักล้างด้วย ตรรกะที่เรียบง่ายแต่เด็ดขาด: เตารอตถูกประทานแก่มูซา และอินญีลแก่อีซา — ทั้งสองมา หลังยุคอิบรอฮีมนานหลายชั่วอายุคน แล้วท่านจะเป็นยิวหรือคริสต์ได้อย่างไร? “อะฟะลา ตะอ์กิลูน” (พวกท่านไม่ใช้ปัญญาบ้างหรือ?) · แถมพวกเขายัง โต้เถียงในสิ่งที่ตนไม่มีความรู้ ทั้งที่ควรยึดสิ่งที่มีหลักฐานในศาสนาของตน

ความจริงคือ “มา กานะ อิบรอฮีมุ ยะฮูดียยัน วะลา นัศรอนียยา” — ท่านเป็น “หะนีฟ” (ผู้ผินหลังจากชิริกมุ่งสู่อีมาน) “มุสลิม” (ผู้นอบน้อมต่ออัลลอฮ์) และมิใช่ผู้ตั้งภาคี · ดังนั้น ผู้ที่สมควรอ้างตนเป็นผู้ใกล้ชิดอิบรอฮีมที่สุด คือผู้ที่ตามแนวทางของท่าน + นบีมุหัมมัด ﷺ + บรรดาผู้ศรัทธา — มิใช่ผู้ที่เพียงอ้างสายเลือดหรือชื่อศาสนา

เรียบเรียง

อายะฮ์ 69–74 : เล่ห์กลและความริษยาของอะฮ์ลุลกิตาบ

3 · ซูเราะฮ์อาลิอิมรอน — อายะฮ์ 69–74
  1. وَدَّت طَّائِفَةٌ مِّنْ أَهْلِ الْكِتَابِ لَوْ يُضِلُّونَكُمْ وَمَا يُضِلُّونَ إِلَّا أَنفُسَهُمْ وَمَا يَشْعُرُونَ วัดดัต ฏออิฟะตุน มิน อะฮ์ลิลกิตาบิ เลาว์ ยุฎิลลูนะกุม วะมา ยุฎิลลูนะ อิลลา อันฟุสะฮุม วะมา ยัชอุรูน กลุ่มหนึ่งจากบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ปรารถนาที่จะทำให้พวกท่านหลงผิด แต่พวกเขาหาได้ทำให้ผู้ใดหลงผิดไม่ นอกจากตัวของพวกเขาเอง โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัว
  2. يَا أَهْلَ الْكِتَابِ لِمَ تَكْفُرُونَ بِآيَاتِ اللَّهِ وَأَنتُمْ تَشْهَدُونَ ยา อะฮ์ลัลกิตาบิ ลิมะ ตักฟุรูนะ บิอายาติลลาฮิ วะอันตุม ตัชฮะดูน ‘โอ้บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ เหตุใดพวกท่านจึงปฏิเสธสัญญาณต่าง ๆ ของอัลลอฮ์ ทั้งที่พวกท่านก็เป็นพยาน (รู้ความจริงของมัน)?’
  3. يَا أَهْلَ الْكِتَابِ لِمَ تَلْبِسُونَ الْحَقَّ بِالْبَاطِلِ وَتَكْتُمُونَ الْحَقَّ وَأَنتُمْ تَعْلَمُونَ ยา อะฮ์ลัลกิตาบิ ลิมะ ตัลบิสูนัลหักเกาะ บิลบาฏิลิ วะตักตุมูนัลหักเกาะ วะอันตุม ตะอ์ละมูน ‘โอ้บรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ เหตุใดพวกท่านจึงปะปนความจริงด้วยความเท็จ และปกปิดความจริง ทั้งที่พวกท่านก็รู้อยู่?’
  4. وَقَالَت طَّائِفَةٌ مِّنْ أَهْلِ الْكِتَابِ آمِنُوا بِالَّذِي أُنزِلَ عَلَى الَّذِينَ آمَنُوا وَجْهَ النَّهَارِ وَاكْفُرُوا آخِرَهُ لَعَلَّهُمْ يَرْجِعُونَ วะกอลัต ฏออิฟะตุน มิน อะฮ์ลิลกิตาบิ อามินู บิลละซี อุนซิละ อะลัลละซีนะ อามะนู วัจฮันนะฮาริ วักฟุรู อาคิเราะฮู ละอัลละฮุม ยัรฺญิอูน และกลุ่มหนึ่งจากบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์กล่าวว่า ‘จงแสร้งศรัทธาต่อสิ่งที่ถูกประทานแก่บรรดาผู้ศรัทธาในตอนต้นของวัน และจงปฏิเสธมันในตอนปลายวัน เพื่อว่าพวกเขา (มุสลิม) จะได้หันกลับ (ออกจากศาสนา)’
  5. وَلَا تُؤْمِنُوا إِلَّا لِمَن تَبِعَ دِينَكُمْ قُلْ إِنَّ الْهُدَىٰ هُدَى اللَّهِ أَن يُؤْتَىٰ أَحَدٌ مِّثْلَ مَا أُوتِيتُمْ أَوْ يُحَاجُّوكُمْ عِندَ رَبِّكُمْ قُلْ إِنَّ الْفَضْلَ بِيَدِ اللَّهِ يُؤْتِيهِ مَن يَشَاءُ وَاللَّهُ وَاسِعٌ عَلِيمٌ วะลา ตุอ์มินู อิลลา ลิมัน ตะบิอะ ดีนะกุม กุล อินนัลฮุดา ฮุดัลลอฮิ อัน ยุอ์ตา อะหะดุน มิษละ มา อูตีตุม เอา ยุหาจญูกุม อินดะ ร็อบบิกุม กุล อินนัลฟัฎละ บิยะดิลลาฮิ ยุอ์ตีฮิ มัน ยะชาอ์ วัลลอฮุ วาสิอุน อะลีม ‘และพวกท่านจงอย่าเชื่อใครนอกจากผู้ที่ปฏิบัติตามศาสนาของพวกท่าน’ จงกล่าวเถิด (มุหัมมัด) ‘แท้จริงทางนำนั้นคือทางนำของอัลลอฮ์’ (พวกเขาปกปิดเพราะกลัว) ว่าจะมีผู้อื่นได้รับเยี่ยงที่พวกท่านได้รับ หรือเขาจะโต้แย้งพวกท่าน ณ พระผู้อภิบาลของพวกท่าน จงกล่าวเถิด ‘แท้จริงความโปรดปรานนั้นอยู่ในพระหัตถ์ของอัลลอฮ์ พระองค์ประทานแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงกว้างขวาง ผู้ทรงรอบรู้’
  6. يَخْتَصُّ بِرَحْمَتِهِ مَن يَشَاءُ وَاللَّهُ ذُو الْفَضْلِ الْعَظِيمِ ยัคตัศศุ บิเราะห์มะติฮี มัน ยะชาอ์ วัลลอฮุ ซุลฟัฎลิลอะซีม พระองค์ทรงเจาะจงความเมตตาของพระองค์แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮ์คือผู้ทรงโปรดปรานอันใหญ่หลวง

อัลลอฮ์ทรงเปิดโปงพฤติกรรมของอะฮ์ลุลกิตาบบางกลุ่ม:

  • ความริษยา: พวกเขา ปรารถนาจะทำให้มุสลิมหลงผิด แต่ผลร้ายกลับตกแก่ตัวเองโดยไม่รู้ตัว
  • ปฏิเสธทั้งที่รู้: พวกเขาปฏิเสธสัญญาณของอัลลอฮ์ (คือความจริงเรื่องมุหัมมัด ﷺ) ทั้งที่ รู้และเป็นพยานถึงความจริงของมัน
  • ปะปนและปกปิดความจริง: โดยเฉพาะ คุณลักษณะของมุหัมมัด ﷺ ที่มีในคัมภีร์ของพวกเขา
  • แผนหลอกลวง (อายะฮ์ 72): บางกลุ่มวางแผนให้ แสร้งเข้ารับอิสลามตอนเช้าแล้วปฏิเสธตอนเย็น เพื่อให้คนอ่อนแอเข้าใจผิดว่า “แม้แต่อะฮ์ลุลกิตาบผู้รู้ยังถอนตัว — ศาสนานี้คงมีข้อบกพร่อง”
  • ความหวงแหนความรู้ (อายะฮ์ 73): พวกเขาสั่งกันไม่ให้เปิดเผยความรู้ (คำพยากรณ์เรื่องนบี) แก่มุสลิม เพราะกลัวมุสลิมจะใช้เป็นหลักฐานย้อนกลับ

อัลลอฮ์ทรงตอบว่า “อินนัลฮุดา ฮุดัลลอฮ์” (ทางนำคือทางนำของอัลลอฮ์) และ “อินนัลฟัฎละ บิยะดิลลาฮ์” (ความโปรดปรานอยู่ในพระหัตถ์ของอัลลอฮ์ พระองค์ประทานแก่ผู้ที่ทรงประสงค์) — การที่อัลลอฮ์ทรงเลือกประชาชาตินี้และประทานนบีที่ประเสริฐสุด คือความโปรดปรานที่พระองค์ทรงเจาะจง มิใช่สิ่งที่ความริษยาของผู้ใดจะยับยั้งได้