ซูเราะฮ์อัลบากอเราะฮ์
البقرة
ตอนที่ 15 · อายะฮ์ 261–286 · ริบา + อายะตุดดัยน์
ส่วนที่ 93 อายะฮ์ 261–264 : ผลบุญของการบริจาค และการรักษาความบริสุทธิ์ใจ
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 261–264
- مَّثَلُ الَّذِينَ يُنفِقُونَ أَمْوَالَهُمْ فِي سَبِيلِ اللَّهِ كَمَثَلِ حَبَّةٍ أَنبَتَتْ سَبْعَ سَنَابِلَ فِي كُلِّ سُنبُلَةٍ مِّائَةُ حَبَّةٍ وَاللَّهُ يُضَاعِفُ لِمَن يَشَاءُ وَاللَّهُ وَاسِعٌ عَلِيمٌ มะษะลุลละซีนะ ยุนฟิกูนะ อัมวาละฮุม ฟี สะบีลิลลาฮิ กะมะษะลิ หับบะติน อัมบะตัต สับอะ สะนาบิละ ฟี กุลลิ สุมบุละติน มิอะตุ หับบะฮ์ วัลลอฮุ ยุฎออิฟุ ลิมัน ยะชาอ์ วัลลอฮุ วาสิอุน อะลีม อุปมาบรรดาผู้ที่บริจาคทรัพย์ของพวกเขาในหนทางของอัลลอฮ์ ดั่งเมล็ดพืชหนึ่งเมล็ดที่งอกออกมาเป็นเจ็ดรวง ในแต่ละรวงมีร้อยเมล็ด และอัลลอฮ์จะทรงเพิ่มพูน (ผลบุญ) แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงกว้างขวาง ผู้ทรงรอบรู้
- الَّذِينَ يُنفِقُونَ أَمْوَالَهُمْ فِي سَبِيلِ اللَّهِ ثُمَّ لَا يُتْبِعُونَ مَا أَنفَقُوا مَنًّا وَلَا أَذًى لَّهُمْ أَجْرُهُمْ عِندَ رَبِّهِمْ وَلَا خَوْفٌ عَلَيْهِمْ وَلَا هُمْ يَحْزَنُونَ อัลละซีนะ ยุนฟิกูนะ อัมวาละฮุม ฟี สะบีลิลลาฮิ ษุมมะ ลา ยุตบิอูนะ มา อันฟะกู มันนัน วะลา อะซา ละฮุม อัจญรุฮุม อินดะ ร็อบบิฮิม วะลา เคาฟุน อะลัยฮิม วะลา ฮุม ยะห์ซะนูน บรรดาผู้ที่บริจาคทรัพย์ของพวกเขาในหนทางของอัลลอฮ์ แล้วไม่ติดตามสิ่งที่ได้บริจาคไปด้วยการลำเลิกบุญคุณ (มันน์) และการทำร้ายจิตใจ (อะซา) พวกเขาจะได้รับรางวัลของพวกเขา ณ ที่พระผู้อภิบาลของพวกเขา และจะไม่มีความกลัวใด ๆ แก่พวกเขา และพวกเขาจะไม่เศร้าโศก
- قَوْلٌ مَّعْرُوفٌ وَمَغْفِرَةٌ خَيْرٌ مِّن صَدَقَةٍ يَتْبَعُهَا أَذًى وَاللَّهُ غَنِيٌّ حَلِيمٌ ก็อวลุน มะอ์รูฟุน วะมัฆฟิเราะตุน ค็อยรุน มิน เศาะดะเกาะติน ยัตบะอุฮา อะซา วัลลอฮุ เฆาะนียยุน หะลีม การพูดจาดีและการให้อภัย ย่อมดีกว่าการบริจาคที่ติดตามด้วยการทำร้ายจิตใจ และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงมั่งมี ผู้ทรงขันติ
- يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لَا تُبْطِلُوا صَدَقَاتِكُم بِالْمَنِّ وَالْأَذَىٰ كَالَّذِي يُنفِقُ مَالَهُ رِئَاءَ النَّاسِ وَلَا يُؤْمِنُ بِاللَّهِ وَالْيَوْمِ الْآخِرِ فَمَثَلُهُ كَمَثَلِ صَفْوَانٍ عَلَيْهِ تُرَابٌ فَأَصَابَهُ وَابِلٌ فَتَرَكَهُ صَلْدًا لَّا يَقْدِرُونَ عَلَىٰ شَيْءٍ مِّمَّا كَسَبُوا وَاللَّهُ لَا يَهْدِي الْقَوْمَ الْكَافِرِينَ ยา อัยยุฮัลละซีนะ อามะนู ลา ตุบฏิลู เศาะดะกอติกุม บิลมันนิ วัลอะซา กัลละซี ยุนฟิกุ มาละฮู ริอาอันนาสิ วะลา ยุอ์มินุ บิลลาฮิ วัลเยามิลอาคิร ฟะมะษะลุฮู กะมะษะลิ ศ็อฟวานิน อะลัยฮิ ตุรอบุน ฟะอะศอบะฮู วาบิลุน ฟะตะเราะกะฮู ศ็อลดา ลา ยักดิรูนะ อะลา ชัยอิน มิมมา กะสะบู วัลลอฮุ ลา ยะฮ์ดิลก็อวมัลกาฟิรีน โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงอย่าทำให้การบริจาคของพวกเจ้าเป็นโมฆะด้วยการลำเลิกบุญคุณและการทำร้ายจิตใจ เหมือนผู้ที่บริจาคทรัพย์ของเขาเพื่ออวดผู้คน โดยที่เขาไม่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลก อุปมาของเขาดั่งหินเรียบที่มีฝุ่นอยู่บนมัน แล้วมีฝนหนักตกลงมา มันก็ทิ้งให้หินนั้นเกลี้ยงเลี่ยน (ฝุ่นหายหมด) พวกเขาไม่สามารถได้ประโยชน์ใดจากสิ่งที่ได้ขวนขวายไว้ และอัลลอฮ์จะไม่ทรงชี้นำกลุ่มชนผู้ปฏิเสธ
อัลลอฮ์ทรงยก อุปมาการบริจาคที่ทวีคูณ: เมล็ดเดียว → เจ็ดรวง → รวงละร้อยเมล็ด = ๗๐๐ เท่า (และทรงเพิ่มอีกตามประสงค์) · แต่มี เงื่อนไขสำคัญ: ต้อง ไม่ตามด้วย “มันน์” (การลำเลิกทวงบุญคุณ) และ “อะซา” (การทำร้ายจิตใจผู้รับ) — เพราะสิ่งเหล่านี้ ทำลายผลบุญจนหมดสิ้น ดั่งฝนที่ชะฝุ่นออกจากหินจนเกลี้ยง · “ก็อวลุน มะอ์รูฟุน วะมัฆฟิเราะตุน ค็อยรุน มิน เศาะดะเกาะติน ยัตบะอุฮา อะซา” — การปฏิเสธด้วยวาจาที่ดีและการให้อภัย ดีกว่าการให้แล้วตามด้วยการทำร้ายจิตใจ
ต้นฉบับอาหรับ
«كل عمل ابن آدم يُضاعَف، الحسنة بعشر أمثالها إلى سبعمائة ضِعف، قال الله ﷿: إلا الصوم فإنه لي وأنا أجزي به…».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «ทุกการงานของลูกหลานอาดัมถูกทวีคูณ ความดีหนึ่งเป็นสิบเท่าถึงเจ็ดร้อยเท่า อัลลอฮ์ตรัสว่า “ยกเว้นการถือศีลอด เพราะมันเป็นของข้า และข้าจะตอบแทนมันเอง…”»
ต้นฉบับอาหรับ
«ثلاثةٌ لا يكلِّمهم الله يوم القيامة، ولا ينظر إليهم، ولا يزكِّيهم، ولهم عذابٌ أليم»… قال: «المُسبِل، والمنَّان، والمنفِّق سلعتَه بالحلف الكاذب».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «สามจำพวกที่อัลลอฮ์จะไม่ตรัสด้วยในวันกิยามะฮ์ ไม่ทอดพระเนตรพวกเขา และไม่ทรงชำระให้พวกเขาบริสุทธิ์ และพวกเขาจะได้รับการลงโทษอันเจ็บปวด» … (หนึ่งในนั้นคือ) «อัลมันนาน — ผู้ที่ให้สิ่งใดแล้วก็ลำเลิกทวงบุญคุณ» (อีกสองคือ ผู้ลากเสื้อผ้าด้วยความหยิ่ง และผู้ขายสินค้าด้วยการสาบานเท็จ)
อายะฮ์ 265–266 : อุปมาสวนของผู้บริจาคด้วยใจบริสุทธิ์
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 265–266
- وَمَثَلُ الَّذِينَ يُنفِقُونَ أَمْوَالَهُمُ ابْتِغَاءَ مَرْضَاتِ اللَّهِ وَتَثْبِيتًا مِّنْ أَنفُسِهِمْ كَمَثَلِ جَنَّةٍ بِرَبْوَةٍ أَصَابَهَا وَابِلٌ فَآتَتْ أُكُلَهَا ضِعْفَيْنِ فَإِن لَّمْ يُصِبْهَا وَابِلٌ فَطَلٌّ وَاللَّهُ بِمَا تَعْمَلُونَ بَصِيرٌ วะมะษะลุลละซีนะ ยุนฟิกูนะ อัมวาละฮุมุบติฆาอะ มัรฎอติลลาฮิ วะตัษบีตัน มิน อันฟุสิฮิม กะมะษะลิ ญันนะติน บิร็อบวะติน อะศอบะฮา วาบิลุน ฟะอาตัต อุกุละฮา ฎิอฟัยนิ ฟะอิน ลัม ยุศิบฮา วาบิลุน ฟะฏ็อลล์ วัลลอฮุ บิมา ตะอ์มะลูนะ บะศีร และอุปมาบรรดาผู้ที่บริจาคทรัพย์ของพวกเขาเพื่อแสวงหาความโปรดปรานของอัลลอฮ์ และเพื่อทำให้จิตใจของพวกเขามั่นคง (ในอีมาน) ดั่งสวนแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนที่สูง มีฝนหนักตกลงมา มันก็ให้ผลเป็นสองเท่า แต่ถ้าฝนหนักไม่ตกลงมา ฝนปรอย (ก็เพียงพอ) และอัลลอฮ์ทรงเห็นสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ
- أَيَوَدُّ أَحَدُكُمْ أَن تَكُونَ لَهُ جَنَّةٌ مِّن نَّخِيلٍ وَأَعْنَابٍ تَجْرِي مِن تَحْتِهَا الْأَنْهَارُ لَهُ فِيهَا مِن كُلِّ الثَّمَرَاتِ وَأَصَابَهُ الْكِبَرُ وَلَهُ ذُرِّيَّةٌ ضُعَفَاءُ فَأَصَابَهَا إِعْصَارٌ فِيهِ نَارٌ فَاحْتَرَقَتْ كَذَٰلِكَ يُبَيِّنُ اللَّهُ لَكُمُ الْآيَاتِ لَعَلَّكُمْ تَتَفَكَّرُونَ อะยะวัดดุ อะหะดุกุม อัน ตะกูนะ ละฮู ญันนะตุน มิน นะคีลิน วะอะอ์นาบิน ตัจญรี มิน ตะห์ติฮัลอันฮารุ ละฮู ฟีฮา มิน กุลลิษษะมะรอติ วะอะศอบะฮุลกิบะรุ วะละฮู ซุรฺรียยะตุน ฎุอะฟาอุ ฟะอะศอบะฮา อิอ์ศอรุน ฟีฮิ นารุน ฟะห์ตะเราะก็อต กะซาลิกะ ยุบัยยินุลลอฮุ ละกุมุลอายาติ ละอัลละกุม ตะตะฟักกะรูน มีผู้ใดในหมู่พวกเจ้าปรารถนาบ้างไหมที่จะมีสวนอินทผลัมและองุ่น มีลำน้ำหลายสายไหลผ่านเบื้องล่าง เขามีผลไม้ทุกชนิดในนั้น แล้วเมื่อความชราได้มาถึงเขา โดยที่เขามีลูกหลานที่ยังอ่อนแอ (ต้องพึ่งพา) ทันใดนั้นก็มีลมพายุที่มีไฟพัดกระหน่ำสวนนั้น มันจึงถูกเผาไหม้ (สิ้น) เช่นนั้นแหละ อัลลอฮ์ทรงชี้แจงบรรดาโองการแก่พวกเจ้า เพื่อพวกเจ้าจะได้ใคร่ครวญ
ตรงข้ามกับผู้โอ้อวด อัลลอฮ์ทรงอุปมา ผู้บริจาคด้วยความบริสุทธิ์ใจ ดั่ง สวนบนที่สูงอันอุดมสมบูรณ์ ที่ให้ผลงอกงามไม่ว่าฝนมากหรือน้อย — เพราะรากฐาน (ความอิคลาศ) มั่นคง · ส่วนอายะฮ์ 266 เป็นอุปมาเตือนสติ: การที่ สวนอันงดงามถูกพายุไฟเผาในยามที่เจ้าของแก่ชราและมีลูกหลานอ่อนแอ — เปรียบกับผู้ที่ทำความดีมากมาย แต่ ทำลายมันเองด้วยการโอ้อวด ริยาอ์ หรือบาป จนไม่เหลือผลบุญในยามที่ต้องการที่สุด (วันกิยามะฮ์)
ต้นฉบับอาหรับ
قال عمر: يومًا لأصحاب النبي ﷺ: فيمَ ترون هذه الآية نزلت: ﴿أَيَوَدُّ أَحَدُكُمْ أَنْ تَكُونَ لَهُ جَنَّةٌ…﴾؟ … قال ابن عباس: ضُربت مثلًا لعملٍ. قال عمر: لِرجلٍ غنيٍّ يعمل بطاعة الله، ثم بعث الله له الشيطان فعمل بالمعاصي حتى أغرق أعماله.
วันหนึ่งอุมัรถามเหล่าเศาะหาบะฮ์ว่า “พวกท่านเห็นว่าอายะฮ์ “มีผู้ใดในหมู่พวกเจ้าปรารถนาบ้างไหมที่จะมีสวน…” ประทานเกี่ยวกับสิ่งใด?” · อิบนุอับบาสตอบว่า “มันถูกยกเป็นอุปมาสำหรับการงาน” · อุมัรกล่าวว่า «สำหรับชายผู้มั่งมีที่ทำการงานด้วยการเชื่อฟังอัลลอฮ์ แล้วอัลลอฮ์ทรงส่งชัยฏอนมาให้เขา จนเขาทำบาปมากมายกระทั่งจมทำลายการงาน (ความดี) ทั้งหมดของเขา»
ส่วนที่ 95 อายะฮ์ 267–270 : บริจาคของดี และคำสัญญาที่ต่างกันของชัยฏอนกับอัลลอฮ์
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 267–270
- يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا أَنفِقُوا مِن طَيِّبَاتِ مَا كَسَبْتُمْ وَمِمَّا أَخْرَجْنَا لَكُم مِّنَ الْأَرْضِ وَلَا تَيَمَّمُوا الْخَبِيثَ مِنْهُ تُنفِقُونَ وَلَسْتُم بِآخِذِيهِ إِلَّا أَن تُغْمِضُوا فِيهِ وَاعْلَمُوا أَنَّ اللَّهَ غَنِيٌّ حَمِيدٌ ยา อัยยุฮัลละซีนะ อามะนู อันฟิกู มิน ฏ็อยยิบาติ มา กะสับตุม วะมิมมา อัคร็อจนา ละกุม มินัลอัรฎ์ วะลา ตะยัมมะมุลเคาะบีษะ มินฮุ ตุนฟิกูนะ วะลัสตุม บิอาคิซีฮิ อิลลา อัน ตุฆมิฎู ฟีฮ์ วะอ์ละมู อันนัลลอฮะ เฆาะนียยุน หะมีด โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงบริจาคจากสิ่งดี ๆ ที่พวกเจ้าหามาได้ และจากสิ่งที่เราได้ให้งอกเงยแก่พวกเจ้าจากแผ่นดิน และพวกเจ้าอย่าเจาะจงเอาสิ่งที่เลว (คุณภาพต่ำ) มาบริจาค ทั้งที่พวกเจ้าเองก็จะไม่รับมัน (หากมีผู้ให้) นอกจากจะหลับตาข้างหนึ่ง (จำใจรับ) และพึงรู้ว่าอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงมั่งมี ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ
- الشَّيْطَانُ يَعِدُكُمُ الْفَقْرَ وَيَأْمُرُكُم بِالْفَحْشَاءِ وَاللَّهُ يَعِدُكُم مَّغْفِرَةً مِّنْهُ وَفَضْلًا وَاللَّهُ وَاسِعٌ عَلِيمٌ อัชชัยฏอนุ ยะอิดุกุมุลฟักเราะ วะยะอ์มุรุกุม บิลฟะห์ชาอ์ วัลลอฮุ ยะอิดุกุม มัฆฟิเราะตัน มินฮุ วะฟัฎลา วัลลอฮุ วาสิอุน อะลีม ชัยฏอนขู่พวกเจ้าให้กลัวความยากจน (เพื่อไม่ให้บริจาค) และใช้พวกเจ้าให้ทำสิ่งชั่วช้าลามก แต่อัลลอฮ์ทรงสัญญาแก่พวกเจ้าซึ่งการอภัยโทษจากพระองค์และความโปรดปราน (ความมั่งคั่ง) และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงกว้างขวาง ผู้ทรงรอบรู้
- يُؤْتِي الْحِكْمَةَ مَن يَشَاءُ وَمَن يُؤْتَ الْحِكْمَةَ فَقَدْ أُوتِيَ خَيْرًا كَثِيرًا وَمَا يَذَّكَّرُ إِلَّا أُولُو الْأَلْبَابِ ยุอ์ติลหิกมะตะ มัน ยะชาอ์ วะมัน ยุอ์ตัลหิกมะตะ ฟะก็อด อูติยะ ค็อยร็อน กะษีรอ วะมา ยัซซักกะรุ อิลลา อุลุลอัลบาบ พระองค์ทรงประทานวิทยปัญญา (ฮิกมะฮ์) แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดได้รับวิทยปัญญา แน่นอนเขาได้รับความดีอันมากมาย และไม่มีผู้ใดรำลึกได้นอกจากผู้มีสติปัญญา
- وَمَا أَنفَقْتُم مِّن نَّفَقَةٍ أَوْ نَذَرْتُم مِّن نَّذْرٍ فَإِنَّ اللَّهَ يَعْلَمُهُ وَمَا لِلظَّالِمِينَ مِنْ أَنصَارٍ วะมา อันฟักตุม มิน นะฟะเกาะติน เอา นะซัรตุม มิน นะซริน ฟะอินนัลลอฮะ ยะอ์ละมุฮ์ วะมา ลิซซอลิมีนะ มิน อันศอร และไม่ว่าพวกเจ้าจะบริจาคสิ่งใด หรือบนบาน (นะซัร) สิ่งใด แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรู้มันดี และสำหรับบรรดาผู้อธรรมนั้น ไม่มีผู้ช่วยเหลือใด ๆ
อัลลอฮ์ทรงสั่งให้ บริจาคจากสิ่งดี (ฏ็อยยิบ) ที่หามาโดยหะลาล — ห้ามเลือกของเลวคุณภาพต่ำมาบริจาค (สิ่งที่ตัวเองยังไม่อยากรับ) · สาเหตุการประทาน: ชาวอันศอรบางคนเคยนำ อินทผลัมเสียคุณภาพต่ำ (หัชฟ์) มาแขวนบริจาคในมัสยิด อัลลอฮ์จึงห้าม · แล้วเผยกลยุทธ์ของ ชัยฏอนที่ขู่ให้กลัวจน เพื่อยับยั้งการบริจาค ตรงข้ามกับ อัลลอฮ์ที่ทรงสัญญาการอภัยและความมั่งคั่ง · และเชิดชู “ฮิกมะฮ์ (วิทยปัญญา — ความเข้าใจศาสนาที่ถูกต้องพร้อมการปฏิบัติ)” ว่าเป็น “ความดีอันมากมาย”
ต้นฉบับอาหรับ
عن البراء: نزلت فينا معشرَ الأنصار، كنا أصحابَ نخلٍ، فكان الرجل يأتي بالحَشَف (رديء التمر) فيعلِّقه في المسجد… فنزلت: ﴿وَلَا تَيَمَّمُوا الْخَبِيثَ مِنْهُ تُنْفِقُونَ﴾.
จากอัลบัรออ์ กล่าวว่า “อายะฮ์นี้ประทานเกี่ยวกับพวกเราชาวอันศอร พวกเราเป็นเจ้าของสวนอินทผลัม บางคน นำอินทผลัมเสียคุณภาพต่ำ (หัชฟ์) มาแขวนบริจาค อัลลอฮ์จึงประทานอายะฮ์ “และพวกเจ้าอย่าเจาะจงเอาสิ่งที่เลวมาบริจาค””
ต้นฉบับอาหรับ
«إن للشيطان لَمَّةً بابن آدم، وللمَلَك لَمَّةً، فأما لمَّة الشيطان فإيعادٌ بالشر وتكذيبٌ بالحق، وأما لمَّة الملَك فإيعادٌ بالخير وتصديقٌ بالحق…».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «แท้จริงชัยฏอนมีการกระซิบต่อลูกหลานอาดัม และมลาอิกะฮ์ก็มีการกระซิบเช่นกัน ส่วนการกระซิบของชัยฏอนคือ การขู่ด้วยความชั่วและการปฏิเสธสัจธรรม และการกระซิบของมลาอิกะฮ์คือการชวนสู่ความดีและการยืนยันสัจธรรม…»
ต้นฉบับอาหรับ
«لا حسد إلا في اثنتين: رجلٌ آتاه الله مالًا فسلَّطه على هَلَكته في الحق، ورجلٌ آتاه الله الحكمة فهو يقضي بها ويعلِّمها».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «ไม่มีการอิจฉา (ที่อนุญาต) นอกจากในสองสิ่ง: ชายที่อัลลอฮ์ประทานทรัพย์ให้ แล้วเขาใช้มันจนหมดในทางที่ถูกต้อง และชายที่อัลลอฮ์ประทานวิทยปัญญา (ฮิกมะฮ์) ให้ แล้วเขาตัดสิน (ปกครอง) ด้วยมันและสอนมันแก่ผู้อื่น»
อายะฮ์ 271–274 : บริจาคลับ-เปิดเผย และคนจนผู้สงบเสงี่ยม
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 271–274
- إِن تُبْدُوا الصَّدَقَاتِ فَنِعِمَّا هِيَ وَإِن تُخْفُوهَا وَتُؤْتُوهَا الْفُقَرَاءَ فَهُوَ خَيْرٌ لَّكُمْ وَيُكَفِّرُ عَنكُم مِّن سَيِّئَاتِكُمْ وَاللَّهُ بِمَا تَعْمَلُونَ خَبِيرٌ อิน ตุบดุศเศาะดะกอติ ฟะนิอิมมา ฮิยะ วะอิน ตุคฟูฮา วะตุอ์ตูฮัลฟุเกาะรออะ ฟะฮุวะ ค็อยรุน ละกุม วะยุกัฟฟิรุ อันกุม มิน สัยยิอาติกุม วัลลอฮุ บิมา ตะอ์มะลูนะ เคาะบีร หากพวกเจ้าเปิดเผยการบริจาค มันก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าพวกเจ้าปกปิดมันและมอบมันให้แก่บรรดาผู้ยากจน มันก็เป็นการดียิ่งกว่าสำหรับพวกเจ้า และพระองค์จะทรงลบล้างความผิดบางส่วนของพวกเจ้าออกไป และอัลลอฮ์ทรงตระหนักในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ
- لَّيْسَ عَلَيْكَ هُدَاهُمْ وَلَٰكِنَّ اللَّهَ يَهْدِي مَن يَشَاءُ وَمَا تُنفِقُوا مِنْ خَيْرٍ فَلِأَنفُسِكُمْ وَمَا تُنفِقُونَ إِلَّا ابْتِغَاءَ وَجْهِ اللَّهِ وَمَا تُنفِقُوا مِنْ خَيْرٍ يُوَفَّ إِلَيْكُمْ وَأَنتُمْ لَا تُظْلَمُونَ ลัยสะ อะลัยกะ ฮุดาฮุม วะลากินนัลลอฮะ ยะฮ์ดี มัน ยะชาอ์ วะมา ตุนฟิกู มิน ค็อยริน ฟะลิอันฟุสิกุม วะมา ตุนฟิกูนะ อิลลับติฆาอะ วัจญฮิลลาฮ์ วะมา ตุนฟิกู มิน ค็อยริน ยุวัฟฟะ อิลัยกุม วะอันตุม ลา ตุซละมูน หน้าที่ในการชี้นำพวกเขาให้ได้รับทางนำมิใช่ของเจ้า (โอ้มุหัมมัด) แต่อัลลอฮ์ต่างหากที่ทรงชี้นำผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และไม่ว่าพวกเจ้าจะบริจาคความดีสิ่งใด มันก็เพื่อตัวของพวกเจ้าเอง และพวกเจ้าจะไม่บริจาคนอกจากเพื่อแสวงหาความพอพระทัยของอัลลอฮ์ และไม่ว่าพวกเจ้าจะบริจาคความดีสิ่งใด มันจะถูกตอบแทนแก่พวกเจ้าอย่างครบถ้วน และพวกเจ้าจะไม่ถูกอธรรม
- لِلْفُقَرَاءِ الَّذِينَ أُحْصِرُوا فِي سَبِيلِ اللَّهِ لَا يَسْتَطِيعُونَ ضَرْبًا فِي الْأَرْضِ يَحْسَبُهُمُ الْجَاهِلُ أَغْنِيَاءَ مِنَ التَّعَفُّفِ تَعْرِفُهُم بِسِيمَاهُمْ لَا يَسْأَلُونَ النَّاسَ إِلْحَافًا وَمَا تُنفِقُوا مِنْ خَيْرٍ فَإِنَّ اللَّهَ بِهِ عَلِيمٌ ลิลฟุเกาะรออิลละซีนะ อุห์ศิรู ฟี สะบีลิลลาฮิ ลา ยัสตะฏีอูนะ ฎ็อรบัน ฟิลอัรฎิ ยะห์สะบุฮุมุลญาฮิลุ อัฆนิยาอะ มินัตตะอัฟฟุฟ ตะอ์ริฟุฮุม บิสีมาฮุม ลา ยัสอะลูนันนาสะ อิลหาฟา วะมา ตุนฟิกู มิน ค็อยริน ฟะอินนัลลอฮะ บิฮี อะลีม (การบริจาคนั้น) สำหรับบรรดาผู้ยากจนที่ถูกจำกัด (ให้ง่วน) อยู่ในหนทางของอัลลอฮ์ (เช่นทำญิฮาดหรือศึกษาศาสนา) จนไม่สามารถเดินทางไปทำมาหากินในแผ่นดินได้ ผู้ไม่รู้คิดว่าพวกเขาเป็นคนมั่งมีเพราะการที่พวกเขาสงบเสงี่ยมไม่ขอ เจ้าจะรู้จักพวกเขาได้จากลักษณะของพวกเขา พวกเขาไม่ขอจากผู้คนอย่างรบเร้า และไม่ว่าพวกเจ้าจะบริจาคความดีสิ่งใด แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรอบรู้มันดี
- الَّذِينَ يُنفِقُونَ أَمْوَالَهُم بِاللَّيْلِ وَالنَّهَارِ سِرًّا وَعَلَانِيَةً فَلَهُمْ أَجْرُهُمْ عِندَ رَبِّهِمْ وَلَا خَوْفٌ عَلَيْهِمْ وَلَا هُمْ يَحْزَنُونَ อัลละซีนะ ยุนฟิกูนะ อัมวาละฮุม บิลลัยลิ วันนะฮาริ สิรฺร็อน วะอะลานิยะตัน ฟะละฮุม อัจญรุฮุม อินดะ ร็อบบิฮิม วะลา เคาฟุน อะลัยฮิม วะลา ฮุม ยะห์ซะนูน บรรดาผู้ที่บริจาคทรัพย์ของพวกเขาทั้งกลางคืนและกลางวัน ทั้งลับและเปิดเผย พวกเขาจะได้รับรางวัลของพวกเขา ณ ที่พระผู้อภิบาลของพวกเขา และจะไม่มีความกลัวใด ๆ แก่พวกเขา และพวกเขาจะไม่เศร้าโศก
“วะอิน ตุคฟูฮา วะตุอ์ตูฮัลฟุเกาะรออะ ฟะฮุวะ ค็อยรุน ละกุม” — การบริจาคเปิดเผยเป็นสิ่งดี (เป็นแบบอย่าง) แต่ การให้แบบลับ ๆ นั้นดียิ่งกว่า เพราะใกล้ต่อความอิคลาศและรักษาเกียรติผู้รับ (สำหรับเศาะดาเกาะฮ์สมัครใจ ส่วนซะกาตฟัรฎูการเปิดเผยดีกว่า) · สาเหตุการประทานอายะฮ์ 272 เกี่ยวกับการที่มุสลิมเคยรังเกียจให้เศาะดาเกาะฮ์แก่ญาติที่ยังเป็นมุชริก อัลลอฮ์จึงอนุญาตและปลอบใจท่านนบีว่า หน้าที่ของท่านคือเผยแผ่ ส่วนการชี้นำเป็นของอัลลอฮ์ · จุดเด่นคือการบรรยาย “คนจนผู้สงบเสงี่ยม” — ผู้ที่ยากจนแต่ ไม่ขอใครอย่างรบเร้า จน คนไม่รู้คิดว่าเขาร่ำรวย — คนกลุ่มนี้แหละที่สมควรได้รับการช่วยเหลือเป็นพิเศษ
ต้นฉบับอาหรับ
«سبعةٌ يُظلُّهم الله في ظلِّه يوم لا ظلَّ إلا ظلُّه»… «ورجلٌ تصدَّق بصدقةٍ فأخفاها حتى لا تعلمَ شمالُه ما تُنفق يمينُه».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «เจ็ดจำพวกที่อัลลอฮ์จะทรงให้ร่มเงาแก่พวกเขาในวันที่ไม่มีร่มเงาใดนอกจากร่มเงาของพระองค์» … (หนึ่งในนั้นคือ) «ชายผู้ที่บริจาคทานอย่างปกปิดจนกระทั่งมือซ้ายของเขาไม่รู้ว่ามือขวาได้บริจาคสิ่งใด»
ส่วนที่ 97 ⭐ อายะฮ์ 275–277 : ริบา (ดอกเบี้ย) — สงครามครั้งใหญ่ต่อผู้กิน
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 275–277
- الَّذِينَ يَأْكُلُونَ الرِّبَا لَا يَقُومُونَ إِلَّا كَمَا يَقُومُ الَّذِي يَتَخَبَّطُهُ الشَّيْطَانُ مِنَ الْمَسِّ ذَٰلِكَ بِأَنَّهُمْ قَالُوا إِنَّمَا الْبَيْعُ مِثْلُ الرِّبَا وَأَحَلَّ اللَّهُ الْبَيْعَ وَحَرَّمَ الرِّبَا فَمَن جَاءَهُ مَوْعِظَةٌ مِّن رَّبِّهِ فَانتَهَىٰ فَلَهُ مَا سَلَفَ وَأَمْرُهُ إِلَى اللَّهِ وَمَنْ عَادَ فَأُولَٰئِكَ أَصْحَابُ النَّارِ هُمْ فِيهَا خَالِدُونَ อัลละซีนะ ยะอ์กุลูนัรริบา ลา ยะกูมูนะ อิลลา กะมา ยะกูมุลละซี ยะตะค็อบบะฏุฮุชชัยฏอนุ มินัลมัสส์ ซาลิกะ บิอันนะฮุม กอลู อินนะมัลบัยอุ มิษลุรริบา วะอะหัลลัลลอฮุลบัยอะ วะหัรฺเราะมัรริบา ฟะมัน ญาอะฮู เมาอิเซาะตุน มิน ร็อบบิฮี ฟันตะฮา ฟะละฮู มา สะละฟะ วะอัมรุฮู อิลัลลอฮ์ วะมัน อาดะ ฟะอุลาอิกะ อัศหาบุนนาริ ฮุม ฟีฮา คอลิดูน บรรดาผู้ที่กินดอกเบี้ย (ริบา) พวกเขาจะไม่ลุกขึ้น (ในวันกิยามะฮ์) นอกจากดั่งการลุกขึ้นของผู้ที่ชัยฏอนทำให้เขาคลุ้มคลั่งด้วยการแตะต้อง นั่นเป็นเพราะพวกเขากล่าวว่า ‘การค้าขายก็เหมือนกับดอกเบี้ยนั่นแหละ’ ทั้งที่อัลลอฮ์ทรงอนุมัติการค้าขาย และทรงห้ามดอกเบี้ย ดังนั้นผู้ใดที่มีข้อตักเตือนจากพระผู้อภิบาลของเขามาถึง แล้วเขาก็เลิก (จากดอกเบี้ย) สิ่งที่ล่วงมาแล้วก็เป็นสิทธิ์ของเขา และเรื่องของเขาย่อมขึ้นอยู่กับอัลลอฮ์ แต่ผู้ใดกลับไป (ทำอีก) ชนเหล่านั้นแหละคือชาวนรก พวกเขาจะอยู่ในนั้นตลอดกาล
- يَمْحَقُ اللَّهُ الرِّبَا وَيُرْبِي الصَّدَقَاتِ وَاللَّهُ لَا يُحِبُّ كُلَّ كَفَّارٍ أَثِيمٍ ยัมหะกุลลอฮุรริบา วะยุรบิศเศาะดะกอต วัลลอฮุ ลา ยุหิบบุ กุลละ กัฟฟารฺริน อะษีม อัลลอฮ์จะทรงทำลายล้าง (ความจำเริญของ) ดอกเบี้ย และจะทรงเพิ่มพูน (ความจำเริญของ) การบริจาคทาน และอัลลอฮ์ไม่ทรงรักผู้เนรคุณที่มีบาปหนาทุกคน
- إِنَّ الَّذِينَ آمَنُوا وَعَمِلُوا الصَّالِحَاتِ وَأَقَامُوا الصَّلَاةَ وَآتَوُا الزَّكَاةَ لَهُمْ أَجْرُهُمْ عِندَ رَبِّهِمْ وَلَا خَوْفٌ عَلَيْهِمْ وَلَا هُمْ يَحْزَنُونَ อินนัลละซีนะ อามะนู วะอะมิลุศศอลิหาติ วะอะกอมุศเศาะลาตะ วะอาตะวุซซะกาตะ ละฮุม อัจญรุฮุม อินดะ ร็อบบิฮิม วะลา เคาฟุน อะลัยฮิม วะลา ฮุม ยะห์ซะนูน แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธา และประกอบความดี และดำรงการละหมาด และจ่ายซะกาต พวกเขาจะได้รับรางวัลของพวกเขา ณ ที่พระผู้อภิบาลของพวกเขา และจะไม่มีความกลัวใด ๆ แก่พวกเขา และพวกเขาจะไม่เศร้าโศก
อัลลอฮ์ทรงเปิดฉากด้วยภาพอันน่าสะพรึงของ ผู้กินริบา: ในวันกิยามะฮ์พวกเขาจะลุกขึ้นจากหลุมศพ ดั่งคนบ้าที่ถูกชัยฏอนเข้าสิงจนคลุ้มคลั่ง — เพราะพวกเขาทำให้ท้องพองด้วยทรัพย์ริบา · ทรงหักล้างข้ออ้างของพวกเขา (“การค้าขายก็เหมือนดอกเบี้ย”) ด้วยประโยคเด็ดขาด: “วะอะหัลลัลลอฮุลบัยอะ วะหัรฺเราะมัรริบา” (อัลลอฮ์อนุมัติการค้า แต่ห้ามริบา) · แล้วเผยกฎเศรษฐศาสตร์ของพระเจ้า: “ยัมหะกุลลอฮุรริบา วะยุรบิศเศาะดะกอต” — ริบาแม้ดูเพิ่มพูนแต่อัลลอฮ์ทรงทำลายความจำเริญของมัน ส่วนเศาะดาเกาะฮ์แม้ดูลด แต่ทรงเพิ่มพูน
ต้นฉบับอาหรับ
«اجتنبوا السبعَ الموبقات»، قالوا: يا رسول الله وما هنَّ؟ قال: «الشركُ بالله، والسحرُ، وقتلُ النفس التي حرَّم الله إلا بالحق، وأكلُ الربا، وأكلُ مال اليتيم، والتولِّي يوم الزحف، وقذفُ المحصنات المؤمنات الغافلات».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «จงหลีกห่างจากบาปมหันต์เจ็ดประการที่ทำลายล้าง» เหล่าเศาะหาบะฮ์ถามว่า มันคืออะไรบ้าง? ท่านตอบว่า «การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ · เวทมนตร์ · การฆ่าชีวิตที่อัลลอฮ์ทรงห้ามโดยมิชอบ · การกินดอกเบี้ย (ริบา) · การกินทรัพย์ของเด็กกำพร้า · การหันหลังหนีในวันสงคราม · และการใส่ร้ายสตรีผู้บริสุทธิ์ที่ศรัทธา»
ต้นฉบับอาหรับ
«… فأتينا على نهرٍ من دمٍ فيه رجلٌ قائم، وعلى وسط النهر رجلٌ بين يديه حجارة، فيُقبِل الرجلُ الذي في النهر، فإذا أراد أن يخرج رمى الرجلُ بحجرٍ في فيه فردَّه حيث كان… قال: الذي رأيته في النهر آكلُ الربا».
ท่านนบี ﷺ เล่าความฝัน (ที่มลาอิกะฮ์พาไป) ว่า «…เราไปถึงแม่น้ำสายหนึ่งที่เป็นเลือด มีชายคนหนึ่งยืนอยู่ในนั้น และกลางแม่น้ำมีชายอีกคนที่มีก้อนหินอยู่ตรงหน้า เมื่อชายในแม่น้ำจะขึ้นฝั่ง ชายคนนั้นก็ปาหินใส่ปากเขาจนกลับที่เดิม…» (แล้วอธิบายว่า) «ชายที่ฉันเห็นในแม่น้ำ (เลือด) นั้นคือผู้กินริบา»
ต้นฉบับอาหรับ
لعن رسول الله ﷺ آكلَ الربا، ومُوكِله، وكاتبه، وشاهديه، وقال: «هم سواء».
ญาบิรเล่าว่า «ท่านรอซูลุลลอฮ์ ﷺ ได้สาปแช่งผู้กินดอกเบี้ย ผู้จ่ายดอกเบี้ย ผู้บันทึก (สัญญา) ดอกเบี้ย และพยานสองคนของมัน» และท่านกล่าวว่า «พวกเขาเท่าเทียมกัน (ในบาป)»
ต้นฉบับอาหรับ
«من تصدَّق بعَدْل تمرةٍ من كسبٍ طيِّبٍ، ولا يقبل الله إلا الطيِّب، فإن الله يتقبَّلها بيمينه، ثم يُربِّيها لصاحبه كما يُربِّي أحدُكم فَلُوَّه، حتى تكون مثل الجبل».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «ผู้ใดบริจาคทานเท่าอินทผลัมหนึ่งผลจากทรัพย์ที่บริสุทธิ์ (หะลาล) — และอัลลอฮ์จะไม่ทรงรับนอกจากสิ่งที่บริสุทธิ์ — แท้จริงอัลลอฮ์จะทรงรับมันด้วยพระหัตถ์ขวา แล้วทรงเลี้ยงดู (ทวีคูณ) มันให้แก่เจ้าของ ดั่งที่คนหนึ่งในพวกเจ้าเลี้ยงลูกม้าของเขา จนกระทั่งมันใหญ่เท่าภูเขา»
⭐ อายะฮ์ 278–281 : คำสั่งเด็ดขาดให้ละทิ้งริบา และผ่อนผันลูกหนี้
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 278–281
- يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اتَّقُوا اللَّهَ وَذَرُوا مَا بَقِيَ مِنَ الرِّبَا إِن كُنتُم مُّؤْمِنِينَ ยา อัยยุฮัลละซีนะ อามะนุตตะกุลลอฮะ วะซะรู มา บะกิยะ มินัรริบา อิน กุนตุม มุอ์มินีน โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงยำเกรงอัลลอฮ์ และจงละทิ้งดอกเบี้ยที่ยังคงเหลืออยู่ (ที่ยังไม่ได้เก็บ) หากพวกเจ้าเป็นผู้ศรัทธาจริง
- فَإِن لَّمْ تَفْعَلُوا فَأْذَنُوا بِحَرْبٍ مِّنَ اللَّهِ وَرَسُولِهِ وَإِن تُبْتُمْ فَلَكُمْ رُءُوسُ أَمْوَالِكُمْ لَا تَظْلِمُونَ وَلَا تُظْلَمُونَ ฟะอิน ลัม ตัฟอะลู ฟะอ์ซะนู บิหัรบิน มินัลลอฮิ วะเราะสูลิฮ์ วะอิน ตุบตุม ฟะละกุม รุอูสุ อัมวาลิกุม ลา ตัซลิมูนะ วะลา ตุซละมูน แต่ถ้าพวกเจ้าไม่กระทำ (ไม่เลิก) ก็จงรับรู้ไว้ว่านี่คือการทำสงครามจากอัลลอฮ์และรอซูลของพระองค์ และหากพวกเจ้าสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว พวกเจ้าก็จะได้ทรัพย์เดิม (เงินต้น) ของพวกเจ้า โดยที่พวกเจ้าจะไม่อธรรม (ต่อผู้อื่นด้วยการเก็บดอกเบี้ย) และจะไม่ถูกอธรรม (ด้วยการถูกริบเงินต้น)
- وَإِن كَانَ ذُو عُسْرَةٍ فَنَظِرَةٌ إِلَىٰ مَيْسَرَةٍ وَأَن تَصَدَّقُوا خَيْرٌ لَّكُمْ إِن كُنتُمْ تَعْلَمُونَ วะอิน กานะ ซู อุสเราะติน ฟะนะซิเราะตุน อิลา มัยสะเราะฮ์ วะอัน ตะเศาะดะกู ค็อยรุน ละกุม อิน กุนตุม ตะอ์ละมูน และหากลูกหนี้เป็นผู้ยากลำบาก ก็จงผ่อนผันให้จนกว่าเขาจะพ้นความคับขัน และการที่พวกเจ้าให้ทาน (ยกหนี้ให้) นั้น ย่อมดีกว่าสำหรับพวกเจ้า หากพวกเจ้ารู้
- وَاتَّقُوا يَوْمًا تُرْجَعُونَ فِيهِ إِلَى اللَّهِ ثُمَّ تُوَفَّىٰ كُلُّ نَفْسٍ مَّا كَسَبَتْ وَهُمْ لَا يُظْلَمُونَ วัตตะกู เยามัน ตุรฺญะอูนะ ฟีฮิ อิลัลลอฮ์ ษุมมะ ตุวัฟฟา กุลลุ นัฟสิน มา กะสะบัต วะฮุม ลา ยุซละมูน และจงยำเกรงวันหนึ่งซึ่งพวกเจ้าจะถูกนำกลับไปสู่อัลลอฮ์ในวันนั้น แล้วทุกชีวิตจะถูกตอบแทนอย่างครบถ้วนตามที่ได้ขวนขวายไว้ โดยที่พวกเขาจะไม่ถูกอธรรม
หลังประกาศห้าม อัลลอฮ์ทรงสั่ง ให้ละทิ้งดอกเบี้ยส่วนที่ยังค้างเก็บทันที (สาเหตุประทานคือเรื่องริบาญาฮิลียะฮ์ระหว่างเผ่าษะกีฟกับบนีมุฆีเราะฮ์หลังพิชิตมักกะฮ์) — และตามด้วยคำเตือนที่หนักที่สุดในเรื่องทรัพย์สินทั้งอัลกุรอาน: “ฟะอ์ซะนู บิหัรบิน มินัลลอฮิ วะเราะสูลิฮ์” — ผู้ที่ยังไม่เลิกริบา เท่ากับ ประกาศสงครามกับอัลลอฮ์และรอซูลของพระองค์ · แต่ประตูเตาบะฮ์เปิดอยู่: เลิกแล้วได้ เงินต้นคืน (ไม่อธรรมผู้อื่น ไม่ถูกอธรรม) · อายะฮ์ 280 สอนจริยธรรมเจ้าหนี้ที่ตรงข้ามกับริบาโดยสิ้นเชิง: ลูกหนี้ที่ยากลำบาก จงผ่อนผัน และการยกหนี้ให้ยิ่งประเสริฐกว่า
ต้นฉบับอาหรับ
«كان تاجرٌ يُداين الناس، فإذا رأى مُعسرًا قال لفتيانه: تجاوَزوا عنه، لعل الله أن يتجاوز عنَّا، فتجاوز الله عنه».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «มีพ่อค้าคนหนึ่งที่ให้ผู้คนกู้ยืม เมื่อเขาเห็นลูกหนี้ยากลำบาก เขาก็กล่าวแก่ลูกน้องว่า ‘จงผ่อนผัน (ยกหนี้) ให้เขาเถิด หวังว่าอัลลอฮ์จะทรงผ่อนผัน (อภัย) แก่เรา’ อัลลอฮ์จึงทรงอภัยให้เขา»
ส่วนที่ 99 ⭐ อายะฮ์ 282 : อายะตุดดัยน์ — อายะฮ์ที่ยาวที่สุดในอัลกุรอาน (การบันทึกหนี้)
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 282
- يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا إِذَا تَدَايَنتُم بِدَيْنٍ إِلَىٰ أَجَلٍ مُّسَمًّى فَاكْتُبُوهُ وَلْيَكْتُب بَّيْنَكُمْ كَاتِبٌ بِالْعَدْلِ وَلَا يَأْبَ كَاتِبٌ أَن يَكْتُبَ كَمَا عَلَّمَهُ اللَّهُ فَلْيَكْتُبْ وَلْيُمْلِلِ الَّذِي عَلَيْهِ الْحَقُّ وَلْيَتَّقِ اللَّهَ رَبَّهُ وَلَا يَبْخَسْ مِنْهُ شَيْئًا فَإِن كَانَ الَّذِي عَلَيْهِ الْحَقُّ سَفِيهًا أَوْ ضَعِيفًا أَوْ لَا يَسْتَطِيعُ أَن يُمِلَّ هُوَ فَلْيُمْلِلْ وَلِيُّهُ بِالْعَدْلِ وَاسْتَشْهِدُوا شَهِيدَيْنِ مِن رِّجَالِكُمْ فَإِن لَّمْ يَكُونَا رَجُلَيْنِ فَرَجُلٌ وَامْرَأَتَانِ مِمَّن تَرْضَوْنَ مِنَ الشُّهَدَاءِ أَن تَضِلَّ إِحْدَاهُمَا فَتُذَكِّرَ إِحْدَاهُمَا الْأُخْرَىٰ وَلَا يَأْبَ الشُّهَدَاءُ إِذَا مَا دُعُوا وَلَا تَسْأَمُوا أَن تَكْتُبُوهُ صَغِيرًا أَوْ كَبِيرًا إِلَىٰ أَجَلِهِ ذَٰلِكُمْ أَقْسَطُ عِندَ اللَّهِ وَأَقْوَمُ لِلشَّهَادَةِ وَأَدْنَىٰ أَلَّا تَرْتَابُوا إِلَّا أَن تَكُونَ تِجَارَةً حَاضِرَةً تُدِيرُونَهَا بَيْنَكُمْ فَلَيْسَ عَلَيْكُمْ جُنَاحٌ أَلَّا تَكْتُبُوهَا وَأَشْهِدُوا إِذَا تَبَايَعْتُمْ وَلَا يُضَارَّ كَاتِبٌ وَلَا شَهِيدٌ وَإِن تَفْعَلُوا فَإِنَّهُ فُسُوقٌ بِكُمْ وَاتَّقُوا اللَّهَ وَيُعَلِّمُكُمُ اللَّهُ وَاللَّهُ بِكُلِّ شَيْءٍ عَلِيمٌ ยา อัยยุฮัลละซีนะ อามะนู อิซา ตะดายันตุม บิดัยนิน อิลา อะญะลิน มุสัมมัน ฟักตุบูฮ์ วัลยักตุบ บัยนะกุม กาติบุน บิลอัดล์ วะลา ยะอ์บะ กาติบุน อัน ยักตุบะ กะมา อัลละมะฮุลลอฮ์ ฟัลยักตุบ วัลยุมลิลิลละซี อะลัยฮิลหักกุ วัลยัตตะกิลลาฮะ ร็อบบะฮู วะลา ยับค็อส มินฮุ ชัยอา ฟะอิน กานัลละซี อะลัยฮิลหักกุ สะฟีฮัน เอา ฎออีฟัน เอา ลา ยัสตะฏีอุ อัน ยุมิลละ ฮุวะ ฟัลยุมลิล วะลียยุฮู บิลอัดล์ วัสตัชฮิดู ชะฮีดัยนิ มิน ริญาลิกุม ฟะอิน ลัม ยะกูนา ระญุลัยนิ ฟะระญุลุน วัมเราะอะตานิ มิมมัน ตัรฎ็อวนะ มินัชชุฮะดาอิ อัน ตะฎิลละ อิห์ดาฮุมา ฟะตุซักกิเราะ อิห์ดาฮุมัลอุครอ วะลา ยะอ์บะชชุฮะดาอุ อิซา มา ดุอู วะลา ตัสอะมู อัน ตักตุบูฮุ เศาะฆีร็อน เอา กะบีร็อน อิลา อะญะลิฮ์ ซาลิกุม อักสะฏุ อินดัลลอฮิ วะอักวะมุ ลิชชะฮาดะติ วะอัดนา อัลลา ตัรตาบู อิลลา อัน ตะกูนะ ติญาเราะตัน หาฎิเราะตัน ตุดีรูนะฮา บัยนะกุม ฟะลัยสะ อะลัยกุม ญุนาหุน อัลลา ตักตุบูฮา วะอัชฮิดู อิซา ตะบายะอ์ตุม วะลา ยุฎอรฺเราะ กาติบุน วะลา ชะฮีด วะอิน ตัฟอะลู ฟะอินนะฮู ฟุสูกุน บิกุม วัตตะกุลลอฮ์ วะยุอัลลิมุกุมุลลอฮ์ วัลลอฮุ บิกุลลิ ชัยอิน อะลีม โอ้บรรดาผู้ศรัทธา เมื่อพวกเจ้าทำสัญญาหนี้ (กู้ยืม) กันตามกำหนดเวลาที่ระบุไว้ ก็จงบันทึกมันไว้ และให้ผู้บันทึกคนหนึ่งบันทึกระหว่างพวกเจ้าด้วยความเที่ยงธรรม ผู้บันทึกอย่าปฏิเสธที่จะเขียน (ตามหน้าที่) ดั่งที่อัลลอฮ์ได้ทรงสอนเขา ดังนั้นเขาจงเขียนเถิด และให้ผู้ที่มีหนี้สินอยู่ (ลูกหนี้) เป็นผู้บอกให้เขียน และจงยำเกรงอัลลอฮ์ผู้เป็นเจ้าของเขา และอย่าให้ขาดตกบกพร่องแต่อย่างใด แต่ถ้าผู้ที่มีหนี้สินอยู่นั้นเป็นคนเขลา หรืออ่อนแอ หรือไม่สามารถบอกให้เขียนได้ ก็ให้ผู้ปกครองของเขาบอกให้เขียนด้วยความเที่ยงธรรม และจงหาพยานสองคนจากบรรดาผู้ชายของพวกเจ้า แต่ถ้าหาผู้ชายสองคนไม่ได้ ก็ให้มีผู้ชายหนึ่งคนและผู้หญิงสองคน จากผู้ที่พวกเจ้าพอใจในบรรดาพยาน เพื่อว่าหากคนหนึ่ง (ในสองหญิง) หลงลืมไป อีกคนหนึ่งก็จะได้เตือนความจำเธอ และพยานทั้งหลายอย่าปฏิเสธเมื่อถูกเรียก (มาเป็นพยาน) และพวกเจ้าอย่าเบื่อหน่ายที่จะเขียนหนี้นั้นไม่ว่าน้อยหรือมากตามกำหนดเวลาของมัน นั่นแหละเป็นธรรมยิ่งกว่า ณ ที่อัลลอฮ์ และเที่ยงตรงยิ่งกว่าสำหรับการเป็นพยาน และใกล้เคียงยิ่งกว่าที่พวกเจ้าจะไม่สงสัย นอกจากจะเป็นการค้าที่ชำระต่อหน้ากันทันทีในหมู่พวกเจ้า ก็ไม่มีโทษอันใดแก่พวกเจ้าที่จะไม่บันทึกมัน และจงให้มีพยานเมื่อพวกเจ้าซื้อขายกัน และอย่าให้ผู้บันทึกและพยานได้รับความเดือดร้อน และถ้าพวกเจ้ากระทำ (ให้เขาเดือดร้อน) แท้จริงมันเป็นการฝ่าฝืนของพวกเจ้าเอง และจงยำเกรงอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์ทรงสอนพวกเจ้า และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ทุกสิ่ง
หลังจากบทบัญญัติเรื่องริบา อัลลอฮ์ทรงสอน ระบบสินเชื่อที่เที่ยงธรรม แทน — นี่คือ อายะฮ์ที่ยาวที่สุดในอัลกุรอาน และเป็น “อายะตุดดัยน์” (อายะฮ์ว่าด้วยหนี้) · (อิบนุอับบาสระบุว่าอายะฮ์นี้ประทานเกี่ยวกับการค้าแบบ สะลัม — จ่ายเงินก่อนรับสินค้าภายหลัง) · หลักสำคัญ: (๑) บันทึกหนี้เป็นลายลักษณ์อักษร เสมอไม่ว่าน้อยหรือมาก · (๒) ผู้บันทึกต้องเที่ยงธรรม และลูกหนี้เป็นผู้บอกยอด (ยอมรับหนี้) · (๓) มีพยานสองชาย หรือหนึ่งชายสองหญิง — เหตุที่สองหญิงเทียบหนึ่งชายในเรื่องพยานธุรกรรม เพราะ “หากคนหนึ่งลืม อีกคนจะเตือน” (ตามที่ท่านนบีอธิบายว่าเกี่ยวกับความจำในเรื่องธุรกรรมที่ผู้หญิงมักไม่คลุกคลี) · การค้าเงินสดต่อหน้าไม่จำเป็นต้องเขียน แต่ แนะนำให้มีพยาน · คำสั่งให้บันทึกนี้เป็น การชี้แนะ (อิรชาด/นัดบ์) เพื่อรักษาสิทธิ์ มิใช่วาญิบเด็ดขาด (จึงไม่ขัดกับที่ท่านนบีเคยซื้อเชื่อโดยมิได้เขียน)
ต้นฉบับอาหรับ
«من أسلف في شيءٍ ففي كيلٍ معلومٍ ووزنٍ معلومٍ إلى أجلٍ معلوم».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «ผู้ใดที่ทำการค้าแบบสะลัม (จ่ายเงินก่อนรับสินค้าภายหลัง) ในสิ่งใด ก็ให้เป็นปริมาณที่รู้แน่ชัด น้ำหนักที่รู้แน่ชัด จนถึงกำหนดเวลาที่รู้แน่ชัด»
อายะฮ์ 283–284 : การจำนำ และอัลลอฮ์ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในใจ
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 283–284
- وَإِن كُنتُمْ عَلَىٰ سَفَرٍ وَلَمْ تَجِدُوا كَاتِبًا فَرِهَانٌ مَّقْبُوضَةٌ فَإِنْ أَمِنَ بَعْضُكُم بَعْضًا فَلْيُؤَدِّ الَّذِي اؤْتُمِنَ أَمَانَتَهُ وَلْيَتَّقِ اللَّهَ رَبَّهُ وَلَا تَكْتُمُوا الشَّهَادَةَ وَمَن يَكْتُمْهَا فَإِنَّهُ آثِمٌ قَلْبُهُ وَاللَّهُ بِمَا تَعْمَلُونَ عَلِيمٌ วะอิน กุนตุม อะลา สะฟะริน วะลัม ตะญิดู กาติบัน ฟะริฮานุน มักบูเฎาะฮ์ ฟะอิน อะมินะ บะอ์ฎุกุม บะอ์ฎ็อน ฟัลยุอัดดิลละซิอ์ตุมินะ อะมานะตะฮู วัลยัตตะกิลลาฮะ ร็อบบะฮ์ วะลา ตักตุมุชชะฮาดะฮ์ วะมัน ยักตุมฮา ฟะอินนะฮู อาษิมุน ก็อลบุฮ์ วัลลอฮุ บิมา ตะอ์มะลูนะ อะลีม และถ้าพวกเจ้าอยู่ในระหว่างการเดินทาง และไม่พบผู้บันทึก ก็ให้มีของค้ำประกัน (สิ่งจำนำ) ที่ยึดถือไว้ แต่ถ้าบางคนในพวกเจ้าไว้วางใจอีกบางคน ผู้ที่ได้รับความไว้วางใจ (ลูกหนี้) ก็จงคืนสิ่งที่เขาได้รับมอบหมายไว้ (ชำระหนี้) และจงยำเกรงอัลลอฮ์ผู้เป็นเจ้าของเขา และพวกเจ้าอย่าปกปิดการเป็นพยาน และผู้ใดปกปิดมัน แท้จริงหัวใจของเขาก็เป็นคนบาป และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ
- لِّلَّهِ مَا فِي السَّمَاوَاتِ وَمَا فِي الْأَرْضِ وَإِن تُبْدُوا مَا فِي أَنفُسِكُمْ أَوْ تُخْفُوهُ يُحَاسِبْكُم بِهِ اللَّهُ فَيَغْفِرُ لِمَن يَشَاءُ وَيُعَذِّبُ مَن يَشَاءُ وَاللَّهُ عَلَىٰ كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ ลิลลาฮิ มา ฟิสสะมาวาติ วะมา ฟิลอัรฎ์ วะอิน ตุบดู มา ฟี อันฟุสิกุม เอา ตุคฟูฮุ ยุหาสิบกุม บิฮิลลาฮ์ ฟะยัฆฟิรุ ลิมัน ยะชาอุ วะยุอัซซิบุ มัน ยะชาอ์ วัลลอฮุ อะลา กุลลิ ชัยอิน เกาะดีร สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และไม่ว่าพวกเจ้าจะเปิดเผยสิ่งที่อยู่ในใจของพวกเจ้าหรือปกปิดมันไว้ อัลลอฮ์ก็จะทรงชำระสอบสวนพวกเจ้าในสิ่งนั้น แล้วพระองค์จะทรงอภัยแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และจะทรงลงโทษผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮ์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง
หากไม่มีผู้บันทึกในยามเดินทาง ก็ใช้ “ริฮาน มักบูเฎาะฮ์” (การจำนำที่ยึดถือไว้) เป็นหลักประกันแทน — บ่งชี้ว่า การจำนำ (เราะฮ์น์) เป็นที่อนุมัติ · แต่หากทั้งสองฝ่ายไว้ใจกัน ก็ให้ รักษาอะมานะฮ์ ชำระหนี้ให้ครบ และ ห้ามปกปิดการเป็นพยาน (ผู้ปกปิด “หัวใจของเขาเป็นคนบาป”) · อายะฮ์ 284 ปิดหมวดด้วยการเตือนว่า อัลลอฮ์ทรงเป็นเจ้าของทุกสิ่ง และทรงรู้แม้สิ่งที่ซ่อนอยู่ในใจ — อายะฮ์นี้เคยทำให้เศาะหาบะฮ์วิตกกังวลมาก จนอัลลอฮ์ประทานอายะฮ์ 285–286 มาผ่อนปรน (ดูช่วงถัดไป)
ต้นฉบับอาหรับ
عن أنس: تُوفِّي رسول الله ﷺ ودِرْعُه مرهونةٌ عند يهوديٍّ بثلاثين صاعًا من شعير (وفي رواية عائشة: على ثلاثين وَسْقًا من شعير).
จากอะนัส (และอาอิชะฮ์) เล่าว่า «ท่านรอซูลุลลอฮ์ ﷺ ได้สิ้นชีวิตขณะที่เกราะของท่านยังถูกจำนำไว้กับชาวยิวคนหนึ่งเพื่อแลกกับข้าวบาร์เลย์ (สามสิบศออ์)»
ต้นฉบับอาหรับ
«يُدني المؤمنَ يوم القيامة من ربِّه حتى يضع عليه كنَفَه فيقرِّره بذنوبه… حتى إذا قرَّره بذنوبه ورأى في نفسه أنه هلك، قال: سترتُها عليك في الدنيا، وأنا أغفرها لك اليوم».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «อัลลอฮ์จะทรงให้ผู้ศรัทธาเข้าใกล้พระองค์ในวันกิยามะฮ์ จนทรงคลุมเขาไว้ แล้วทรงให้เขายอมรับบาปของเขา… กระทั่งเมื่อเขายอมรับบาปทั้งหมดและคิดว่าตนพินาศแล้ว พระองค์ตรัสว่า ‘ข้าได้ปกปิดมันให้เจ้าในโลกดุนยา และวันนี้ข้าจะอภัยมันให้แก่เจ้า’»
ส่วนที่ 101 ⭐ อายะฮ์ 285 : อามะนัรฺเราะสูล — คำประกาศศรัทธาของท่านนบีและผู้ศรัทธา
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 285
- آمَنَ الرَّسُولُ بِمَا أُنزِلَ إِلَيْهِ مِن رَّبِّهِ وَالْمُؤْمِنُونَ كُلٌّ آمَنَ بِاللَّهِ وَمَلَائِكَتِهِ وَكُتُبِهِ وَرُسُلِهِ لَا نُفَرِّقُ بَيْنَ أَحَدٍ مِّن رُّسُلِهِ وَقَالُوا سَمِعْنَا وَأَطَعْنَا غُفْرَانَكَ رَبَّنَا وَإِلَيْكَ الْمَصِيرُ อามะนัรฺเราะสูลุ บิมา อุนซิละ อิลัยฮิ มิน ร็อบบิฮี วัลมุอ์มินูน กุลลุน อามะนะ บิลลาฮิ วะมะลาอิกะติฮี วะกุตุบิฮี วะรุสุลิฮี ลา นุฟัรฺริกุ บัยนะ อะหะดิน มิน รุสุลิฮ์ วะกอลู สะมิอ์นา วะอะฏออ์นา ฆุฟรอนะกะ ร็อบบะนา วะอิลัยกัลมะศีร ท่านรอซูล (มุหัมมัด) ได้ศรัทธาต่อสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่ท่านจากพระผู้อภิบาลของท่าน และบรรดาผู้ศรัทธาก็เช่นกัน ทุกคนต่างศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อมลาอิกะฮ์ของพระองค์ ต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ และต่อบรรดารอซูลของพระองค์ (พวกเขากล่าวว่า) ‘เราจะไม่แยกแยะระหว่างท่านหนึ่งท่านใดจากบรรดารอซูลของพระองค์’ และพวกเขากล่าวว่า ‘เราได้ยินแล้ว และเราเชื่อฟังปฏิบัติตาม (ขอ) การอภัยโทษจากพระองค์เถิด โอ้พระผู้อภิบาลของเรา และยังพระองค์เท่านั้นคือการกลับไป’
หลังจากบทบัญญัติมากมายตลอดซูเราะฮ์ อัลลอฮ์ทรงปิดท้ายด้วยการยกย่อง การศรัทธาอันสมบูรณ์ของท่านรอซูล ﷺ และประชาชาติของท่าน — พวกเขาศรัทธาต่อ หลักศรัทธาทั้งหมด (อัลลอฮ์ · มลาอิกะฮ์ · คัมภีร์ · บรรดารอซูล) และไม่แบ่งแยกระหว่างบรรดารอซูล (ต่างจากยิวและคริสต์ที่ศรัทธาบางท่านปฏิเสธบางท่าน) · คำว่า “สะมิอ์นา วะอะฏออ์นา” (เราได้ยินและเราเชื่อฟัง) คือหัวใจของผู้ศรัทธาที่แท้จริง — ตรงข้ามกับบนีอิสรออีลที่กล่าวว่า “เราได้ยินแต่เราฝ่าฝืน”
ต้นฉบับอาหรับ
بينما جبريل قاعدٌ عند النبي ﷺ سمع نقيضًا من فوقه، فرفع رأسه فقال: هذا بابٌ من السماء فُتح اليوم لم يُفتح قط إلا اليوم، فنزل منه ملَكٌ… فقال: «أبشِر بنورين أوتيتَهما لم يؤتَهما نبيٌّ قبلك: فاتحةُ الكتاب، وخواتيمُ سورة البقرة، لن تقرأ بحرفٍ منهما إلا أُعطيتَه».
จากอิบนุอับบาส: ขณะที่ญิบรีลนั่งอยู่กับท่านนบี ﷺ เขาได้ยินเสียงจากเบื้องบน จึงเงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวว่า “นี่คือประตูหนึ่งของฟากฟ้าที่ถูกเปิดวันนี้ ไม่เคยถูกเปิดมาก่อนเลยนอกจากวันนี้” มีมลาอิกะฮ์ลงมา… แล้วกล่าวว่า «จงรับข่าวดีด้วยแสงสองดวงที่ท่านได้รับ ซึ่งไม่มีนบีท่านใดก่อนท่านเคยได้รับ: ฟาติหะตุลกิตาบ และบทปิดท้ายของซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ ท่านจะไม่อ่านอักษรใดจากมันเว้นแต่ท่านจะได้รับมัน»
⭐ อายะฮ์ 286 : ลายุกัลลิฟุลลอฮ์ — บทดุอาอ์ปิดซูเราะฮ์อันประเสริฐ
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 286
- لَا يُكَلِّفُ اللَّهُ نَفْسًا إِلَّا وُسْعَهَا لَهَا مَا كَسَبَتْ وَعَلَيْهَا مَا اكْتَسَبَتْ رَبَّنَا لَا تُؤَاخِذْنَا إِن نَّسِينَا أَوْ أَخْطَأْنَا رَبَّنَا وَلَا تَحْمِلْ عَلَيْنَا إِصْرًا كَمَا حَمَلْتَهُ عَلَى الَّذِينَ مِن قَبْلِنَا رَبَّنَا وَلَا تُحَمِّلْنَا مَا لَا طَاقَةَ لَنَا بِهِ وَاعْفُ عَنَّا وَاغْفِرْ لَنَا وَارْحَمْنَا أَنتَ مَوْلَانَا فَانصُرْنَا عَلَى الْقَوْمِ الْكَافِرِينَ ลา ยุกัลลิฟุลลอฮุ นัฟสัน อิลลา วุสอะฮา ละฮา มา กะสะบัต วะอะลัยฮา มักตะสะบัต ร็อบบะนา ลา ตุอาคิซนา อิน นะสีนา เอา อัคฏออ์นา ร็อบบะนา วะลา ตะห์มิล อะลัยนา อิศร็อน กะมา หะมัลตะฮู อะลัลละซีนะ มิน ก็อบลินา ร็อบบะนา วะลา ตุหัมมิลนา มา ลา ฏอเกาะตะ ละนา บิฮ์ วะอ์ฟุ อันนา วัฆฟิร ละนา วัรฺหัมนา อันตะ เมาลานา ฟันศุรนา อะลัลก็อวมิลกาฟิรีน อัลลอฮ์จะไม่ทรงบังคับชีวิตหนึ่งชีวิตใดนอกจากตามความสามารถของมัน (แต่ละชีวิต) จะได้ (ผลบุญ) ตามที่ได้ขวนขวายไว้ และจะรับ (โทษ) ตามที่ได้ก่อกรรมไว้ · ‘โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ขอพระองค์อย่าทรงเอาโทษเรา หากเราลืมหรือผิดพลาดไป · โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ขอพระองค์อย่าทรงวางภาระอันหนักอึ้งแก่เรา ดั่งที่พระองค์ได้ทรงวางมันแก่บรรดาผู้ที่มาก่อนหน้าเรา · โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ขอพระองค์อย่าทรงให้เราแบกรับสิ่งที่เราไม่มีกำลังจะรับมันได้ · และขอทรงอภัยโทษแก่เรา และขอทรงยกโทษให้เรา และขอทรงเมตตาเรา พระองค์คือผู้คุ้มครองเรา ดังนั้นขอทรงช่วยเหลือเราให้ชนะเหนือกลุ่มชนผู้ปฏิเสธศรัทธาด้วยเถิด’
อายะฮ์สุดท้ายเปิดด้วยหลักการอันเปี่ยมเมตตา: “ลายุกัลลิฟุลลอฮุ นัฟสัน อิลลา วุสอะฮา” — อัลลอฮ์ไม่ทรงบังคับผู้ใดเกินความสามารถ · นี่คือ การผ่อนปรนที่ประทานลงมาหลังจากเศาะหาบะฮ์วิตกกังวลกับอายะฮ์ 284 (เรื่องการสอบสวนความในใจ) · จากนั้นเป็น บทดุอาอ์ที่งดงามที่สุดบทหนึ่ง ที่อัลลอฮ์ทรงสอนบ่าวให้วิงวอน — ขออภัยเมื่อลืมหรือพลาด · ขออย่าให้แบกภาระหนักดั่งประชาชาติก่อน · ขอความเมตตาและชัยชนะ · ในทุกคำขอ อัลลอฮ์ทรงตอบว่า “ก็อด ฟะอัลตุ” (ข้าได้ตอบรับแล้ว) ดังที่ปรากฏในหะดีษ
ต้นฉบับอาหรับ
لما نزلت على رسول الله ﷺ ﴿لله ما في السماوات وما في الأرض…﴾ اشتدَّ ذلك على أصحابه… فقال: «قولوا: سمعنا وأطعنا»… فأنزل الله ﴿آمَنَ الرَّسُولُ…﴾ ﴿لَا يُكَلِّفُ اللَّهُ نَفْسًا إِلَّا وُسْعَهَا﴾ قال: نعم… ﴿رَبَّنَا وَلَا تَحْمِلْ عَلَيْنَا إِصْرًا﴾ قال: نعم.
เมื่ออายะฮ์ 284 (เรื่องการสอบสวนสิ่งในใจ) ถูกประทานลงมา มันหนักหนาต่อเหล่าเศาะหาบะฮ์มาก… ท่านนบี ﷺ จึงสอนว่า «จงกล่าวเถิดว่า ‘เราได้ยินแล้วและเราเชื่อฟัง’» … แล้วอัลลอฮ์จึงประทานอายะฮ์ 285–286 ลงมา และในทุกคำวิงวอนของอายะฮ์ 286 อัลลอฮ์ทรงตอบว่า «นะอัม (ใช่ ข้าได้ตอบรับแล้ว)»
ต้นฉบับอาหรับ
«من قرأ بالآيتين من آخر سورة البقرة في ليلةٍ كفتاه».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «ผู้ใดอ่านสองอายะฮ์สุดท้ายของซูเราะฮ์อัลบากอเราะฮ์ในยามค่ำคืน มันก็เพียงพอแก่เขาแล้ว»