ซูเราะฮ์อัลบากอเราะฮ์
البقرة
ตอนที่ 6 · อายะฮ์ 104–123 · นัสค์ + อะฮ์ลุลกิตาบ
ส่วนที่ 35 อายะฮ์ 104–105 : มารยาทการพูด และความริษยาของศัตรู
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 104–105
- يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لَا تَقُولُوا رَاعِنَا وَقُولُوا انظُرْنَا وَاسْمَعُوا ۗ وَلِلْكَافِرِينَ عَذَابٌ أَلِيمٌ ยา อัยยุฮัลละซีนะ อามะนู ลา ตะกูลู รออินา วะกูลุนซุรนา วัสมะอู วะลิลกาฟิรีนะ อะซาบุน อะลีม โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงอย่ากล่าว (แก่ท่านนบี) ว่า ‘รออินา’ แต่จงกล่าวว่า ‘อุนซุรนา (โปรดมองดู/รอเราด้วย)’ และจงตั้งใจฟัง และสำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธนั้นคือการลงโทษอันเจ็บปวด
- مَّا يَوَدُّ الَّذِينَ كَفَرُوا مِنْ أَهْلِ الْكِتَابِ وَلَا الْمُشْرِكِينَ أَن يُنَزَّلَ عَلَيْكُم مِّنْ خَيْرٍ مِّن رَّبِّكُمْ ۚ وَاللَّهُ يَخْتَصُّ بِرَحْمَتِهِ مَن يَشَاءُ ۚ وَاللَّهُ ذُو الْفَضْلِ الْعَظِيمِ มา ยะวัดดุลละซีนะ กะฟะรู มิน อะฮ์ลิลกิตาบิ วะลัลมุชริกีนะ อัน ยุนัซซะละ อะลัยกุม มิน ค็อยริน มิน ร็อบบิกุม วัลลอฮุ ยัคตัศศุ บิเราะห์มะติฮี มัน ยะชาอ์ วัลลอฮุ ซุลฟัฎลิลอะซีม บรรดาผู้ปฏิเสธจากชาวคัมภีร์และบรรดาผู้ตั้งภาคีนั้น ไม่ชอบที่จะให้มีความดีใด ๆ จากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าถูกประทานลงมาแก่พวกเจ้า แต่อัลลอฮ์ทรงเจาะจงความเมตตาของพระองค์แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และอัลลอฮ์นั้นทรงเป็นผู้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง
“ลา ตะกูลู รออินา” — อัลลอฮ์ทรงห้ามผู้ศรัทธา เลียนแบบผู้ปฏิเสธทั้งคำพูดและการกระทำ · คำ “รออินา” (โปรดใส่ใจ/ฟังเรา) เป็นคำที่มุสลิมใช้กับท่านนบี แต่ยะฮูด บิดเสียงและความหมาย (เตารียะฮ์) ให้เป็นคำด่าจากรากศัพท์ “รุอูนะฮ์” (ความโง่/หยาบคาย) — เหมือนที่พวกเขาบิดคำสลามเป็น “อัสสามุ อะลัยกุม (ความตายจงมีแก่ท่าน)” (ดูอันนิสาอ์ 4:46) · อัลลอฮ์จึงสั่งให้ใช้ “อุนซุรนา” ที่ให้ความหมายเดียวกันแต่บิดเป็นคำด่าไม่ได้ — เป็นการ ปิดช่องทางความชั่ว (สัดดุซซะรออิอ์) และสอนมารยาทการให้เกียรติท่านนบี ﷺ
“มา ยะวัดดุลละซีนะ กะฟะรู…” — ศัตรู (ทั้งชาวคัมภีร์และมุชริก) ริษยา ไม่อยากให้ความดี (วะฮ์ยู) ถูกประทานแก่มุสลิม ทั้งที่พวกเขารู้ถึงความประเสริฐของนบีและของมุสลิม · แต่ “อัลลอฮ์ทรงเจาะจงความเมตตาแก่ผู้ที่พระองค์ประสงค์” — ความริษยาของศัตรูเปลี่ยนแปลงการเลือกสรรของอัลลอฮ์ไม่ได้ · “วัลลอฮุ ซุลฟัฎลิลอะซีม” — พระองค์ทรงเป็นผู้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง
ต้นฉบับอาหรับ
دَخَلَ رَهْطٌ مِنَ الْيَهُودِ عَلَى النَّبِيِّ ﷺ فَقَالُوا: السَّامُ عَلَيْكَ، فَقَالَتْ عَائِشَةُ: عَلَيْكُمْ، وَلَعَنَكُمُ اللَّهُ وَغَضِبَ عَلَيْكُمْ! فَقَالَ: «مَهْلًا يَا عَائِشَةُ، عَلَيْكِ بِالرِّفْقِ… قَدْ قُلْتُ: وَعَلَيْكُمْ».
ยะฮูดกลุ่มหนึ่งเข้ามาหาท่านนบี ﷺ แล้วกล่าว (บิดคำสลาม) ว่า “อัสสามุ อะลัยกะ (ความตายจงมีแก่ท่าน)” อาอิชะฮ์จึงตอบไปว่า “และแก่พวกท่านด้วย ขออัลลอฮ์สาปแช่งและกริ้วพวกท่าน!” ท่านนบีกล่าวว่า «ใจเย็นเถิด โอ้อาอิชะฮ์ จงยึดความอ่อนโยนไว้ … ฉันได้ตอบไปแล้วว่า ‘และแก่พวกท่านด้วย (วะอะลัยกุม)’»
ต้นฉบับอาหรับ
«مَنْ تَشَبَّهَ بِقَوْمٍ فَهُوَ مِنْهُمْ».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «ผู้ใดเลียนแบบชนกลุ่มใด เขาก็เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนั้น»
อายะฮ์ 106–107 : หลักการนัสค์ และอำนาจของอัลลอฮ์
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 106–107
- مَا نَنسَخْ مِنْ آيَةٍ أَوْ نُنسِهَا نَأْتِ بِخَيْرٍ مِّنْهَا أَوْ مِثْلِهَا ۗ أَلَمْ تَعْلَمْ أَنَّ اللَّهَ عَلَىٰ كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ มา นันสัค มิน อายะติน เอา นุนสิฮา นะอ์ติ บิค็อยริน มินฮา เอา มิษลิฮา อะลัม ตะอ์ลัม อันนัลลอฮะ อะลา กุลลิ ชัยอิน เกาะดีร โองการใดที่เรายกเลิก หรือทำให้ถูกลืมไป เราก็จะนำสิ่งที่ดีกว่าหรือเสมอเหมือนมันมา เจ้ามิรู้ดอกหรือว่าแท้จริงอัลลอฮ์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง
- أَلَمْ تَعْلَمْ أَنَّ اللَّهَ لَهُ مُلْكُ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ ۗ وَمَا لَكُم مِّن دُونِ اللَّهِ مِن وَلِيٍّ وَلَا نَصِيرٍ อะลัม ตะอ์ลัม อันนัลลอฮะ ละฮู มุลกุสสะมาวาติ วัลอัรฎิ วะมา ละกุม มิน ดูนิลลาฮิ มิน วะลียิน วะลา นะศีร เจ้ามิรู้ดอกหรือว่าแท้จริงอัลลอฮ์นั้น อำนาจแห่งชั้นฟ้าและแผ่นดินเป็นของพระองค์ และไม่มีผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือใดสำหรับพวกเจ้าอื่นจากอัลลอฮ์
อายะฮ์นี้วางหลัก “นัสค์” (การยกเลิก/ปรับเปลี่ยนบทบัญญัติ) — ตอบโต้ยะฮูดที่ปฏิเสธว่านัสค์เป็นไปได้ (เพื่อโจมตีการที่ชะรีอะฮ์อิสลามยกเลิกบางบทบัญญัติของเตารอต) · “มา นันสัค มิน อายะติน เอา นุนสิฮา” — โองการใดที่ทรงยกเลิก (เปลี่ยนหุก่ม/ยกถ้อยคำออก) หรือทรงให้ลืม พระองค์ ทรงนำสิ่งที่ดีกว่าหรือเทียบเท่ามาแทนเสมอ (คือดีกว่าในแง่ประโยชน์ต่อผู้ถูกบัญชา) · อิบนุกะษีรยืนยันว่า นัสค์เกิดขึ้นจริงในอัลกุรอาน (เช่น อิดดะฮ์หนึ่งปี→สี่เดือนสิบวัน · การเปลี่ยนกิบละฮ์ · การอดทนต่อสิบต่อหนึ่ง→สองต่อหนึ่ง) และ หักล้างอบูมุสลิม อัลอิศฟะฮานีที่ปฏิเสธการมีนัสค์ในกุรอานว่าเป็นทัศนะที่อ่อนและปฏิเสธได้ · นัสค์อยู่ในสติปัญญาไม่มีข้อห้าม (เกิดในชะรีอะฮ์ก่อน ๆ เช่นการที่อาดัมแต่งบุตรกับบุตรได้แล้วถูกห้าม)
“อะลัม ตะอ์ลัม อันนัลลอฮะ อะลา กุลลิ ชัยอิน เกาะดีร… ละฮู มุลกุสสะมาวาติ วัลอัรฎ์” — ทั้งหมดอยู่ในอำนาจของอัลลอฮ์ผู้ทรงเดชานุภาพและ ครองฟ้าและแผ่นดิน — เมื่อทรงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ พระองค์ย่อมบัญญัติ ยกเลิก และเปลี่ยนแปลงหุก่มตามฮิกมะฮ์ที่ทรงรู้ได้ · และมนุษย์ ไม่มีผู้คุ้มครองหรือผู้ช่วยอื่นนอกจากพระองค์
ส่วนที่ 37 อายะฮ์ 108–110 : การถามแบบก่อกวน ความริษยา และการทำความดีล่วงหน้า
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 108–110
- أَمْ تُرِيدُونَ أَن تَسْأَلُوا رَسُولَكُمْ كَمَا سُئِلَ مُوسَىٰ مِن قَبْلُ ۗ وَمَن يَتَبَدَّلِ الْكُفْرَ بِالْإِيمَانِ فَقَدْ ضَلَّ سَوَاءَ السَّبِيلِ อัม ตุรีดูนะ อัน ตัสอะลู เราะสูละกุม กะมา สุอิละ มูซา มิน ก็อบลุ วะมัน ยะตะบัดดะลิลกุฟเราะ บิลอีมานิ ฟะก็อด ฎ็อลละ สะวาอัสสะบีล หรือพวกเจ้าต้องการที่จะถามรอซูลของพวกเจ้า (แบบก่อกวนหรือขอปาฏิหาริย์) เช่นเดียวกับที่มูซาเคยถูกถามมาก่อนกระนั้นหรือ และผู้ใดเปลี่ยนเอาการปฏิเสธแทนการศรัทธา แน่นอนเขาได้หลงจากทางอันเที่ยงตรงแล้ว
- وَدَّ كَثِيرٌ مِّنْ أَهْلِ الْكِتَابِ لَوْ يَرُدُّونَكُم مِّن بَعْدِ إِيمَانِكُمْ كُفَّارًا حَسَدًا مِّنْ عِندِ أَنفُسِهِم مِّن بَعْدِ مَا تَبَيَّنَ لَهُمُ الْحَقُّ ۖ فَاعْفُوا وَاصْفَحُوا حَتَّىٰ يَأْتِيَ اللَّهُ بِأَمْرِهِ ۗ إِنَّ اللَّهَ عَلَىٰ كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ วัดดะ กะษีรุน มิน อะฮ์ลิลกิตาบิ เลา ยะรุดดูนะกุม มิน บะอ์ดิ อีมานิกุม กุฟฟารัน หะสะดัน มิน อินดิ อันฟุสิฮิม มิน บะอ์ดิ มา ตะบัยยะนะ ละฮุมุลหักกุ ฟะอ์ฟู วัศฟะหู หัตตา ยะอ์ติยัลลอฮุ บิอัมริฮี อินนัลลอฮะ อะลา กุลลิ ชัยอิน เกาะดีร จำนวนมากจากชาวคัมภีร์ปรารถนาที่จะให้พวกเจ้ากลับเป็นผู้ปฏิเสธ (กาฟิร) หลังจากที่พวกเจ้าศรัทธาแล้ว ทั้งนี้เพราะความริษยาที่มาจากตัวของพวกเขาเอง หลังจากที่ความจริงได้ประจักษ์แก่พวกเขาแล้ว ดังนั้นจงอภัยและเมินเสียเถิด จนกว่าอัลลอฮ์จะทรงนำพระบัญชาของพระองค์มา แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง
- وَأَقِيمُوا الصَّلَاةَ وَآتُوا الزَّكَاةَ ۚ وَمَا تُقَدِّمُوا لِأَنفُسِكُم مِّنْ خَيْرٍ تَجِدُوهُ عِندَ اللَّهِ ۗ إِنَّ اللَّهَ بِمَا تَعْمَلُونَ بَصِيرٌ วะอะกีมุศเศาะลาตะ วะอาตุซซะกาตะ วะมา ตุก็อดดิมู ลิอันฟุสิกุม มิน ค็อยริน ตะญิดูฮุ อินดัลลาฮิ อินนัลลอฮะ บิมา ตะอ์มะลูนะ บะศีร และจงดำรงการละหมาด และจ่ายซะกาต และความดีใด ๆ ที่พวกเจ้าส่งล่วงหน้าไว้สำหรับตัวเอง พวกเจ้าจะพบมัน ณ ที่อัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเห็นสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ
อายะฮ์ 108: อัลลอฮ์ทรงห้าม การถามท่านนบีมากเกินแบบก่อกวน/ขอปาฏิหาริย์ก่อนเวลา อย่างที่บนีอิสรออีลเคยทำกับมูซาด้วยการดื้อรั้น (เช่นขอเห็นอัลลอฮ์โดยตรง อันนิสาอ์ 4:153) · เบื้องหลัง: รอเฟียะอ์ บิน หุร็อยมิละฮ์ (หรือวะฮ์บ บิน ซัยด์) ขอให้ท่านนบีนำคัมภีร์ลงมาจากฟ้าและทำแม่น้ำให้ · “วะมัน ยะตะบัดดะลิลกุฟเราะ บิลอีมาน” — ผู้ใดแลกการปฏิเสธกับการศรัทธา (ด้วยการก่อกวนแทนการเชื่อฟัง) ได้หลงจากทางเที่ยงตรงแล้ว
อายะฮ์ 109: ชาวคัมภีร์จำนวนมาก (เช่นหุยัยย์ บิน อัคฏ็อบ · กะอ์บ บิน อัลอัชร็อฟ) อยากให้มุสลิมกลับเป็นกาฟิร “หะสะดัน มิน อินดิ อันฟุสิฮิม (เพราะความริษยาจากตัวพวกเขาเอง)” — ไม่ใช่เพราะขาดหลักฐาน (ความจริงประจักษ์แก่พวกเขาแล้วว่ามุหัมมัด ﷺ คือนบีที่บันทึกในคัมภีร์) · “ฟะอ์ฟู วัศฟะหู หัตตา ยะอ์ติยัลลอฮุ บิอัมริฮ์” — คำสั่งช่วงต้นให้ อภัยและเมินเฉย จนกว่าอัลลอฮ์จะมีบัญชา — อิบนุอับบาสว่าอายะฮ์นี้ ถูกนัสค์ด้วยอายะฮ์การสู้รบ/ญิซยะฮ์ (อัตเตาบะฮ์ 9:29) ต่อมา
อายะฮ์ 110: ให้ยึด ละหมาด ซะกาต และการทำความดีล่วงหน้า เป็นเสบียงที่จะพบ ณ ที่อัลลอฮ์ — “อินนัลลอฮะ บิมา ตะอ์มะลูนะ บะศีร” พระองค์ทรงเห็นทุกการกระทำและจะตอบแทน
ต้นฉบับอาหรับ
«إِنَّ أَعْظَمَ الْمُسْلِمِينَ جُرْمًا مَنْ سَأَلَ عَنْ شَيْءٍ لَمْ يُحَرَّمْ، فَحُرِّمَ مِنْ أَجْلِ مَسْأَلَتِهِ».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «แท้จริง มุสลิมที่มีความผิดมากที่สุดคือผู้ที่ถามเกี่ยวกับสิ่งที่ยังไม่ถูกห้าม แล้วมันถูกห้ามขึ้นเพราะการถามของเขา»
อายะฮ์ 111–113 : คำอ้างสวรรค์เฉพาะตน และ “จงนำหลักฐานมา”
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 111–113
- وَقَالُوا لَن يَدْخُلَ الْجَنَّةَ إِلَّا مَن كَانَ هُودًا أَوْ نَصَارَىٰ ۗ تِلْكَ أَمَانِيُّهُمْ ۗ قُلْ هَاتُوا بُرْهَانَكُمْ إِن كُنتُمْ صَادِقِينَ วะกอลู ลัน ยัดคุลัลญันนะตะ อิลลา มัน กานะ ฮูดัน เอา นะศอรอ ติลกะ อะมานียยุฮุม กุล ฮาตู บุรฮานะกุม อิน กุนตุม ศอดิกีน และพวกเขากล่าวว่า ‘จะไม่มีผู้ใดได้เข้าสวรรค์ นอกจากผู้ที่เป็นยิวหรือคริสต์เท่านั้น’ นั่นคือความเพ้อฝันของพวกเขา จงกล่าวเถิด (มุหัมมัด) ‘จงนำหลักฐานของพวกท่านมา หากพวกท่านเป็นผู้สัตย์จริง’
- بَلَىٰ مَنْ أَسْلَمَ وَجْهَهُ لِلَّهِ وَهُوَ مُحْسِنٌ فَلَهُ أَجْرُهُ عِندَ رَبِّهِ وَلَا خَوْفٌ عَلَيْهِمْ وَلَا هُمْ يَحْزَنُونَ บะลา มัน อัสละมะ วัจญฮะฮู ลิลลาฮิ วะฮุวะ มุห์สินุน ฟะละฮู อัจญรุฮู อินดะ ร็อบบิฮี วะลา เคาฟุน อะลัยฮิม วะลา ฮุม ยะห์ซะนูน หามิได้! ผู้ใดที่มอบใบหน้า (ทั้งชีวิต) ของเขาต่ออัลลอฮ์ โดยที่เขาเป็นผู้ทำความดี เขาก็จะได้รับรางวัลของเขา ณ ที่พระผู้อภิบาลของเขา และจะไม่มีความกลัวใด ๆ แก่พวกเขา และพวกเขาจะไม่เศร้าโศก
- وَقَالَتِ الْيَهُودُ لَيْسَتِ النَّصَارَىٰ عَلَىٰ شَيْءٍ وَقَالَتِ النَّصَارَىٰ لَيْسَتِ الْيَهُودُ عَلَىٰ شَيْءٍ وَهُمْ يَتْلُونَ الْكِتَابَ ۗ كَذَٰلِكَ قَالَ الَّذِينَ لَا يَعْلَمُونَ مِثْلَ قَوْلِهِمْ ۚ فَاللَّهُ يَحْكُمُ بَيْنَهُمْ يَوْمَ الْقِيَامَةِ فِيمَا كَانُوا فِيهِ يَخْتَلِفُونَ วะกอละติลยะฮูดุ ลัยสะติน นะศอรอ อะลา ชัยอิน วะกอละติน นะศอรอ ลัยสะติลยะฮูดุ อะลา ชัยอิน วะฮุม ยัตลูนัลกิตาบ กะซาลิกะ กอลัลละซีนะ ลา ยะอ์ละมูนะ มิษละ ก็อวลิฮิม ฟัลลอฮุ ยะห์กุมุ บัยนะฮุม เยามัลกิยามะติ ฟีมา กานู ฟีฮิ ยัคตะลิฟูน และชาวยิวกล่าวว่า ‘ชาวคริสต์มิได้ตั้งอยู่บนสิ่งใด (ที่ถูกต้อง)’ และชาวคริสต์ก็กล่าวว่า ‘ชาวยิวมิได้ตั้งอยู่บนสิ่งใด’ ทั้งที่พวกเขาต่างก็อ่านคัมภีร์ เช่นเดียวกันนั้น บรรดาผู้ไม่รู้ (พวกมุชริก) ก็ได้กล่าวเยี่ยงคำพูดของพวกเขา ดังนั้นอัลลอฮ์จะทรงตัดสินระหว่างพวกเขาในวันกิยามะฮ์ ในสิ่งที่พวกเขาขัดแย้งกัน
ทั้งยะฮูดและคริสต์ต่างอ้างว่า สวรรค์เป็นของพวกตนเท่านั้น — อัลลอฮ์ทรงเรียกว่าเป็น “อะมานีย์ (ความเพ้อฝัน)” แล้วท้าทายว่า “ฮาตู บุรฮานะกุม” (จงนำหลักฐานมา)
“บะลา มัน อัสละมะ วัจญฮะฮู ลิลลาฮิ วะฮุวะ มุห์สิน” — เกณฑ์ที่แท้จริงคือผู้ที่ มอบตนต่ออัลลอฮ์ (อิสลาม/อิคลาศ) พร้อมทำความดี (อิห์สาน = ตามซุนนะฮ์ของท่านนบี) — สะอีด บิน ญุบัยรฺชี้ว่านี่คือ สองเงื่อนไขของอะมัลที่ถูกรับ: (1) บริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮ์ผู้เดียว (2) ถูกต้องตามชะรีอะฮ์ · หากบริสุทธิ์แต่ไม่ตามซุนนะฮ์ก็ไม่ถูกรับ (ดังหะดีษ “ผู้ใดทำการงานที่ไม่มีคำสั่งของเราอยู่ในนั้น มันก็ถูกปฏิเสธ” มุสลิม) — การงานของนักบวช (รุฮบาน) แม้บริสุทธิ์ใจก็ไม่ถูกรับเพราะไม่ตามเราะซูล · ผู้ได้รับรางวัลจึงมิใช่ผู้ผูกขาดด้วยชื่อกลุ่ม แต่คือผู้ที่มีอิคลาศ + อิตติบาอ์
“วะกอละติลยะฮูดุ ลัยสะติน นะศอรอ อะลา ชัยอ์…” — ต่างฝ่าย ปฏิเสธซึ่งกันและกันทั้งที่อ่านคัมภีร์ (เกิดตอนชาวนัศรอนีนัจญ์รอนโต้กับยะฮูดต่อหน้าท่านนบี) · “กะซาลิกะ กอลัลละซีนะ ลา ยะอ์ละมูน” — ผู้ไม่รู้ (มุชริก) ก็กล่าวเยี่ยงพวกเขา · อัลลอฮ์จะทรงตัดสินในวันกิยามะฮ์
ต้นฉบับอาหรับ
«لَوْ يُعْطَى النَّاسُ بِدَعْوَاهُمْ لَادَّعَى رِجَالٌ أَمْوَالَ قَوْمٍ وَدِمَاءَهُمْ، لَكِنِ الْبَيِّنَةُ عَلَى الْمُدَّعِي وَالْيَمِينُ عَلَى مَنْ أَنْكَرَ».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «หากผู้คนถูกให้ (สิทธิ) ตามคำกล่าวอ้างของพวกเขา (โดยไม่ต้องพิสูจน์) แน่นอนผู้คนก็จะอ้างสิทธิในทรัพย์สินและเลือดเนื้อของผู้อื่น แต่ทว่า หลักฐานเป็นหน้าที่ของผู้กล่าวอ้าง และการสาบานเป็นหน้าที่ของผู้ปฏิเสธ»
ส่วนที่ 39 อายะฮ์ 114–115 : ผู้ขัดขวางมัสยิด และทิศทั้งมวลเป็นของอัลลอฮ์
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 114–115
- وَمَنْ أَظْلَمُ مِمَّن مَّنَعَ مَسَاجِدَ اللَّهِ أَن يُذْكَرَ فِيهَا اسْمُهُ وَسَعَىٰ فِي خَرَابِهَا ۚ أُولَٰئِكَ مَا كَانَ لَهُمْ أَن يَدْخُلُوهَا إِلَّا خَائِفِينَ ۚ لَهُمْ فِي الدُّنْيَا خِزْيٌ وَلَهُمْ فِي الْآخِرَةِ عَذَابٌ عَظِيمٌ วะมัน อัซละมุ มิมมัน มะนะอะ มะสาญิดัลลาฮิ อัน ยุซกะเราะ ฟีฮัสมุฮู วะสะอา ฟี เคาะรอบิฮา อุลาอิกะ มา กานะ ละฮุม อัน ยัดคุลูฮา อิลลา คออิฟีน ละฮุม ฟิดดุนยา คิซยุน วะละฮุม ฟิลอาคิเราะติ อะซาบุน อะซีม และผู้ใดเล่าจะอธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่หวงห้ามบรรดามัสยิดของอัลลอฮ์ มิให้พระนามของพระองค์ถูกรำลึกในนั้น และพยายามทำลายมัน ชนเหล่านั้นไม่สมควรที่จะเข้าไปในมัน นอกจากในสภาพที่หวาดกลัว สำหรับพวกเขาในโลกนี้คือความอัปยศ และสำหรับพวกเขาในปรโลกคือการลงโทษอันยิ่งใหญ่
- وَلِلَّهِ الْمَشْرِقُ وَالْمَغْرِبُ ۚ فَأَيْنَمَا تُوَلُّوا فَثَمَّ وَجْهُ اللَّهِ ۚ إِنَّ اللَّهَ وَاسِعٌ عَلِيمٌ วะลิลลาฮิลมัชริกุ วัลมัฆริบุ ฟะอัยนะมา ตุวัลลู ฟะษัมมะ วัจญฮุลลาฮ์ อินนัลลอฮะ วาสิอุน อะลีม และทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเป็นของอัลลอฮ์ ดังนั้นไม่ว่าพวกเจ้าจะผินไปทางใด ณ ที่นั้นก็คือพระพักตร์ของอัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงกว้างขวาง ผู้ทรงรอบรู้
“วะมัน อัซละมุ มิมมัน มะนะอะ มะสาญิดัลลาฮ์” — ไม่มีใครอธรรมยิ่งกว่า ผู้ที่ขัดขวางมัสยิดของอัลลอฮ์จากการรำลึกถึงพระองค์ และพยายามทำลายมัน · มีสองทัศนะ: (1) นัศรอนีที่ช่วยบุคตะนัศศ็อร (เนบูคัดเนสซาร์) ทำลายบัยตุลมักดิสและโปรยซากศพในนั้น (2) พวกมุชริกกุร็อยช์ที่ขับไล่ท่านนบี ﷺ และเศาะหาบะฮ์จากมัสยิดหะรอม และห้ามละหมาดที่นั่น (อิบนุกะษีรเลือกทัศนะนี้ — เพราะการทำลายที่แท้จริงคือการขับไล่ผู้รำลึกอัลลอฮ์ออกและตั้งเจว็ดล้อมรอบ มิใช่แค่ทำลายอาคาร) · “มา กานะ ละฮุม อัน ยัดคุลูฮา อิลลา คออิฟีน” เป็นข่าวที่มีความหมายเชิงบัญชา/สัญญา: มุสลิมจะได้ครองมัสยิดจนพวกมุชริกเข้าได้แต่ในสภาพหวาดกลัว (สำเร็จจริงเมื่อห้ามมุชริกเข้าหะรอมหลังพิชิตมักกะฮ์ อัตเตาบะฮ์ 9:28) · ปลายทางคือความอัปยศในดุนยาและการลงโทษในอาคิเราะฮ์
“วะลิลลาฮิลมัชริกุ วัลมัฆริบ” — เป็นการปลอบใจท่านนบี ﷺ และเศาะหาบะฮ์ที่ถูกขับจากมัสยิดในมักกะฮ์ · “ฟะอัยนะมา ตุวัลลู ฟะษัมมะ วัจญฮุลลาฮ์” — ทุกทิศเป็นของอัลลอฮ์ผู้ ทรงกว้างขวาง (วาสิอ์) · อิบนุอับบาสว่าอายะฮ์นี้เป็น อายะฮ์แรกที่ถูกนัสค์ (ก่อนถูกกำหนดให้หันสู่กะอ์บะฮ์) · ใช้ได้ในกรณี ละหมาดสุนัตบนพาหนะขณะเดินทาง หรือ ผู้ที่กำหนดทิศกิบละฮ์ไม่ได้ (คืนมืด/หลงทาง) แล้วละหมาดตามวินิจฉัย (การละหมาดใช้ได้ ไม่ต้องละหมาดใหม่)
ต้นฉบับอาหรับ
كَانَ رَسُولُ اللَّهِ ﷺ يُصَلِّي عَلَى رَاحِلَتِهِ حَيْثُ تَوَجَّهَتْ بِهِ، فَإِذَا أَرَادَ الْفَرِيضَةَ نَزَلَ فَاسْتَقْبَلَ الْقِبْلَةَ.
ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ﷺ เคย ละหมาด (สุนัต) บนพาหนะของท่าน หันไปตามทิศที่พาหนะมุ่งไป และเมื่อท่านต้องการละหมาดฟัรฎู ท่านก็ลงจากพาหนะแล้วผินหน้าสู่กิบละฮ์
อายะฮ์ 116–118 : ปฏิเสธการอ้างว่าอัลลอฮ์มีบุตร และ “กุน ฟะยะกูน”
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 116–118
- وَقَالُوا اتَّخَذَ اللَّهُ وَلَدًا ۗ سُبْحَانَهُ ۖ بَل لَّهُ مَا فِي السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ ۖ كُلٌّ لَّهُ قَانِتُونَ วะกอลุตตะเคาะซัลลอฮุ วะละดัน สุบหานะฮู บัล ละฮู มา ฟิสสะมาวาติ วัลอัรฎิ กุลลุน ละฮู กอนิตูน และพวกเขากล่าวว่า ‘อัลลอฮ์ทรงมีพระบุตร’ มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์! หามิได้ กรรมสิทธิ์ในสิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าและแผ่นดินเป็นของพระองค์ ทุกสิ่งล้วนนอบน้อมภักดีต่อพระองค์
- بَدِيعُ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ ۖ وَإِذَا قَضَىٰ أَمْرًا فَإِنَّمَا يَقُولُ لَهُ كُن فَيَكُونُ บะดีอุสสะมาวาติ วัลอัรฎิ วะอิซา เกาะฎอ อัมร็อน ฟะอินนะมา ยะกูลุ ละฮู กุน ฟะยะกูน พระผู้ทรงประดิษฐ์ชั้นฟ้าและแผ่นดินขึ้นอย่างไม่มีแบบอย่างมาก่อน และเมื่อพระองค์ทรงกำหนดสิ่งใด พระองค์เพียงตรัสแก่มันว่า ‘จงเป็น’ แล้วมันก็เป็นขึ้นมา
- وَقَالَ الَّذِينَ لَا يَعْلَمُونَ لَوْلَا يُكَلِّمُنَا اللَّهُ أَوْ تَأْتِينَا آيَةٌ ۗ كَذَٰلِكَ قَالَ الَّذِينَ مِن قَبْلِهِم مِّثْلَ قَوْلِهِمْ ۘ تَشَابَهَتْ قُلُوبُهُمْ ۗ قَدْ بَيَّنَّا الْآيَاتِ لِقَوْمٍ يُوقِنُونَ วะกอลัลละซีนะ ลา ยะอ์ละมูนะ เลาลา ยุกัลลิมุนัลลอฮุ เอา ตะอ์ตีนา อายะฮ์ กะซาลิกะ กอลัลละซีนะ มิน ก็อบลิฮิม มิษละ ก็อวลิฮิม ตะชาบะฮัต กุลูบุฮุม ก็อด บัยยันนัลอายาติ ลิก็อวมิน ยูกินูน และบรรดาผู้ไม่รู้กล่าวว่า ‘ทำไมอัลลอฮ์จึงไม่ตรัสกับเราโดยตรง หรือมีสัญญาณ (ปาฏิหาริย์) มายังเรา’ เช่นเดียวกันนั้น บรรดาผู้มาก่อนพวกเขาก็ได้กล่าวเยี่ยงคำพูดของพวกเขา หัวใจของพวกเขาช่างละม้ายคล้ายกัน แน่นอน เราได้ทำให้สัญญาณต่าง ๆ ชัดแจ้งแล้วสำหรับกลุ่มชนที่เชื่อมั่น
อายะฮ์ 116–117: อัลลอฮ์ทรงหักล้างการใส่ร้ายว่า “อัลลอฮ์มีพระบุตร” (นัศรอนีว่าอีซาเป็นบุตร · ยะฮูดว่าอุซัยร์ · มุชริกว่ามลาอิกะฮ์เป็นธิดา) ด้วยคำว่า “สุบหานะฮู” (มหาบริสุทธิ์) — เพราะทุกสิ่งในฟ้าและแผ่นดินเป็น บ่าวที่นอบน้อม (กอนิตูน = เชื่อฟังทั้งเชิงชะรีอะฮ์และก็อดัร) ของพระองค์ บุตรย่อมเกิดจากสองสิ่งที่เหมือนกัน แต่อัลลอฮ์ไม่มีผู้เสมอเหมือนหรือคู่ครอง จะมีบุตรได้อย่างไร · พระองค์คือ “บะดีอุสสะมาวาติ วัลอัรฎ์” ผู้ทรงประดิษฐ์ฟ้าดินโดย ไม่มีแบบอย่างมาก่อน — ผู้ที่สร้างฟ้าดินโดยไร้ต้นแบบ ย่อมสร้างอีซาโดยไร้บิดาได้ · และทรงสร้างด้วยพระดำรัส “กุน ฟะยะกูน” (จงเป็น แล้วมันก็เป็นทันที)
อายะฮ์ 118: ผู้ไม่รู้เรียกร้องแบบก้าวร้าวว่า “ทำไมอัลลอฮ์ไม่ตรัสกับเราโดยตรง หรือมีปาฏิหาริย์มายังเรา?” — อัลลอฮ์ชี้ว่านี่คือ คำพูดซ้ำ ๆ ของผู้ปฏิเสธทุกยุค ที่ “ตะชาบะฮัต กุลูบุฮุม (หัวใจละม้ายคล้ายกัน)” ในความดื้อรั้น · “ก็อด บัยยันนัลอายาติ ลิก็อวมิน ยูกินูน” — หลักฐานชัดเจนพอแล้วสำหรับผู้ที่เชื่อมั่น — ปัญหาไม่ได้อยู่ที่หลักฐาน แต่อยู่ที่หัวใจที่ไม่ยอมรับ
ต้นฉบับอาหรับ
«قَالَ اللَّهُ تَعَالَى: كَذَّبَنِي ابْنُ آدَمَ وَلَمْ يَكُنْ لَهُ ذَلِكَ، وَشَتَمَنِي وَلَمْ يَكُنْ لَهُ ذَلِكَ… وَأَمَّا شَتْمُهُ إِيَّايَ فَقَوْلُهُ: لِي وَلَدٌ. فَسُبْحَانِي أَنْ أَتَّخِذَ صَاحِبَةً أَوْ وَلَدًا».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า อัลลอฮ์ตรัสว่า «ลูกหลานอาดัมกล่าวหาข้าว่าเท็จ ทั้งที่เขาไม่มีสิทธิ์ และด่าทอข้า ทั้งที่เขาไม่มีสิทธิ์ … ส่วนการด่าทอข้าคือคำพูดของเขาที่ว่า ‘ข้ามีบุตร’ — มหาบริสุทธิ์แด่ข้า ที่จะมีคู่ครองหรือบุตร»
ส่วนที่ 41 อายะฮ์ 119–121 : หน้าที่ของท่านนบี และการอ่านคัมภีร์อย่างแท้จริง
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 119–121
- إِنَّا أَرْسَلْنَاكَ بِالْحَقِّ بَشِيرًا وَنَذِيرًا ۖ وَلَا تُسْأَلُ عَنْ أَصْحَابِ الْجَحِيمِ อินนา อัรสัลนากะ บิลหักกิ บะชีร็อน วะนะซีร็อน วะลา ตุสอะลุ อัน อัศหาบิลญะหีม แท้จริงเราได้ส่งเจ้ามาด้วยสัจธรรม ในฐานะผู้แจ้งข่าวดีและผู้ตักเตือน และเจ้าจะไม่ถูกสอบถามเกี่ยวกับชาวนรก
- وَلَن تَرْضَىٰ عَنكَ الْيَهُودُ وَلَا النَّصَارَىٰ حَتَّىٰ تَتَّبِعَ مِلَّتَهُمْ ۗ قُلْ إِنَّ هُدَى اللَّهِ هُوَ الْهُدَىٰ ۗ وَلَئِنِ اتَّبَعْتَ أَهْوَاءَهُم بَعْدَ الَّذِي جَاءَكَ مِنَ الْعِلْمِ ۙ مَا لَكَ مِنَ اللَّهِ مِن وَلِيٍّ وَلَا نَصِيرٍ วะลัน ตัรฎอ อันกัลยะฮูดุ วะลันนะศอรอ หัตตา ตัตตะบิอะ มิลละตะฮุม กุล อินนะ ฮุดัลลาฮิ ฮุวัลฮุดา วะละอินิตตะบะอ์ตะ อะฮ์วาอะฮุม บะอ์ดัลละซี ญาอะกะ มินัลอิลมิ มา ละกะ มินัลลาฮิ มิน วะลียิน วะลา นะศีร และชาวยิวและชาวคริสต์จะไม่พอใจเจ้าเป็นอันขาด จนกว่าเจ้าจะปฏิบัติตามศาสนาของพวกเขา จงกล่าวเถิด ‘แท้จริง ทางนำของอัลลอฮ์เท่านั้นคือทางนำ (ที่แท้จริง)’ และหากเจ้าปฏิบัติตามความใคร่ของพวกเขา หลังจากที่ความรู้ได้มายังเจ้าแล้ว เจ้าจะไม่มีผู้คุ้มครองและผู้ช่วยเหลือใดจากอัลลอฮ์
- الَّذِينَ آتَيْنَاهُمُ الْكِتَابَ يَتْلُونَهُ حَقَّ تِلَاوَتِهِ أُولَٰئِكَ يُؤْمِنُونَ بِهِ ۗ وَمَن يَكْفُرْ بِهِ فَأُولَٰئِكَ هُمُ الْخَاسِرُونَ อัลละซีนะ อาตัยนาฮุมุลกิตาบะ ยัตลูนะฮู หักเกาะ ติลาวะติฮี อุลาอิกะ ยุอ์มินูนะ บิฮี วะมัน ยักฟุร บิฮี ฟะอุลาอิกะ ฮุมุลคอสิรูน บรรดาผู้ที่เราได้ให้คัมภีร์แก่พวกเขา ซึ่งพวกเขาอ่านมันอย่างแท้จริง ชนเหล่านั้นแหละคือผู้ศรัทธาต่อมัน และผู้ใดปฏิเสธมัน ชนเหล่านั้นแหละคือผู้ขาดทุน
อายะฮ์ 119: อัลลอฮ์ทรงปลอบใจท่านนบี ﷺ ว่าหน้าที่ของท่านคือ แจ้งข่าวดี (สวรรค์) และตักเตือน (นรก) เท่านั้น · “วะลา ตุสอะลุ อัน อัศหาบิลญะหีม” — ท่าน ไม่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ที่ยังปฏิเสธ (หน้าที่คือเผยแผ่ ส่วนการชำระบัญชีเป็นของอัลลอฮ์)
อายะฮ์ 120: ความจริงสำคัญ — “วะลัน ตัรฎอ อันกัลยะฮูดุ วะลันนะศอรอ หัตตา ตัตตะบิอะ มิลละตะฮุม” — ยะฮูดและคริสต์ จะไม่มีวันพอใจจนกว่าจะตามศาสนาของพวกเขา ดังนั้นการประนีประนอมหลักการเพื่อเอาใจพวกเขาย่อมไร้ผล · “กุล อินนะ ฮุดัลลาฮิ ฮุวัลฮุดา” — ทางนำของอัลลอฮ์เท่านั้นคือทางนำที่แท้จริง · “วะละอินิตตะบะอ์ตะ อะฮ์วาอะฮุม…” — คำขู่หนักแน่นต่อประชาชาติ (แม้ถ้อยคำพูดกับเราะซูล) มิให้ตามแนวทางของยะฮูด–นัศรอนีหลังได้รับความรู้ (กุฟร์ทั้งหมดคือ “มิลละฮ์” เดียว)
อายะฮ์ 121: ผู้ที่ “ยัตลูนะฮู หักเกาะ ติลาวะติฮี (อ่าน/ปฏิบัติตามคัมภีร์อย่างแท้จริง)” — อิบนุมัสอูดว่าคือ ทำหะลาลให้เป็นหะลาล ทำหะรอมให้เป็นหะรอม อ่านตามที่ประทานมา ไม่บิดเบือน · อิบนุอับบาสว่าคือ ติดตามมันอย่างแท้จริง — เหล่านั้นคือผู้ที่ ศรัทธาต่อมัน (ชาวคัมภีร์ที่ดำรงเตารอต/อินญีลจริงย่อมนำสู่การศรัทธาต่อมุหัมมัด ﷺ ดังอัลอะอ์รอฟ 7:157) · “วะมัน ยักฟุร บิฮี ฟะอุลาอิกะ ฮุมุลคอสิรูน”
ต้นฉบับอาหรับ
«لَتَتَّبِعُنَّ سَنَنَ مَنْ كَانَ قَبْلَكُمْ شِبْرًا بِشِبْرٍ وَذِرَاعًا بِذِرَاعٍ، حَتَّى لَوْ دَخَلُوا جُحْرَ ضَبٍّ لَاتَّبَعْتُمُوهُمْ». قُلْنَا: يَا رَسُولَ اللَّهِ، الْيَهُودُ وَالنَّصَارَى؟ قَالَ: «فَمَنْ؟».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «พวกท่านจะติดตามแนวทางของบรรดาผู้ที่มาก่อนพวกท่านอย่างคืบต่อคืบ ศอกต่อศอก จนแม้ว่าพวกเขาจะเข้าไปในรูของตัวจิ้งจก (ฎ็อบ) พวกท่านก็จะตามเข้าไป» เราถามว่า “โอ้เราะซูลุลลอฮ์ (หมายถึง) ยะฮูดและคริสต์หรือ?” ท่านตอบว่า «แล้วจะเป็นใครอีกเล่า?»
ต้นฉบับอาหรับ
«وَالَّذِي نَفْسِي بِيَدِهِ، لَا يَسْمَعُ بِي أَحَدٌ مِنْ هَذِهِ الْأُمَّةِ يَهُودِيٌّ وَلَا نَصْرَانِيٌّ، ثُمَّ لَا يُؤْمِنُ بِي، إِلَّا دَخَلَ النَّارَ».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ไม่มีผู้ใดจากประชาชาตินี้ ไม่ว่ายะฮูดหรือนัศรอนี ที่ได้ยินเรื่องฉัน แล้วไม่ศรัทธาต่อฉัน เว้นแต่เขาจะได้เข้านรก»
อายะฮ์ 122–123 : บทปิดการเรียกร้องบนีอิสรออีล
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 122–123
- يَا بَنِي إِسْرَائِيلَ اذْكُرُوا نِعْمَتِيَ الَّتِي أَنْعَمْتُ عَلَيْكُمْ وَأَنِّي فَضَّلْتُكُمْ عَلَى الْعَالَمِينَ ยา บะนี อิสรออีลัซกุรู นิอ์มะติยัลละตี อันอัมตุ อะลัยกุม วะอันนี ฟัฎฎ็อลตุกุม อะลัลอาละมีน โอ้วงศ์วานอิสรออีล จงรำลึกถึงความโปรดปรานของข้าที่ข้าได้ประทานแก่พวกเจ้า และการที่ข้าได้ให้พวกเจ้าประเสริฐเหนือประชาชาติ (ในยุคนั้น)
- وَاتَّقُوا يَوْمًا لَّا تَجْزِي نَفْسٌ عَن نَّفْسٍ شَيْئًا وَلَا يُقْبَلُ مِنْهَا عَدْلٌ وَلَا تَنفَعُهَا شَفَاعَةٌ وَلَا هُمْ يُنصَرُونَ วัตตะกู เยามัน ลา ตัจญซี นัฟสุน อัน นัฟสิน ชัยอัน วะลา ยุกบะลุ มินฮา อัดลุน วะลา ตันฟะอุฮา ชะฟาอะตุน วะลา ฮุม ยุนศ็อรูน และจงยำเกรงวันหนึ่งซึ่งไม่มีชีวิตใดชดเชยแทนอีกชีวิตหนึ่งได้แต่อย่างใด และจะไม่มีการรับค่าไถ่จากมัน และการชะฟาอะฮ์ก็จะไม่ยังประโยชน์แก่มัน และพวกเขาจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ
การเรียกร้องบนีอิสรออีล (ที่เริ่มตั้งแต่อายะฮ์ 40) ปิดท้ายด้วยบทซ้ำเดิม: ทวน ความโปรดปราน และเตือนถึง วันที่ไม่มีใครช่วยใครได้ — เหมือนที่เปิดไว้ในอายะฮ์ 47–48 · อิบนุกะษีรชี้ว่าการซ้ำนี้เป็นการ เน้นย้ำและกระตุ้นให้ตามนบีผู้ไม่รู้หนังสือ (มุหัมมัด ﷺ) ที่พวกเขาพบคุณลักษณะ ชื่อ และเรื่องราวในคัมภีร์ของตน · เตือนมิให้ ปกปิดความจริงนี้ และมิให้ปล่อยให้ความริษยาต่อพี่น้องอาหรับ (ที่อัลลอฮ์ทรงเลือกส่งนบีท่านสุดท้ายจากพวกเขา) นำสู่การขัดขืนและปฏิเสธ · แม้เคยได้รับเกียรติในอดีต แต่ ทางรอดในวันกิยามะฮ์คืออีมานและการงานของตนเอง ไม่ใช่เชื้อสาย — เป็นการสรุปบทเรียนทั้งหมดของบนีอิสรออีลก่อนเข้าสู่ เรื่องนบีอิบรอฮีม ในอายะฮ์ถัดไป