← ดัชนีซูเราะฮ์
2

ซูเราะฮ์อัลบากอเราะฮ์

البقرة

ตอนที่ 8 · อายะฮ์ 142–162 · เปลี่ยนกิบละฮ์ + ศ็อบร์

  • บทที่ 2
  • 286 อายะฮ์
  • มะดะนียะฮ์
  • กำลังตรวจ
📖 อ่านต้นฉบับอาหรับ (ฉบับซามี)
เรียบเรียง

ส่วนที่ 49 อายะฮ์ 142–143 : การเปลี่ยนกิบละฮ์ และประชาชาติสายกลาง

2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 142–143
  1. سَيَقُولُ السُّفَهَاءُ مِنَ النَّاسِ مَا وَلَّاهُمْ عَن قِبْلَتِهِمُ الَّتِي كَانُوا عَلَيْهَا ۚ قُل لِّلَّهِ الْمَشْرِقُ وَالْمَغْرِبُ ۚ يَهْدِي مَن يَشَاءُ إِلَىٰ صِرَاطٍ مُّسْتَقِيمٍ สะยะกูลุสสุฟะฮาอุ มินันนาสิ มา วัลลาฮุม อัน กิบละติฮิมุลละตี กานู อะลัยฮา กุล ลิลลาฮิลมัชริกุ วัลมัฆริบุ ยะฮ์ดี มัน ยะชาอุ อิลา ศิรอฏิน มุสตะกีม บรรดาผู้โง่เขลาในหมู่มนุษย์จะกล่าวว่า ‘อะไรที่ทำให้พวกเขาหันเหจากกิบละฮ์ (ทิศละหมาด) ที่พวกเขาเคยยึดถืออยู่’ จงกล่าวเถิด (มุหัมมัด) ‘ทิศตะวันออกและทิศตะวันตกเป็นของอัลลอฮ์ พระองค์ทรงชี้นำผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์สู่ทางอันเที่ยงตรง’
  2. وَكَذَٰلِكَ جَعَلْنَاكُمْ أُمَّةً وَسَطًا لِّتَكُونُوا شُهَدَاءَ عَلَى النَّاسِ وَيَكُونَ الرَّسُولُ عَلَيْكُمْ شَهِيدًا ۗ وَمَا جَعَلْنَا الْقِبْلَةَ الَّتِي كُنتَ عَلَيْهَا إِلَّا لِنَعْلَمَ مَن يَتَّبِعُ الرَّسُولَ مِمَّن يَنقَلِبُ عَلَىٰ عَقِبَيْهِ ۚ وَإِن كَانَتْ لَكَبِيرَةً إِلَّا عَلَى الَّذِينَ هَدَى اللَّهُ ۗ وَمَا كَانَ اللَّهُ لِيُضِيعَ إِيمَانَكُمْ ۚ إِنَّ اللَّهَ بِالنَّاسِ لَرَءُوفٌ رَّحِيمٌ วะกะซาลิกะ ญะอัลนากุม อุมมะตัน วะสะฏ็อน ลิตะกูนู ชุฮะดาอะ อะลันนาสิ วะยะกูนัรฺเราะสูลุ อะลัยกุม ชะฮีดา วะมา ญะอัลนัลกิบละตัลละตี กุนตะ อะลัยฮา อิลลา ลินะอ์ละมะ มัน ยัตตะบิอุรฺเราะสูละ มิมมัน ยันเกาะลิบุ อะลา อะกิบัยฮิ วะอิน กานัต ละกะบีเราะตัน อิลลา อะลัลละซีนะ ฮะดัลลอฮ์ วะมา กานัลลอฮุ ลิยุฎีอะ อีมานะกุม อินนัลลอฮะ บินนาสิ ละเราะอูฟุน ระฮีม และเช่นนั้นแหละ เราได้ทำให้พวกเจ้าเป็นประชาชาติสายกลาง เพื่อพวกเจ้าจะได้เป็นสักขีพยานต่อมนุษยชาติ และเพื่อรอซูลจะได้เป็นสักขีพยานต่อพวกเจ้า และเรามิได้ทำให้กิบละฮ์ที่เจ้าเคยยึดถืออยู่ (บัยตุลมักดิส) เป็นกิบละฮ์ เว้นแต่เพื่อเราจะได้รู้ (จำแนก) ว่าใครปฏิบัติตามรอซูล จากผู้ที่หันส้นเท้ากลับ (ละทิ้งศาสนา) และแท้จริงมันเป็นเรื่องหนักหน่วง เว้นแต่สำหรับบรรดาผู้ที่อัลลอฮ์ทรงชี้นำ และอัลลอฮ์จะไม่ทรงทำให้การศรัทธา (การละหมาดที่ผ่านมา) ของพวกเจ้าสูญเปล่า แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเมตตา ทรงกรุณาต่อมนุษย์เสมอ

เมื่ออัลลอฮ์เปลี่ยนกิบละฮ์จาก บัยตุลมักดิส มาสู่ กะอบะฮ์ พวก “สุฟะฮาอ์ (คนโง่เขลา)” — ยะฮูดและมุนาฟิก — ตั้งคำถามก่อกวน · อัลลอฮ์ตอบว่า ทุกทิศเป็นของพระองค์ การหันไปทิศใดเป็นเพียงการเชื่อฟังคำสั่ง · ทรงประกาศเกียรติแก่อุมมะฮ์นี้ว่าเป็น “อุมมะฮ์วะสัฏ (ประชาชาติสายกลาง)” — สมดุล เที่ยงธรรม และจะเป็น สักขีพยาน ในวันกิยามะฮ์ · ทรงเผยฮิกมะฮ์ว่ากิบละฮ์เดิมเป็น บททดสอบจำแนกผู้ตามรอซูลจริงจากผู้กลับกลอก · และให้ความมั่นใจว่า “วะมา กานัลลอฮุ ลิยุฎีอะ อีมานะกุม” — การละหมาดที่หันสู่บัยตุลมักดิสมาก่อนนั้น ไม่สูญเปล่า

หะดิษ ที่ 58 — เหตุการณ์การเปลี่ยนกิบละฮ์ และการละหมาดที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า
ระดับ: ศอหีห์ · มุตตะฟักอะลัยฮ์
ต้นฉบับอาหรับ

عن البراء: صلى النبي صلى الله عليه وسلم نحو بيت المقدس ستة عشر أو سبعة عشر شهرا، وكان يحب أن يوجه إلى الكعبة، فأنزل الله: ﴿قد نرى تقلب وجهك في السماء﴾… وقد مات على القبلة الأولى رجال وقتلوا، فأنزل الله: ﴿وما كان الله ليضيع إيمانكم﴾.

จากอัลบัรออ์ บิน อาซิบ ว่าท่านนบี ﷺ ได้ ละหมาดหันสู่บัยตุลมักดิสเป็นเวลา ๑๖ หรือ ๑๗ เดือน และท่านปรารถนาที่จะหันไปทางกะอบะฮ์ อัลลอฮ์จึงประทานอายะฮ์ “เราได้เห็นการเหลียวหน้าของเจ้าไปในฟากฟ้า…” · และมีชายบางคน เสียชีวิตขณะที่ยังหันสู่กิบละฮ์แรก (บัยตุลมักดิส) ผู้คนสงสัยเรื่องพวกเขา อัลลอฮ์จึงประทานอายะฮ์ “และอัลลอฮ์จะไม่ทรงทำให้การศรัทธาของพวกเจ้าสูญเปล่า”

📎 ศอหีห์บุคอรี #40 · ศอหีห์มุสลิม #525 (จากอัลบัรออ์ บิน อาซิบ) ยืนยันแล้ว — บุคอรี #40 ตรวจสอบ ↗
เรียบเรียง

อายะฮ์ 144–147 : หันสู่มัสยิดหะรอม และชาวคัมภีร์รู้ความจริง

2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 144–147
  1. قَدْ نَرَىٰ تَقَلُّبَ وَجْهِكَ فِي السَّمَاءِ ۖ فَلَنُوَلِّيَنَّكَ قِبْلَةً تَرْضَاهَا ۚ فَوَلِّ وَجْهَكَ شَطْرَ الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ ۚ وَحَيْثُ مَا كُنتُمْ فَوَلُّوا وُجُوهَكُمْ شَطْرَهُ ۗ وَإِنَّ الَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ لَيَعْلَمُونَ أَنَّهُ الْحَقُّ مِن رَّبِّهِمْ ۗ وَمَا اللَّهُ بِغَافِلٍ عَمَّا يَعْمَلُونَ ก็อด นะรอ ตะก็อลลุบะ วัจญฮิกะ ฟิสสะมาอิ ฟะละนุวัลลิยันนะกะ กิบละตัน ตัรฎอฮา ฟะวัลลิ วัจญฮะกะ ชะฏร็อลมัสญิดิลหะรอม วะหัยษุ มา กุนตุม ฟะวัลลู วุญูฮะกุม ชะฏเราะฮู วะอินนัลละซีนะ อูตุลกิตาบะ ละยะอ์ละมูนะ อันนะฮุลหักกุ มิน ร็อบบิฮิม วะมัลลอฮุ บิฆอฟิลิน อัมมา ยะอ์มะลูน แน่นอน เราได้เห็นการเหลียวหน้าของเจ้าไปในฟากฟ้า (รอวะฮ์ยู) แล้วแน่นอนเราจะให้เจ้าหันไปสู่กิบละฮ์ที่เจ้าพอใจ ดังนั้นจงหันใบหน้าของเจ้าไปทางมัสยิดหะรอม (กะอบะฮ์) และไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ ณ ที่ใด ก็จงหันใบหน้าของพวกเจ้าไปทางนั้น และแท้จริง บรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ย่อมรู้ดีว่ามัน (การเปลี่ยนกิบละฮ์) คือความจริงจากพระผู้อภิบาลของพวกเขา และอัลลอฮ์มิได้ทรงเผลอต่อสิ่งที่พวกเขากระทำ
  2. وَلَئِنْ أَتَيْتَ الَّذِينَ أُوتُوا الْكِتَابَ بِكُلِّ آيَةٍ مَّا تَبِعُوا قِبْلَتَكَ ۚ وَمَا أَنتَ بِتَابِعٍ قِبْلَتَهُمْ ۚ وَمَا بَعْضُهُم بِتَابِعٍ قِبْلَةَ بَعْضٍ ۚ وَلَئِنِ اتَّبَعْتَ أَهْوَاءَهُم مِّن بَعْدِ مَا جَاءَكَ مِنَ الْعِلْمِ ۙ إِنَّكَ إِذًا لَّمِنَ الظَّالِمِينَ วะละอิน อะตัยตัลละซีนะ อูตุลกิตาบะ บิกุลลิ อายะติน มา ตะบิอู กิบละตะกะ วะมา อันตะ บิตาบิอิน กิบละตะฮุม วะมา บะอ์ฎุฮุม บิตาบิอิน กิบละตะ บะอ์ฎิน วะละอินิตตะบะอ์ตะ อะฮ์วาอะฮุม มิน บะอ์ดิ มา ญาอะกะ มินัลอิลมิ อินนะกะ อิซัน ละมินัซซอลิมีน และแม้ว่าเจ้าจะนำหลักฐานทุกอย่างมายังบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ พวกเขาก็จะไม่ตามกิบละฮ์ของเจ้า และเจ้าก็มิใช่ผู้ที่จะตามกิบละฮ์ของพวกเขา และบางพวกของพวกเขาก็มิใช่ผู้ที่จะตามกิบละฮ์ของอีกบางพวก และหากเจ้าปฏิบัติตามความใคร่ของพวกเขา หลังจากที่ความรู้ได้มายังเจ้าแล้ว แท้จริงเมื่อนั้นเจ้าก็จะอยู่ในหมู่ผู้อธรรม
  3. الَّذِينَ آتَيْنَاهُمُ الْكِتَابَ يَعْرِفُونَهُ كَمَا يَعْرِفُونَ أَبْنَاءَهُمْ ۖ وَإِنَّ فَرِيقًا مِّنْهُمْ لَيَكْتُمُونَ الْحَقَّ وَهُمْ يَعْلَمُونَ อัลละซีนะ อาตัยนาฮุมุลกิตาบะ ยะอ์ริฟูนะฮู กะมา ยะอ์ริฟูนะ อับนาอะฮุม วะอินนะ ฟะรีก็อน มินฮุม ละยักตุมูนัลหักเกาะ วะฮุม ยะอ์ละมูน บรรดาผู้ที่เราได้ให้คัมภีร์แก่พวกเขา ย่อมรู้จักเขา (นบีมุหัมมัด/สัจธรรม) เหมือนที่พวกเขารู้จักลูก ๆ ของพวกเขาเอง และแท้จริงกลุ่มหนึ่งจากพวกเขาปกปิดความจริงทั้งที่พวกเขารู้อยู่
  4. الْحَقُّ مِن رَّبِّكَ ۖ فَلَا تَكُونَنَّ مِنَ الْمُمْتَرِينَ อัลหักกุ มิน ร็อบบิกะ ฟะลา ตะกูนันนะ มินัลมุมตะรีน ความจริงนั้นมาจากพระผู้อภิบาลของเจ้า ดังนั้นเจ้าจงอย่าอยู่ในหมู่ผู้สงสัยเป็นอันขาด

อัลลอฮ์ทรงตอบสนองความปรารถนาของท่านนบีที่ เหลียวหน้ารอวะฮ์ยู ด้วยการสั่งให้ หันสู่มัสยิดหะรอม (กะอบะฮ์) — และเป็นกิบละฮ์ของมุสลิมทั่วโลกไม่ว่าอยู่ที่ใด · ทรงยืนยันว่า ชาวคัมภีร์รู้ดีว่าการเปลี่ยนกิบละฮ์เป็นความจริง (เพราะมีในคัมภีร์ของพวกเขา) และ “รู้จักนบีมุหัมมัดเหมือนที่รู้จักลูกของตนเอง” แต่ กลุ่มหนึ่งจงใจปกปิดความจริง · ปิดท้ายด้วยคำหนักแน่นแก่ท่านนบี (และทุกคน): “อัลหักกุ มิน ร็อบบิกะ ฟะลา ตะกูนันนะ มินัลมุมตะรีน” — สัจธรรมมาจากพระเจ้าของเจ้า จงอย่าสงสัยเป็นอันขาด

เรียบเรียง

ส่วนที่ 51 อายะฮ์ 148–150 : แข่งขันทำความดี และยืนยันกิบละฮ์

2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 148–150
  1. وَلِكُلٍّ وِجْهَةٌ هُوَ مُوَلِّيهَا ۖ فَاسْتَبِقُوا الْخَيْرَاتِ ۚ أَيْنَ مَا تَكُونُوا يَأْتِ بِكُمُ اللَّهُ جَمِيعًا ۚ إِنَّ اللَّهَ عَلَىٰ كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ วะลิกุลลิน วิจญฮะตุน ฮุวะ มุวัลลีฮา ฟัสตะบิกุลค็อยรอต อัยนะ มา ตะกูนู ยะอ์ติ บิกุมุลลอฮุ ญะมีอา อินนัลลอฮะ อะลา กุลลิ ชัยอิน เกาะดีร และสำหรับแต่ละคน (แต่ละประชาชาติ) มีทิศทางหนึ่งที่เขาผินไป ดังนั้นพวกเจ้าจงแข่งขันกันในความดีทั้งหลายเถิด ไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ ณ ที่ใด อัลลอฮ์ก็จะทรงนำพวกเจ้ามารวมกันทั้งหมด แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง
  2. وَمِنْ حَيْثُ خَرَجْتَ فَوَلِّ وَجْهَكَ شَطْرَ الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ ۖ وَإِنَّهُ لَلْحَقُّ مِن رَّبِّكَ ۗ وَمَا اللَّهُ بِغَافِلٍ عَمَّا تَعْمَلُونَ วะมิน หัยษุ เคาะร็อจญตะ ฟะวัลลิ วัจญฮะกะ ชะฏร็อลมัสญิดิลหะรอม วะอินนะฮู ลัลหักกุ มิน ร็อบบิกะ วะมัลลอฮุ บิฆอฟิลิน อัมมา ตะอ์มะลูน และจากที่ใดก็ตามที่เจ้าออกไป ก็จงหันใบหน้าของเจ้าไปทางมัสยิดหะรอม และแท้จริงมันคือความจริงจากพระผู้อภิบาลของเจ้า และอัลลอฮ์มิได้ทรงเผลอต่อสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ
  3. وَمِنْ حَيْثُ خَرَجْتَ فَوَلِّ وَجْهَكَ شَطْرَ الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ ۚ وَحَيْثُ مَا كُنتُمْ فَوَلُّوا وُجُوهَكُمْ شَطْرَهُ لِئَلَّا يَكُونَ لِلنَّاسِ عَلَيْكُمْ حُجَّةٌ إِلَّا الَّذِينَ ظَلَمُوا مِنْهُمْ فَلَا تَخْشَوْهُمْ وَاخْشَوْنِي وَلِأُتِمَّ نِعْمَتِي عَلَيْكُمْ وَلَعَلَّكُمْ تَهْتَدُونَ วะมิน หัยษุ เคาะร็อจญตะ ฟะวัลลิ วัจญฮะกะ ชะฏร็อลมัสญิดิลหะรอม วะหัยษุ มา กุนตุม ฟะวัลลู วุญูฮะกุม ชะฏเราะฮู ลิอัลลา ยะกูนะ ลินนาสิ อะลัยกุม หุจญะตุน อิลลัลละซีนะ ซ็อละมู มินฮุม ฟะลา ตัคเชาฮุม วัคเชานี วะลิอุติมมะ นิอ์มะตี อะลัยกุม วะละอัลละกุม ตะฮ์ตะดูน และจากที่ใดก็ตามที่เจ้าออกไป ก็จงหันใบหน้าของเจ้าไปทางมัสยิดหะรอม และไม่ว่าพวกเจ้าจะอยู่ ณ ที่ใด ก็จงหันใบหน้าของพวกเจ้าไปทางนั้น เพื่อมิให้ผู้คนมีข้อโต้แย้งใด ๆ เหนือพวกเจ้า นอกจากบรรดาผู้อธรรมในหมู่พวกเขา (ที่จะดื้อรั้นอยู่ดี) ดังนั้นพวกเจ้าอย่ากลัวพวกเขา แต่จงกลัวข้า และเพื่อข้าจะได้ให้ความโปรดปรานของข้าครบสมบูรณ์แก่พวกเจ้า และเพื่อพวกเจ้าจะได้รับทางนำ

“ฟัสตะบิกุลค็อยรอต” (จงแข่งขันกันในความดี) — แทนที่จะโต้เถียงเรื่องทิศ ให้ทุ่มเทแข่งกันทำความดี เพราะสุดท้ายทุกคนจะถูกรวมมาหาอัลลอฮ์ · อัลลอฮ์ ย้ำคำสั่งหันสู่มัสยิดหะรอมถึงสามครั้ง (อายะฮ์ 144, 149, 150) เพื่อเน้นความสำคัญและตัดข้อสงสัย · เหตุผลหนึ่งคือ “ลิอัลลา ยะกูนะ ลินนาสิ อะลัยกุม หุจญะฮ์” — เพื่อไม่ให้ชาวคัมภีร์มีข้ออ้างโต้แย้ง (เพราะในคัมภีร์ระบุว่านบีท่านสุดท้ายจะหันสู่กะอบะฮ์) · และสอนหลักสำคัญ: “ฟะลา ตัคเชาฮุม วัคเชานี” (อย่ากลัวพวกเขา แต่จงกลัวข้า)

เรียบเรียง

อายะฮ์ 151–152 : ความโปรดปรานของรอซูล และการรำลึกถึงอัลลอฮ์

2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 151–152
  1. كَمَا أَرْسَلْنَا فِيكُمْ رَسُولًا مِّنكُمْ يَتْلُو عَلَيْكُمْ آيَاتِنَا وَيُزَكِّيكُمْ وَيُعَلِّمُكُمُ الْكِتَابَ وَالْحِكْمَةَ وَيُعَلِّمُكُم مَّا لَمْ تَكُونُوا تَعْلَمُونَ กะมา อัรสัลนา ฟีกุม เราะสูลัน มินกุม ยัตลู อะลัยกุม อายาตินา วะยุซักกีกุม วะยุอัลลิมุกุมุลกิตาบะ วัลหิกมะตะ วะยุอัลลิมุกุม มา ลัม ตะกูนู ตะอ์ละมูน ดังเช่นที่เราได้ส่งรอซูลผู้หนึ่งจากพวกเจ้าเองมาในหมู่พวกเจ้า ที่จะอ่านโองการทั้งหลายของเราแก่พวกเจ้า และขัดเกลาพวกเจ้าให้บริสุทธิ์ และสอนคัมภีร์และวิทยปัญญาแก่พวกเจ้า และสอนพวกเจ้าในสิ่งที่พวกเจ้าไม่เคยรู้มาก่อน
  2. فَاذْكُرُونِي أَذْكُرْكُمْ وَاشْكُرُوا لِي وَلَا تَكْفُرُونِ ฟัซกุรูนี อัซกุรกุม วัชกุรู ลี วะลา ตักฟุรูน ดังนั้น พวกเจ้าจงรำลึกถึงข้า แล้วข้าจะรำลึกถึงพวกเจ้า และจงขอบคุณข้า และอย่าเนรคุณต่อข้า

“กะมา อัรสัลนา ฟีกุม เราะสูลัน มินกุม” — อัลลอฮ์ทรงเตือนถึง ความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ คือการส่งนบีมุหัมมัด ﷺ ที่มาทำสี่ภารกิจ (อ่านอายะฮ์ · ขัดเกลา · สอนคัมภีร์และหิกมะฮ์ · สอนสิ่งที่ไม่เคยรู้) — ตรงกับ ดุอาอ์ของอิบรอฮีมในอายะฮ์ 129 ที่ได้รับการตอบรับ

“ฟัซกุรูนี อัซกุรกุม วัชกุรู ลี วะลา ตักฟุรูน” — อายะฮ์อันทรงพลัง: “จงรำลึกถึงข้า แล้วข้าจะรำลึกถึงพวกเจ้า จงขอบคุณข้า และอย่าเนรคุณ” — วางหลักความสัมพันธ์ระหว่างบ่าวกับพระเจ้า: ซิกร์ (การรำลึก) และ ชุกร์ (การขอบคุณ) คือหัวใจของอิบาดะฮ์

หะดิษ ที่ 59 — อัลลอฮ์รำลึกถึงบ่าวที่รำลึกถึงพระองค์ (หะดิษกุดสี)
ระดับ: ศอหีห์ · มุตตะฟักอะลัยฮ์
ต้นฉบับอาหรับ

يقول الله تعالى: «أنا عند ظن عبدي بي، وأنا معه إذا ذكرني، فإن ذكرني في نفسه ذكرته في نفسي، وإن ذكرني في ملإ ذكرته في ملإ خير منهم».

อัลลอฮ์ตรัส (ในหะดิษกุดสี) ว่า «ข้าอยู่ตามที่บ่าวของข้าคาดคิดต่อข้า และข้าอยู่กับเขาเมื่อเขารำลึกถึงข้า หากเขารำลึกถึงข้าในใจของเขา ข้าก็จะรำลึกถึงเขาในตัวของข้า และหากเขารำลึกถึงข้าในหมู่ชน ข้าก็จะรำลึกถึงเขาในหมู่ชนที่ดีกว่าพวกเขา»

📎 ศอหีห์บุคอรี #7405 · ศอหีห์มุสลิม #2675 (จากอบูฮุร็อยเราะฮ์) ยืนยันแล้ว — บุคอรี #7405 · มุสลิม #2675 ตรวจสอบ ↗
เรียบเรียง

ส่วนที่ 53 อายะฮ์ 153–154 : ความอดทน การละหมาด และชะฮีดผู้ยังมีชีวิต

2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 153–154
  1. يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا اسْتَعِينُوا بِالصَّبْرِ وَالصَّلَاةِ ۚ إِنَّ اللَّهَ مَعَ الصَّابِرِينَ ยา อัยยุฮัลละซีนะ อามะนุสตะอีนู บิศเศาะบริ วัศเศาะลาติ อินนัลลอฮะ มะอัศศอบิรีน โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงขอความช่วยเหลือด้วยความอดทนและการละหมาดเถิด แท้จริงอัลลอฮ์ทรงอยู่ร่วมกับบรรดาผู้อดทน
  2. وَلَا تَقُولُوا لِمَن يُقْتَلُ فِي سَبِيلِ اللَّهِ أَمْوَاتٌ ۚ بَلْ أَحْيَاءٌ وَلَٰكِن لَّا تَشْعُرُونَ วะลา ตะกูลู ลิมัน ยุกตะลุ ฟี สะบีลิลลาฮิ อัมวาต บัล อะห์ยาอุน วะลากิน ลา ตัชอุรูน และพวกเจ้าอย่ากล่าวแก่ผู้ที่ถูกฆ่าในหนทางของอัลลอฮ์ว่า ‘เป็นผู้ตาย’ หามิได้ พวกเขายังมีชีวิตอยู่ แต่ทว่าพวกเจ้าไม่รู้สึก

“อิสตะอีนู บิศเศาะบริ วัศเศาะลาติ” — เครื่องมือเผชิญทุกความยากลำบากคือ ความอดทน (ศ็อบร์) และการละหมาด · และคำสัญญาอันทรงพลัง: “อินนัลลอฮะ มะอัศศอบิรีน” (อัลลอฮ์ทรงอยู่ร่วมกับผู้อดทน) — ด้วยการช่วยเหลือ ปกป้อง และชี้นำ

“วะลา ตะกูลู ลิมัน ยุกตะลุ ฟี สะบีลิลลาฮิ อัมวาต บัล อะห์ยาอ์”ชะฮีด (ผู้พลีชีพในหนทางอัลลอฮ์) ยังมีชีวิตอยู่ ณ ที่พระเจ้าของพวกเขา ได้รับริซกีและความสุข (ดังในอาลิอิมรอน 3:169) — เพียงแต่เราไม่อาจรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสในดุนยา · นี่คือการปลอบใจและให้เกียรติแก่ผู้เสียสละ

เรียบเรียง

อายะฮ์ 155–157 : การทดสอบ และดุอาอ์ของผู้ประสบเคราะห์

2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 155–157
  1. وَلَنَبْلُوَنَّكُم بِشَيْءٍ مِّنَ الْخَوْفِ وَالْجُوعِ وَنَقْصٍ مِّنَ الْأَمْوَالِ وَالْأَنفُسِ وَالثَّمَرَاتِ ۗ وَبَشِّرِ الصَّابِرِينَ วะละนับลุวันนะกุม บิชัยอิน มินัลเคาฟิ วัลญูอิ วะนักศิน มินัลอัมวาลิ วัลอันฟุสิ วัษษะมะรอต วะบัชชิริศศอบิรีน และแน่นอน เราจะทดสอบพวกเจ้าด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากความกลัว ความหิว การสูญเสียทรัพย์สิน ชีวิต และพืชผล และจงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้อดทน
  2. الَّذِينَ إِذَا أَصَابَتْهُم مُّصِيبَةٌ قَالُوا إِنَّا لِلَّهِ وَإِنَّا إِلَيْهِ رَاجِعُونَ อัลละซีนะ อิซา อะศอบัตฮุม มุศีบะตุน กอลู อินนา ลิลลาฮิ วะอินนา อิลัยฮิ รอญิอูน คือบรรดาผู้ที่เมื่อมีเคราะห์กรรมประสบแก่พวกเขา พวกเขากล่าวว่า ‘แท้จริงเราเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และแท้จริงเราจะกลับคืนสู่พระองค์’
  3. أُولَٰئِكَ عَلَيْهِمْ صَلَوَاتٌ مِّن رَّبِّهِمْ وَرَحْمَةٌ ۖ وَأُولَٰئِكَ هُمُ الْمُهْتَدُونَ อุลาอิกะ อะลัยฮิม เศาะละวาตุน มิน ร็อบบิฮิม วะเราะห์มะตุน วะอุลาอิกะ ฮุมุลมุฮ์ตะดูน ชนเหล่านั้น พวกเขาจะได้รับการสดุดีและความเมตตาจากพระผู้อภิบาลของพวกเขา และชนเหล่านั้นคือผู้ที่ได้รับทางนำ

อัลลอฮ์ทรงยืนยันว่าชีวิตในดุนยาคือ สนามทดสอบ: ด้วย ความกลัว · ความหิว · การสูญเสียทรัพย์ ชีวิต และพืชผล — เป็นสุนนะฮ์ (กฎ) ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ · แต่ทรงให้ ข่าวดีแก่ผู้อดทน ที่เมื่อประสบเคราะห์ก็กล่าว “อินนา ลิลลาฮิ วะอินนา อิลัยฮิ รอญิอูน” (เราเป็นของอัลลอฮ์ และจะกลับสู่พระองค์) — เป็นการยอมรับว่าทุกสิ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ที่ทรงให้ยืมมา · รางวัลของพวกเขาคือ การสดุดีและความเมตตาจากพระเจ้า และการได้รับทางนำ

หะดิษ ที่ 60 — ดุอาอ์เมื่อประสบเคราะห์ และรางวัลของผู้อดทน
ระดับ: ศอหีห์
ต้นฉบับอาหรับ

«ما من عبد تصيبه مصيبة فيقول: إنا لله وإنا إليه راجعون، اللهم أجرني في مصيبتي وأخلف لي خيرا منها، إلا أجره الله في مصيبته، وأخلف له خيرا منها».

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «ไม่มีบ่าวคนใดที่ประสบเคราะห์กรรม แล้วเขากล่าวว่า ‘อินนา ลิลลาฮิ วะอินนา อิลัยฮิ รอญิอูน โอ้อัลลอฮ์ ขอทรงตอบแทนข้าพระองค์ในเคราะห์กรรมนี้ และทรงทดแทนสิ่งที่ดีกว่าแก่ข้าพระองค์’ เว้นแต่อัลลอฮ์จะทรงตอบแทนเขาในเคราะห์กรรมนั้น และทรงประทานสิ่งที่ดีกว่าเป็นการทดแทน» (อุมมุสะละมะฮ์กล่าวดุอาอ์นี้เมื่ออบูสะละมะฮ์สามีเสียชีวิต ต่อมาอัลลอฮ์ทรงทดแทนด้วยการได้เป็นภรรยาของท่านนบี ﷺ)

📎 ศอหีห์มุสลิม #918 (จากอุมมุสะละมะฮ์) ยืนยันแล้ว — มุสลิม #918 ตรวจสอบ ↗
เรียบเรียง

ส่วนที่ 55 อายะฮ์ 158 : เศาะฟาและมัรวะฮ์ สัญลักษณ์ของอัลลอฮ์

2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 158
  1. إِنَّ الصَّفَا وَالْمَرْوَةَ مِن شَعَائِرِ اللَّهِ ۖ فَمَنْ حَجَّ الْبَيْتَ أَوِ اعْتَمَرَ فَلَا جُنَاحَ عَلَيْهِ أَن يَطَّوَّفَ بِهِمَا ۚ وَمَن تَطَوَّعَ خَيْرًا فَإِنَّ اللَّهَ شَاكِرٌ عَلِيمٌ อินนัศเศาะฟา วัลมัรวะตะ มิน ชะอาอิริลลาฮ์ ฟะมัน หัจญัลบัยตะ อะวิอ์ตะมะเราะ ฟะลา ญุนาหะ อะลัยฮิ อัน ยัฏเฏาวะฟะ บิฮิมา วะมัน ตะเฏาวะอะ ค็อยร็อน ฟะอินนัลลอฮะ ชากิรุน อะลีม แท้จริง (ภูเขา) เศาะฟาและมัรวะฮ์นั้นเป็นส่วนหนึ่งจากบรรดาสัญลักษณ์ (พิธีกรรม) ของอัลลอฮ์ ดังนั้นผู้ใดที่ประกอบพิธีหัจญ์หรืออุมเราะฮ์ ณ บ้าน (กะอบะฮ์) ก็ไม่มีบาปใด ๆ แก่เขาที่จะเดิน (สะแอ) ระหว่างทั้งสอง และผู้ใดที่อาสาทำความดี (โดยสมัครใจ) แท้จริงอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ตอบแทนความดี ผู้ทรงรอบรู้

เศาะฟาและมัรวะฮ์ คือเนินสองแห่งข้างกะอบะฮ์ที่ผู้ทำหัจญ์/อุมเราะฮ์ต้อง “สะแอ” (เดินไป-กลับ ๗ เที่ยว) — สืบเนื่องจากการวิ่งหาน้ำของนางฮาญัร มารดาของอิสมาอีล · อายะฮ์ระบุว่าทั้งสองเป็น “ชะอาอิรุลลอฮ์ (สัญลักษณ์ของอัลลอฮ์) สำนวน “ไม่มีบาป” มาเพื่อคลายความกังวลของเศาะหาบะฮ์บางกลุ่ม (ที่เคยเห็นการสะแอนี้ผูกกับรูปเจว็ดในยุคญาฮิลียะฮ์) — มิได้แปลว่าเป็นเพียงสิ่งที่ทำได้ แต่ การสะแอเป็นรุก่น (เสาหลัก) ของหัจญ์และอุมเราะฮ์

หะดิษ ที่ 61 — สาเหตุการประทาน — ความกังวลของอันศอรเรื่องการสะแอ
ระดับ: ศอหีห์ · มุตตะฟักอะลัยฮ์
ต้นฉบับอาหรับ

عن عائشة: كان الأنصار قبل أن يسلموا هم وغسان يهلون لمناة، فتحرجوا أن يطوفوا بين الصفا والمروة، فسألوا رسول الله صلى الله عليه وسلم عن ذلك، فأنزل الله: ﴿إن الصفا والمروة من شعائر الله﴾.

จากอาอิชะฮ์ ว่าชาวอันศอร (ก่อนเข้ารับอิสลาม) เคยกล่าวตัลบิยะฮ์เพื่อ เจว็ดมะนาต และรู้สึก ลำบากใจที่จะสะแอระหว่างเศาะฟากับมัรวะฮ์ (เพราะเคยผูกกับพิธีของเจว็ด) พวกเขาจึงถามท่านนบี ﷺ อัลลอฮ์จึงประทานอายะฮ์ “แท้จริงเศาะฟาและมัรวะฮ์เป็นส่วนหนึ่งจากสัญลักษณ์ของอัลลอฮ์”

📎 ศอหีห์บุคอรี #1643 · ศอหีห์มุสลิม #1277 (จากอาอิชะฮ์) ยืนยันแล้ว — บุคอรี #1643 ตรวจสอบ ↗
เรียบเรียง

อายะฮ์ 159–162 : โทษของการปกปิดความรู้ และการเตาบะฮ์

2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 159–162
  1. إِنَّ الَّذِينَ يَكْتُمُونَ مَا أَنزَلْنَا مِنَ الْبَيِّنَاتِ وَالْهُدَىٰ مِن بَعْدِ مَا بَيَّنَّاهُ لِلنَّاسِ فِي الْكِتَابِ ۙ أُولَٰئِكَ يَلْعَنُهُمُ اللَّهُ وَيَلْعَنُهُمُ اللَّاعِنُونَ อินนัลละซีนะ ยักตุมูนะ มา อันซัลนา มินัลบัยยินาติ วัลฮุดา มิน บะอ์ดิ มา บัยยันนาฮุ ลินนาสิ ฟิลกิตาบิ อุลาอิกะ ยัลอะนุฮุมุลลอฮุ วะยัลอะนุฮุมุลลาอินูน แท้จริงบรรดาผู้ที่ปกปิดสิ่งที่เราได้ประทานลงมา อันเป็นหลักฐานชัดแจ้งและทางนำ หลังจากที่เราได้ทำให้มันชัดเจนแก่มนุษย์แล้วในคัมภีร์ ชนเหล่านั้นแหละ อัลลอฮ์ทรงสาปแช่งพวกเขา และบรรดาผู้สาปแช่งก็สาปแช่งพวกเขาด้วย
  2. إِلَّا الَّذِينَ تَابُوا وَأَصْلَحُوا وَبَيَّنُوا فَأُولَٰئِكَ أَتُوبُ عَلَيْهِمْ ۚ وَأَنَا التَّوَّابُ الرَّحِيمُ อิลลัลละซีนะ ตาบู วะอัศละหู วะบัยยะนู ฟะอุลาอิกะ อะตูบุ อะลัยฮิม วะอะนัตเตาวาบุรฺเราะหีม เว้นแต่บรรดาผู้ที่สำนึกผิด (เตาบะฮ์) และปรับปรุงแก้ไข และเปิดเผย (ความจริง) ชนเหล่านั้น ข้าจะอภัยโทษให้แก่พวกเขา และข้าคือผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
  3. إِنَّ الَّذِينَ كَفَرُوا وَمَاتُوا وَهُمْ كُفَّارٌ أُولَٰئِكَ عَلَيْهِمْ لَعْنَةُ اللَّهِ وَالْمَلَائِكَةِ وَالنَّاسِ أَجْمَعِينَ อินนัลละซีนะ กะฟะรู วะมาตู วะฮุม กุฟฟารุน อุลาอิกะ อะลัยฮิม ละอ์นะตุลลาฮิ วัลมะลาอิกะติ วันนาสิ อัจญมะอีน แท้จริงบรรดาผู้ที่ปฏิเสธและตายลงในสภาพที่พวกเขาเป็นผู้ปฏิเสธ ชนเหล่านั้นแหละ การสาปแช่งของอัลลอฮ์ มะลาอิกะฮ์ และมนุษย์ทั้งมวลจะประสบแก่พวกเขา
  4. خَالِدِينَ فِيهَا ۖ لَا يُخَفَّفُ عَنْهُمُ الْعَذَابُ وَلَا هُمْ يُنظَرُونَ คอลิดีนะ ฟีฮา ลา ยุค็อฟฟะฟุ อันฮุมุลอะซาบุ วะลา ฮุม ยุนซ็อรูน โดยพำนักอยู่ในนั้น (การสาปแช่ง/นรก) ตลอดกาล การลงโทษจะไม่ถูกผ่อนเบาแก่พวกเขา และพวกเขาจะไม่ถูกประวิงเวลา

“อินนัลละซีนะ ยักตุมูนะ มา อันซัลนา…” — ผู้ที่ ปกปิดหลักฐานและทางนำที่อัลลอฮ์ประทาน (เช่น นักวิชาการยะฮูดที่ซ่อนคุณลักษณะของนบีมุหัมมัดและบทบัญญัติในคัมภีร์) ถูก สาปแช่งโดยอัลลอฮ์ มะลาอิกะฮ์ และทุกสรรพสิ่ง — เป็นคำเตือนหนักถึงผู้รู้ที่ซ่อนความจริง · แต่ประตูแห่งความเมตตายังเปิด: “อิลลัลละซีนะ ตาบู วะอัศละหู วะบัยยะนู” — ยกเว้นผู้ที่ เตาบะฮ์ · ปรับปรุงตัว · และเปิดเผยความจริงที่เคยปิด อัลลอฮ์ก็จะทรงอภัย · ส่วนผู้ที่ยืนกรานปฏิเสธจนสิ้นใจในสภาพกุฟร์ จะได้รับ การสาปแช่งนิรันดร์