ซูเราะฮ์อัลบากอเราะฮ์
البقرة
ตอนที่ 7 · อายะฮ์ 124–141 · อิบรอฮีม + กะอ์บะฮ์
ส่วนที่ 43 อายะฮ์ 124–125 : การทดสอบอิบรอฮีม อิมามัต และกะอบะฮ์
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 124–125
- وَإِذِ ابْتَلَىٰ إِبْرَاهِيمَ رَبُّهُ بِكَلِمَاتٍ فَأَتَمَّهُنَّ ۖ قَالَ إِنِّي جَاعِلُكَ لِلنَّاسِ إِمَامًا ۖ قَالَ وَمِن ذُرِّيَّتِي ۖ قَالَ لَا يَنَالُ عَهْدِي الظَّالِمِينَ วะอิซิบตะลา อิบรอฮีมะ ร็อบบุฮู บิกะลิมาติน ฟะอะตัมมะฮุนนะ กอละ อินนี ญาอิลุกะ ลินนาสิ อิมามา กอละ วะมิน ซุรฺรียยะตี กอละ ลา ยะนาลุ อะฮ์ดิซซอลิมีน และจงรำลึกเมื่อพระผู้อภิบาลของอิบรอฮีมได้ทดสอบเขาด้วยพระบัญชาหลายประการ แล้วเขาก็ปฏิบัติจนครบถ้วน พระองค์ตรัสว่า ‘แท้จริงข้าจะแต่งตั้งเจ้าให้เป็นผู้นำ (อิมาม) สำหรับมนุษยชาติ’ เขากล่าวว่า ‘และจากลูกหลานของข้าพระองค์ด้วย’ พระองค์ตรัสว่า ‘สัญญาของข้าจะไม่ครอบคลุมถึงบรรดาผู้อธรรม’
- وَإِذْ جَعَلْنَا الْبَيْتَ مَثَابَةً لِّلنَّاسِ وَأَمْنًا وَاتَّخِذُوا مِن مَّقَامِ إِبْرَاهِيمَ مُصَلًّى ۖ وَعَهِدْنَا إِلَىٰ إِبْرَاهِيمَ وَإِسْمَاعِيلَ أَن طَهِّرَا بَيْتِيَ لِلطَّائِفِينَ وَالْعَاكِفِينَ وَالرُّكَّعِ السُّجُودِ วะอิซ ญะอัลนัลบัยตะ มะษาบะตัน ลินนาสิ วะอัมนัน วัตตะคิซู มิน มะกอมิ อิบรอฮีมะ มุศ็อลลา วะอะฮิดนา อิลา อิบรอฮีมะ วะอิสมาอีละ อัน ฏ็อฮฮิรอ บัยติยะ ลิฏฏออิฟีนะ วัลอากิฟีนะ วัรฺรุกกะอิสสุญูด และจงรำลึกเมื่อเราได้ทำให้บ้าน (กะอบะฮ์) เป็นที่กลับมา (ชุมนุม) สำหรับมนุษย์และเป็นที่ปลอดภัย และพวกเจ้าจงยึดเอา ณ มะกอมอิบรอฮีมเป็นที่ละหมาด และเราได้สั่งเสียแก่อิบรอฮีมและอิสมาอีลว่า ‘เจ้าทั้งสองจงชำระบ้านของข้าให้สะอาด สำหรับบรรดาผู้เฏาะวาฟ ผู้พำนัก (เอี๊ยะติกาฟ) และบรรดาผู้รุกูอ์สุญูด’
อายะฮ์ 124 — บททดสอบ อิมามัต และ “ผู้อธรรมไม่ได้ตำแหน่งนำ”
อัลลอฮ์ทรง ทดสอบนบีอิบรอฮีม ด้วย “กะลิมาต (พระบัญชา/บทบัญญัติหลายประการ)” และท่าน ปฏิบัติจนครบถ้วน (ฟะอะตัมมะฮุนนะ) ดังอายะฮ์ “วะอิบรอฮีมัลละซี วัฟฟา (อิบรอฮีมผู้ปฏิบัติครบ)” (อันนัจญ์ม์ 53:37) · สะลัฟตีความ “กะลิมาต” หลากหลาย: บททดสอบเรื่องดวงดาว/ดวงอาทิตย์/ดวงจันทร์ · การเชือดบุตร · การเข้าสุหนัตและสุนนะฮ์ฟิฏเราะฮ์ · การฮิจญ์เราะฮ์ · หรืออายะฮ์ถัด ๆ ไป (อิมามัต สร้างบัยต์ ดุอาอ์) — อิบนุกะษีรเลือกว่า ครอบคลุมทั้งหมด · ท่านจึงได้ตำแหน่ง “อิมามสำหรับมนุษยชาติ” (แบบอย่างในเตาหีดที่ผู้คนยึดตาม)
เมื่อท่านขอให้ ลูกหลานได้ตำแหน่งนี้ด้วย อัลลอฮ์ตอบรับ (จึงทรงให้นบูวะฮ์และคัมภีร์อยู่ในเชื้อสายของท่าน อัลอันกะบูต 29:27) แต่ทรงวางเงื่อนไข “ลา ยะนาลุ อะฮ์ดิซซอลิมีน” — ตำแหน่งอิมามะฮ์/สัญญาของอัลลอฮ์จะไม่ตกแก่ผู้อธรรม (มุชริก/ผู้ฝ่าฝืน) · มุญาฮิดว่า “จะไม่มีอิมามอธรรมที่ควรยึดตาม” · หลักการที่ต่อยอด: “ลา ฏออะตะ ฟี มะอ์ศิยะฮ์ (ไม่มีการเชื่อฟังในการฝ่าฝืน)”
อายะฮ์ 125 — กะอ์บะฮ์ มะกอมอิบรอฮีม และการชำระบ้าน
“มะษาบะฮ์” — กะอ์บะฮ์เป็น ที่ที่ดวงใจโหยหากลับมาไม่รู้เบื่อ (ผู้คนมาแล้วกลับ แล้วกลับมาอีกทุกปี — เป็นการตอบดุอาอ์ของอิบรอฮีม “ฟัจญอัล อัฟอิดะตัน มินันนาสิ ตะฮ์วี อิลัยฮิม” อิบรอฮีม 14:37) · “อัมนัน” — ที่ปลอดภัย: ผู้เข้าไปย่อมปลอดภัย (แม้ในญาฮิลียะฮ์ ผู้พบฆาตกรของบิดาในหะรอมก็ไม่ทำร้าย) · “วัตตะคิซู มิน มะกอมิ อิบรอฮีมะ มุศ็อลลา” — มะกอมอิบรอฮีมคือ ก้อนหินที่อิบรอฮีมยืนขณะก่อกำแพงกะอ์บะฮ์ (อิสมาอีลส่งหินให้) ยังปรากฏรอยเท้าท่าน · อุมัรเป็นผู้ย้ายมะกอมมาไว้ ณ ตำแหน่งปัจจุบัน · “ฏ็อฮฮิรอ บัยติยะ” — ทรงสั่งอิบรอฮีมและอิสมาอีลให้ ชำระบ้านให้สะอาด (จากชิริกและสิ่งโสโครก) เพื่อผู้เฏาะวาฟ ผู้เอี๊ยะติกาฟ และผู้ละหมาด
ต้นฉบับอาหรับ
قال عمر: وافقت ربي في ثلاث… قلت: يا رسول الله، لو اتخذنا من مقام إبراهيم مصلى، فنزلت: ﴿واتخذوا من مقام إبراهيم مصلى﴾.
อุมัร บิน อัลค็อฏฏอบกล่าวว่า «ฉันได้เห็นพ้องกับพระผู้อภิบาลของฉันในสามเรื่อง … ฉันกล่าวว่า ‘โอ้เราะซูลุลลอฮ์ หากเรายึดเอามะกอมอิบรอฮีมเป็นที่ละหมาดก็คงดี’ แล้วอายะฮ์นี้ก็ถูกประทานลงมา “และพวกเจ้าจงยึดเอา ณ มะกอมอิบรอฮีมเป็นที่ละหมาด”»
อายะฮ์ 126–129 : ดุอาอ์ของอิบรอฮีม และการขอนบีท่านสุดท้าย
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 126–129
- وَإِذْ قَالَ إِبْرَاهِيمُ رَبِّ اجْعَلْ هَٰذَا بَلَدًا آمِنًا وَارْزُقْ أَهْلَهُ مِنَ الثَّمَرَاتِ مَنْ آمَنَ مِنْهُم بِاللَّهِ وَالْيَوْمِ الْآخِرِ ۖ قَالَ وَمَن كَفَرَ فَأُمَتِّعُهُ قَلِيلًا ثُمَّ أَضْطَرُّهُ إِلَىٰ عَذَابِ النَّارِ ۖ وَبِئْسَ الْمَصِيرُ วะอิซ กอละ อิบรอฮีมุ ร็อบบิจญอัล ฮาซา บะละดัน อามินัน วัรซุก อะฮ์ละฮู มินัษษะมะรอติ มัน อามะนะ มินฮุม บิลลาฮิ วัลเยามิลอาคิร กอละ วะมัน กะฟะเราะ ฟะอุมัตติอุฮู เกาะลีลัน ษุมมะ อัฎฏ็อรฺรุฮู อิลา อะซาบินนาริ วะบิอ์สัลมะศีร และจงรำลึกเมื่ออิบรอฮีมกล่าวว่า ‘โอ้พระผู้อภิบาลของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงทำให้ที่นี่เป็นเมืองที่ปลอดภัย และประทานปัจจัยยังชีพจากพืชผลแก่ชาวเมืองนี้ เฉพาะผู้ที่ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลกในหมู่พวกเขา’ พระองค์ตรัสว่า ‘และผู้ใดปฏิเสธ ข้าก็จะให้เขาเสวยสุขเพียงชั่วครู่ แล้วข้าจะบีบบังคับเขาไปสู่การลงโทษแห่งไฟนรก และมันเป็นทางกลับที่ชั่วช้ายิ่ง’
- وَإِذْ يَرْفَعُ إِبْرَاهِيمُ الْقَوَاعِدَ مِنَ الْبَيْتِ وَإِسْمَاعِيلُ رَبَّنَا تَقَبَّلْ مِنَّا ۖ إِنَّكَ أَنتَ السَّمِيعُ الْعَلِيمُ วะอิซ ยัรฟะอุ อิบรอฮีมุลเกาะวาอิดะ มินัลบัยติ วะอิสมาอีลุ ร็อบบะนา ตะก็อบบัล มินนา อินนะกะ อันตัสสะมีอุลอะลีม และจงรำลึกเมื่ออิบรอฮีมและอิสมาอีลกำลังก่อฐานรากของบ้าน (กะอบะฮ์) ให้สูงขึ้น (พลางวิงวอนว่า) ‘โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ขอพระองค์ทรงรับ (การงานนี้) จากเราด้วยเถิด แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้’
- رَبَّنَا وَاجْعَلْنَا مُسْلِمَيْنِ لَكَ وَمِن ذُرِّيَّتِنَا أُمَّةً مُّسْلِمَةً لَّكَ وَأَرِنَا مَنَاسِكَنَا وَتُبْ عَلَيْنَا ۖ إِنَّكَ أَنتَ التَّوَّابُ الرَّحِيمُ ร็อบบะนา วัจญอัลนา มุสลิมัยนิ ละกะ วะมิน ซุรฺรียยะตินา อุมมะตัน มุสลิมะตัน ละกะ วะอะรินา มะนาสิกะนา วะตุบ อะลัยนา อินนะกะ อันตัตเตาวาบุรฺเราะหีม ‘โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ขอพระองค์ทรงทำให้เราทั้งสองเป็นผู้นอบน้อม (มุสลิม) ต่อพระองค์ และทรงทำให้ลูกหลานของเราเป็นประชาชาติที่นอบน้อมต่อพระองค์ และทรงแสดงแก่เราซึ่งพิธีการ (หัจญ์) ของเรา และทรงอภัยโทษแก่เรา แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้อภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ’
- رَبَّنَا وَابْعَثْ فِيهِمْ رَسُولًا مِّنْهُمْ يَتْلُو عَلَيْهِمْ آيَاتِكَ وَيُعَلِّمُهُمُ الْكِتَابَ وَالْحِكْمَةَ وَيُزَكِّيهِمْ ۚ إِنَّكَ أَنتَ الْعَزِيزُ الْحَكِيمُ ร็อบบะนา วับอัษ ฟีฮิม เราะสูลัน มินฮุม ยัตลู อะลัยฮิม อายาติกะ วะยุอัลลิมุฮุมุลกิตาบะ วัลหิกมะตะ วะยุซักกีฮิม อินนะกะ อันตัลอะซีซุลหะกีม ‘โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ขอพระองค์ทรงส่งรอซูลผู้หนึ่งจากพวกเขาเองไปในหมู่พวกเขา ที่จะอ่านโองการทั้งหลายของพระองค์แก่พวกเขา และสอนคัมภีร์และวิทยปัญญาแก่พวกเขา และขัดเกลาพวกเขาให้บริสุทธิ์ แท้จริงพระองค์ทรงเป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงปรีชาญาณ’
อิบรอฮีมวิงวอนขอให้ มักกะฮ์เป็นเมืองปลอดภัยและมีริซกี — ขอเฉพาะแก่ ผู้ศรัทธา แต่อัลลอฮ์ทรงเพิ่มด้วยความเมตตาว่า แม้ผู้ปฏิเสธก็จะได้เสวยสุขชั่วคราวในดุนยา (ก่อนการลงโทษในอาคิเราะฮ์) · ขณะ ก่อสร้างกะอบะฮ์ ท่านและอิสมาอีลวิงวอนอย่างนอบน้อมให้ อัลลอฮ์ทรงรับการงาน · แล้วขอ ๓ สิ่งอันเป็นแก่นสาร: (๑) ให้เป็นมุสลิมและมีลูกหลานเป็นอุมมะฮ์มุสลิม · (๒) สอนพิธีหัจญ์และทรงอภัย · (๓) “วับอัษ ฟีฮิม เราะสูลัน มินฮุม” — ขอ ส่งรอซูลจากพวกเขาเอง ที่จะสอนคัมภีร์ วิทยปัญญา และขัดเกลาพวกเขา
ส่วนที่ 45 อายะฮ์ 130–132 : มิลละฮ์อิบรอฮีม และการตายในสภาพมุสลิม
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 130–132
- وَمَن يَرْغَبُ عَن مِّلَّةِ إِبْرَاهِيمَ إِلَّا مَن سَفِهَ نَفْسَهُ ۚ وَلَقَدِ اصْطَفَيْنَاهُ فِي الدُّنْيَا ۖ وَإِنَّهُ فِي الْآخِرَةِ لَمِنَ الصَّالِحِينَ วะมัน ยัรเฆาะบุ อัน มิลละติ อิบรอฮีมะ อิลลา มัน สะฟิฮะ นัฟสะฮู วะละเกาะดิศเฏาะฟัยนาฮุ ฟิดดุนยา วะอินนะฮู ฟิลอาคิเราะติ ละมินัศศอลิหีน และผู้ใดเล่าจะเมินหน้าจากศาสนา (มิลละฮ์) ของอิบรอฮีม นอกจากผู้ที่ทำให้ตัวเองโง่เขลา และแน่นอน เราได้คัดเลือกเขาไว้ในโลกนี้ และแท้จริงในปรโลกเขาอยู่ในหมู่คนดีอย่างแน่นอน
- إِذْ قَالَ لَهُ رَبُّهُ أَسْلِمْ ۖ قَالَ أَسْلَمْتُ لِرَبِّ الْعَالَمِينَ อิซ กอละ ละฮู ร็อบบุฮู อัสลิม กอละ อัสลัมตุ ลิร็อบบิลอาละมีน เมื่อพระผู้อภิบาลของเขาได้ตรัสแก่เขาว่า ‘จงนอบน้อม (อัสลิม)’ เขากล่าวว่า ‘ข้าพระองค์ขอนอบน้อมต่อพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก’
- وَوَصَّىٰ بِهَا إِبْرَاهِيمُ بَنِيهِ وَيَعْقُوبُ يَا بَنِيَّ إِنَّ اللَّهَ اصْطَفَىٰ لَكُمُ الدِّينَ فَلَا تَمُوتُنَّ إِلَّا وَأَنتُم مُّسْلِمُونَ วะวัศศอ บิฮา อิบรอฮีมุ บะนีฮิ วะยะอ์กูบุ ยา บะนิยยะ อินนัลลอฮัศเฏาะฟา ละกุมุดดีนะ ฟะลา ตะมูตุนนะ อิลลา วะอันตุม มุสลิมูน และอิบรอฮีมได้สั่งเสียมัน (ศาสนานี้) แก่ลูก ๆ ของเขา และยะอ์กูบก็เช่นกัน (โดยกล่าวว่า) ‘โอ้ลูก ๆ ของฉัน แท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงคัดเลือกศาสนา (อิสลาม) นี้ให้แก่พวกเจ้าแล้ว ดังนั้นพวกเจ้าจงอย่าตายเป็นอันขาด เว้นแต่ในสภาพที่พวกเจ้าเป็นมุสลิม (ผู้นอบน้อม)’
“วะมัน ยัรเฆาะบุ อัน มิลละติ อิบรอฮีมะ อิลลา มัน สะฟิฮะ นัฟสะฮู” — ผู้ที่หันหลังให้ “มิลละฮ์ (แนวทาง) ของอิบรอฮีม” คือผู้ที่ทำให้ตัวเองโง่เขลา เพราะแนวทางของท่านคือ เตาหีดบริสุทธิ์ ที่อัลลอฮ์ทรงคัดเลือก · แก่นของมิลละฮ์นี้ปรากฏในคำตอบของอิบรอฮีมเมื่อถูกสั่งให้ “อัสลิม (จงนอบน้อม)” ท่านตอบทันทีว่า “อัสลัมตุ ลิร็อบบิลอาละมีน” — นี่คือความหมายแท้ของ “อิสลาม” (การมอบตนต่ออัลลอฮ์)
ทั้งอิบรอฮีมและยะอ์กูบ สั่งเสียลูกหลาน ให้ยึดมั่นในศาสนานี้ และ “ฟะลา ตะมูตุนนะ อิลลา วะอันตุม มุสลิมูน” (อย่าตายเว้นแต่ในสภาพมุสลิม) — คือให้รักษาอีมานให้มั่นคงจนวาระสุดท้าย
ต้นฉบับอาหรับ
«من كان آخر كلامه لا إله إلا الله دخل الجنة».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «ผู้ใดที่คำพูดสุดท้ายของเขาคือ ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์) เขาจะได้เข้าสวรรค์»
อายะฮ์ 133–134 : วะศียะฮ์ของยะอ์กูบ และประชาชาติที่ล่วงไป
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 133–134
- أَمْ كُنتُمْ شُهَدَاءَ إِذْ حَضَرَ يَعْقُوبَ الْمَوْتُ إِذْ قَالَ لِبَنِيهِ مَا تَعْبُدُونَ مِن بَعْدِي قَالُوا نَعْبُدُ إِلَٰهَكَ وَإِلَٰهَ آبَائِكَ إِبْرَاهِيمَ وَإِسْمَاعِيلَ وَإِسْحَاقَ إِلَٰهًا وَاحِدًا وَنَحْنُ لَهُ مُسْلِمُونَ อัม กุนตุม ชุฮะดาอะ อิซ หะเฎาะเราะ ยะอ์กูบัลเมาตุ อิซ กอละ ลิบะนีฮิ มา ตะอ์บุดูนะ มิน บะอ์ดี กอลู นะอ์บุดุ อิลาฮะกะ วะอิลาฮะ อาบาอิกะ อิบรอฮีมะ วะอิสมาอีละ วะอิสหาเกาะ อิลาฮัน วาหิดัน วะนะห์นุ ละฮู มุสลิมูน หรือพวกเจ้าได้อยู่เป็นพยานเมื่อความตายมาถึงยะอ์กูบ ขณะที่เขากล่าวแก่ลูก ๆ ของเขาว่า ‘พวกเจ้าจะเคารพภักดีสิ่งใดหลังจากฉัน (จากไป)’ พวกเขากล่าวว่า ‘เราจะเคารพภักดีพระเจ้าของท่าน และพระเจ้าแห่งบรรพบุรุษของท่าน คือ อิบรอฮีม อิสมาอีล และอิสหาก พระเจ้าองค์เดียว และเราเป็นผู้นอบน้อมต่อพระองค์’
- تِلْكَ أُمَّةٌ قَدْ خَلَتْ ۖ لَهَا مَا كَسَبَتْ وَلَكُم مَّا كَسَبْتُمْ ۖ وَلَا تُسْأَلُونَ عَمَّا كَانُوا يَعْمَلُونَ ติลกะ อุมมะตุน ก็อด เคาะลัต ละฮา มา กะสะบัต วะละกุม มา กะสับตุม วะลา ตุสอะลูนะ อัมมา กานู ยะอ์มะลูน นั่นคือประชาชาติที่ล่วงลับไปแล้ว สำหรับพวกเขาคือสิ่งที่พวกเขาได้ขวนขวายไว้ และสำหรับพวกเจ้าคือสิ่งที่พวกเจ้าได้ขวนขวายไว้ และพวกเจ้าจะไม่ถูกสอบถามถึงสิ่งที่พวกเขาได้กระทำ
อายะฮ์นี้หักล้างยะฮูดที่อ้างว่าตนอยู่บนศาสนาของยะอ์กูบ ด้วยการเผย ฉากก่อนสิ้นใจของยะอ์กูบ: ท่านถามลูก ๆ ว่า “พวกเจ้าจะภักดีสิ่งใดหลังจากฉัน?” — สิ่งที่พ่อผู้เป็นนบีห่วงที่สุดในวาระสุดท้ายคือ เตาหีด · ลูก ๆ ตอบยืนยันการภักดีต่อ “พระเจ้าองค์เดียว” และการเป็น มุสลิม (ผู้นอบน้อม) — พิสูจน์ว่าศาสนาของบรรพบุรุษคืออิสลาม (เตาหีด) ไม่ใช่ยิวหรือคริสต์ที่เกิดภายหลัง
“ติลกะ อุมมะตุน ก็อด เคาะลัต…” — แล้วปิดด้วยหลักการสำคัญ: นั่นคือประชาชาติที่ล่วงไปแล้ว แต่ละคนรับผิดชอบการงานของตน · การอ้างว่าเป็นลูกหลานของบรรดานบีจะไม่เป็นประโยชน์หากไม่ปฏิบัติตามแนวทางของพวกเขา — เชื้อสายไม่ช่วย การงานต่างหากที่นับ
ส่วนที่ 47 อายะฮ์ 135–137 : มิลละฮ์อิบรอฮีม และการศรัทธาต่อนบีทุกท่าน
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 135–137
- وَقَالُوا كُونُوا هُودًا أَوْ نَصَارَىٰ تَهْتَدُوا ۗ قُلْ بَلْ مِلَّةَ إِبْرَاهِيمَ حَنِيفًا ۖ وَمَا كَانَ مِنَ الْمُشْرِكِينَ วะกอลู กูนู ฮูดัน เอา นะศอรอ ตะฮ์ตะดู กุล บัล มิลละตะ อิบรอฮีมะ หะนีฟา วะมา กานะ มินัลมุชริกีน และพวกเขากล่าวว่า ‘จงเป็นยิวหรือคริสต์เถิด แล้วพวกท่านจะได้รับทางนำ’ จงกล่าวเถิด (มุหัมมัด) ‘หามิได้ แต่ (เราตาม) แนวทางของอิบรอฮีมผู้เที่ยงตรง (หะนีฟ) และเขามิได้เป็นผู้หนึ่งในหมู่ผู้ตั้งภาคี’
- قُولُوا آمَنَّا بِاللَّهِ وَمَا أُنزِلَ إِلَيْنَا وَمَا أُنزِلَ إِلَىٰ إِبْرَاهِيمَ وَإِسْمَاعِيلَ وَإِسْحَاقَ وَيَعْقُوبَ وَالْأَسْبَاطِ وَمَا أُوتِيَ مُوسَىٰ وَعِيسَىٰ وَمَا أُوتِيَ النَّبِيُّونَ مِن رَّبِّهِمْ لَا نُفَرِّقُ بَيْنَ أَحَدٍ مِّنْهُمْ وَنَحْنُ لَهُ مُسْلِمُونَ กูลู อามันนา บิลลาฮิ วะมา อุนซิละ อิลัยนา วะมา อุนซิละ อิลา อิบรอฮีมะ วะอิสมาอีละ วะอิสหาเกาะ วะยะอ์กูบะ วัลอัสบาฏิ วะมา อูติยะ มูซา วะอีซา วะมา อูติยันนะบียูนะ มิน ร็อบบิฮิม ลา นุฟัรฺริกุ บัยนะ อะหะดิน มินฮุม วะนะห์นุ ละฮู มุสลิมูน พวกเจ้าจงกล่าวเถิดว่า ‘เราศรัทธาต่ออัลลอฮ์ และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่เรา และสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่อิบรอฮีม อิสมาอีล อิสหาก ยะอ์กูบ และวงศ์วาน (อัสบาฏ) และสิ่งที่ถูกประทานแก่มูซาและอีซา และสิ่งที่บรรดานบีได้รับจากพระผู้อภิบาลของพวกเขา เรามิได้แบ่งแยกระหว่างท่านหนึ่งท่านใดในหมู่พวกเขา และเราเป็นผู้นอบน้อมต่อพระองค์’
- فَإِنْ آمَنُوا بِمِثْلِ مَا آمَنتُم بِهِ فَقَدِ اهْتَدَوا ۖ وَّإِن تَوَلَّوْا فَإِنَّمَا هُمْ فِي شِقَاقٍ ۖ فَسَيَكْفِيكَهُمُ اللَّهُ ۚ وَهُوَ السَّمِيعُ الْعَلِيمُ ฟะอิน อามะนู บิมิษลิ มา อามันตุม บิฮี ฟะเกาะดิฮ์ตะเดา วะอิน ตะวัลเลา ฟะอินนะมา ฮุม ฟี ชิกอก ฟะสะยักฟีกะฮุมุลลอฮ์ วะฮุวัสสะมีอุลอะลีม ดังนั้น หากพวกเขาศรัทธาเยี่ยงที่พวกเจ้าศรัทธา แน่นอนพวกเขาก็ได้รับทางนำ แต่ถ้าพวกเขาผินหลังให้ แท้จริงพวกเขาก็อยู่ในความแตกแยก ดังนั้นอัลลอฮ์จะทรงคุ้มครองเจ้าให้พ้นจากพวกเขา และพระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้
ยะฮูดและคริสต์เชิญชวนให้เข้าศาสนาของตน แต่อัลลอฮ์ทรงให้ตอบว่า “บัล มิลละตะ อิบรอฮีมะ หะนีฟา” — เราตาม แนวทางของอิบรอฮีมผู้เที่ยงตรง (หะนีฟ) ผู้บริสุทธิ์จากชิริก · แล้วสอน คำประกาศอีมานที่ครอบคลุม (อายะฮ์ 136): ศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวะฮ์ยูที่ประทานแก่ บรรดานบีทุกท่าน โดย “ลา นุฟัรฺริกุ บัยนะ อะหะดิน มินฮุม” (ไม่แบ่งแยกศรัทธาระหว่างนบีท่านใด) — ต่างจากยะฮูดที่ปฏิเสธอีซาและมุหัมมัด และคริสต์ที่ปฏิเสธมุหัมมัด
ต้นฉบับอาหรับ
«لا تخيروني على موسى، فإن الناس يصعقون يوم القيامة فأكون أول من يفيق، فإذا موسى باطش بجانب العرش…».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «อย่ายกฉันข่ม (เหนือ) มูซา เพราะในวันกิยามะฮ์ผู้คนจะสลบไป แล้วฉันจะเป็นคนแรกที่ฟื้น ทันใดนั้นก็พบว่ามูซากำลังยึดข้างบัลลังก์อยู่ …» (ท่านนบีสอนมิให้ยกนบีท่านหนึ่งข่มอีกท่านในเชิงดูแคลน)
อายะฮ์ 138–141 : ศิบเฆาะฮ์ของอัลลอฮ์ และปิดบทอิบรอฮีม
2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 138–141
- صِبْغَةَ اللَّهِ ۖ وَمَنْ أَحْسَنُ مِنَ اللَّهِ صِبْغَةً ۖ وَنَحْنُ لَهُ عَابِدُونَ ศิบเฆาะตัลลอฮ์ วะมัน อะห์สะนุ มินัลลอฮิ ศิบเฆาะฮ์ วะนะห์นุ ละฮู อาบิดูน (นี่คือ) ศาสนา (การย้อมสี — ศิบเฆาะฮ์) ของอัลลอฮ์ และผู้ใดเล่าจะย้อมสี (วางศาสนา) ได้ดีกว่าอัลลอฮ์ และเราเป็นผู้เคารพภักดีต่อพระองค์
- قُلْ أَتُحَاجُّونَنَا فِي اللَّهِ وَهُوَ رَبُّنَا وَرَبُّكُمْ وَلَنَا أَعْمَالُنَا وَلَكُمْ أَعْمَالُكُمْ وَنَحْنُ لَهُ مُخْلِصُونَ กุล อะตุหาจญูนะนา ฟิลลาฮิ วะฮุวะ ร็อบบุนา วะร็อบบุกุม วะละนา อะอ์มาลุนา วะละกุม อะอ์มาลุกุม วะนะห์นุ ละฮู มุคลิศูน จงกล่าวเถิด ‘พวกท่านจะโต้แย้งกับเราในเรื่องของอัลลอฮ์กระนั้นหรือ ทั้งที่พระองค์คือพระผู้อภิบาลของเราและของพวกท่าน สำหรับเราคือการงานของเรา และสำหรับพวกท่านคือการงานของพวกท่าน และเราเป็นผู้บริสุทธิ์ใจต่อพระองค์’
- أَمْ تَقُولُونَ إِنَّ إِبْرَاهِيمَ وَإِسْمَاعِيلَ وَإِسْحَاقَ وَيَعْقُوبَ وَالْأَسْبَاطَ كَانُوا هُودًا أَوْ نَصَارَىٰ ۗ قُلْ أَأَنتُمْ أَعْلَمُ أَمِ اللَّهُ ۗ وَمَنْ أَظْلَمُ مِمَّن كَتَمَ شَهَادَةً عِندَهُ مِنَ اللَّهِ ۗ وَمَا اللَّهُ بِغَافِلٍ عَمَّا تَعْمَلُونَ อัม ตะกูลูนะ อินนะ อิบรอฮีมะ วะอิสมาอีละ วะอิสหาเกาะ วะยะอ์กูบะ วัลอัสบาฏะ กานู ฮูดัน เอา นะศอรอ กุล อะอันตุม อะอ์ละมุ อะมิลลาฮ์ วะมัน อัซละมุ มิมมัน กะตะมะ ชะฮาดะตัน อินดะฮู มินัลลาฮ์ วะมัลลอฮุ บิฆอฟิลิน อัมมา ตะอ์มะลูน หรือพวกท่านจะกล่าวว่า แท้จริงอิบรอฮีม อิสมาอีล อิสหาก ยะอ์กูบ และวงศ์วาน เป็นยิวหรือคริสต์ จงกล่าวเถิด ‘พวกท่านรู้ดีกว่าหรืออัลลอฮ์ทรงรู้ดีกว่า’ และผู้ใดเล่าจะอธรรมยิ่งไปกว่าผู้ที่ปกปิดหลักฐาน (ในคัมภีร์) ที่เขามีอยู่จากอัลลอฮ์ และอัลลอฮ์มิได้ทรงเผลอต่อสิ่งที่พวกท่านกระทำ
- تِلْكَ أُمَّةٌ قَدْ خَلَتْ ۖ لَهَا مَا كَسَبَتْ وَلَكُم مَّا كَسَبْتُمْ ۖ وَلَا تُسْأَلُونَ عَمَّا كَانُوا يَعْمَلُونَ ติลกะ อุมมะตุน ก็อด เคาะลัต ละฮา มา กะสะบัต วะละกุม มา กะสับตุม วะลา ตุสอะลูนะ อัมมา กานู ยะอ์มะลูน นั่นคือประชาชาติที่ล่วงลับไปแล้ว สำหรับพวกเขาคือสิ่งที่พวกเขาได้ขวนขวายไว้ และสำหรับพวกเจ้าคือสิ่งที่พวกเจ้าได้ขวนขวายไว้ และพวกเจ้าจะไม่ถูกสอบถามถึงสิ่งที่พวกเขาได้กระทำ
“ศิบเฆาะตัลลอฮ์” — อิสลามคือ “การย้อมสี (ศิบเฆาะฮ์) ของอัลลอฮ์” ที่ซึมลึกในหัวใจ (ต่างจากพิธีจุ่มน้ำล้างบาปของคริสต์ที่เป็นเพียงภายนอก) และไม่มีสิ่งใดดีกว่าศาสนาที่อัลลอฮ์ทรงวาง · แล้วหักล้างการโต้เถียงของชาวคัมภีร์ และย้ำอีกครั้งว่าการอ้าง อิบรอฮีมและบรรดานบีว่าเป็นยิวหรือคริสต์เป็นเท็จ (เพราะยิว/คริสต์เกิดหลังพวกเขา) — และผู้ที่ ปกปิดหลักฐานในคัมภีร์ (เรื่องเตาหีดและคุณลักษณะนบีมุหัมมัด) คือผู้อธรรมที่สุด · ปิดบทด้วย บทซ้ำ (เหมือนอายะฮ์ 134): แต่ละคนรับผิดชอบการงานของตน