← ดัชนีซูเราะฮ์
2

ซูเราะฮ์อัลบากอเราะฮ์

البقرة

ตอนที่ 10 · อายะฮ์ 188–203 · ญิฮาด + หัจญ์

  • บทที่ 2
  • 286 อายะฮ์
  • มะดะนียะฮ์
  • กำลังตรวจ
📖 อ่านต้นฉบับอาหรับ (ฉบับซามี)
เรียบเรียง

ส่วนที่ 68 อายะฮ์ 188–189 : ทรัพย์มิชอบ/สินบน และดวงจันทร์เสี้ยว

2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 188–189
  1. وَلَا تَأْكُلُوا أَمْوَالَكُم بَيْنَكُم بِالْبَاطِلِ وَتُدْلُوا بِهَا إِلَى الْحُكَّامِ لِتَأْكُلُوا فَرِيقًا مِّنْ أَمْوَالِ النَّاسِ بِالْإِثْمِ وَأَنتُمْ تَعْلَمُونَ วะลา ตะอ์กุลู อัมวาละกุม บัยนะกุม บิลบาฏิลิ วะตุดลู บิฮา อิลัลหุกกามิ ลิตะอ์กุลู ฟะรีก็อน มิน อัมวาลินนาสิ บิลอิษมิ วะอันตุม ตะอ์ละมูน และพวกเจ้าอย่ากินทรัพย์สินระหว่างพวกเจ้าเองโดยมิชอบ และ (อย่า) นำมันไปยัง (ติดสินบน) บรรดาผู้ปกครอง (ผู้พิพากษา) เพื่อที่พวกเจ้าจะได้กินส่วนหนึ่งของทรัพย์สินผู้อื่นด้วยความผิดบาป โดยที่พวกเจ้ารู้อยู่
  2. يَسْأَلُونَكَ عَنِ الْأَهِلَّةِ قُلْ هِيَ مَوَاقِيتُ لِلنَّاسِ وَالْحَجِّ وَلَيْسَ الْبِرُّ بِأَن تَأْتُوا الْبُيُوتَ مِن ظُهُورِهَا وَلَٰكِنَّ الْبِرَّ مَنِ اتَّقَىٰ وَأْتُوا الْبُيُوتَ مِنْ أَبْوَابِهَا وَاتَّقُوا اللَّهَ لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُونَ ยัสอะลูนะกะ อะนิลอะฮิลละฮ์ กุล ฮิยะ มะวากีตุ ลินนาสิ วัลหัจญ์ วะลัยสัลบิรฺรุ บิอัน ตะอ์ตุลบุยูตะ มิน ซุฮูริฮา วะลากินนัลบิรฺเราะ มะนิตตะกอ วะอ์ตุลบุยูตะ มิน อับวาบิฮา วัตตะกุลลอฮะ ละอัลละกุม ตุฟลิหูน พวกเขาถามเจ้าเกี่ยวกับดวงจันทร์เสี้ยว (ทำไมจึงข้างขึ้นข้างแรม) จงกล่าวเถิด ‘มันคือเครื่องกำหนดเวลาสำหรับผู้คนและการทำหัจญ์’ และความดีนั้นมิใช่การที่พวกเจ้าเข้าบ้านทางด้านหลังของมัน แต่ทว่าความดีคือผู้ที่ยำเกรง และจงเข้าบ้านทางประตูของมัน และจงยำเกรงอัลลอฮ์ เพื่อพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ

“วะลา ตะอ์กุลู อัมวาละกุม บัยนะกุม บิลบาฏิล” — ห้าม กินทรัพย์ผู้อื่นโดยมิชอบ (โกง ขโมย ริบา การพนัน คำเท็จ ฯลฯ) และห้ามใช้ สินบนต่อผู้พิพากษา เพื่อชนะคดีเอาสิทธิ์ของผู้อื่น ทั้งที่รู้ว่าตนผิด · จากนั้นตอบคำถามเรื่อง ดวงจันทร์เสี้ยว (อะฮิลละฮ์): มันเป็น ปฏิทินธรรมชาติ ที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดเวลาอิบาดะฮ์ (ศิยาม หัจญ์) และกิจการต่าง ๆ ของผู้คน

“วะลัยสัลบิรฺรุ บิอัน ตะอ์ตุลบุยูตะ มิน ซุฮูริฮา” — สาเหตุการประทาน: ในสมัยญาฮิลียะฮ์ เมื่อชาวอาหรับเข้าอิห์รอม (โดยเฉพาะพวกอันศอร) พวกเขา ไม่เข้าบ้านทางประตู แต่เข้าทางด้านหลังหรือเจาะช่องด้านหลัง โดยถือว่าเป็น “ความดี” · อัลลอฮ์จึงสอนว่า ความดีที่แท้อยู่ที่ตักวา ไม่ใช่พิธีรีตองเปลือกนอก และให้ “เข้าบ้านทางประตู” — คือทำสิ่งต่าง ๆ ตามวิถีที่ถูกต้อง มิใช่เอาแต่รูปแบบไร้สาระ

หะดิษ ที่ 76 — การใช้คารมชนะคดีเพื่อเอาสิทธิ์ผู้อื่น = ก้อนไฟ
ระดับ: ศอหีห์ · มุตตะฟักอะลัยฮ์
ต้นฉบับอาหรับ

«إنكم تختصمون إليّ، ولعل بعضكم أن يكون ألحن بحجته من بعض، فأقضي له على نحو ما أسمع، فمن قضيت له بحق أخيه شيئًا فلا يأخذه، فإنما أقطع له قطعة من النار».

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «แท้จริงพวกท่านนำข้อพิพาทมาให้ฉันตัดสิน และบางทีบางคนในพวกท่านอาจใช้คารม (ข้อโต้แย้ง) ได้แนบเนียนกว่าอีกฝ่าย ฉันจึงตัดสินให้เขาตามที่ฉันได้ยิน ดังนั้น ผู้ใดที่ฉันตัดสินให้เขา (ได้) สิ่งที่เป็นสิทธิ์ของพี่น้องของเขา เขาก็อย่าเอามันไป เพราะแท้จริงฉันเพียงตัดก้อนไฟให้แก่เขาเท่านั้น»

📎 ศอหีห์บุคอรี #2458 · ศอหีห์มุสลิม #1713 (จากอุมมุสะละมะฮ์) ยืนยันแล้ว — บุคอรี #2458 · มุสลิม #1713 ตรวจสอบ ↗
หะดิษ ที่ 77 — สาเหตุการประทาน — การเข้าบ้านทางด้านหลังในสมัยญาฮิลียะฮ์
ระดับ: ศอหีห์
ต้นฉบับอาหรับ

عن البراء قال: كانوا إذا أحرموا في الجاهلية أتوا البيت من ظهره، فأنزل الله: ﴿وَلَيْسَ الْبِرُّ بِأَنْ تَأْتُوا الْبُيُوتَ مِنْ ظُهُورِهَا وَلَكِنَّ الْبِرَّ مَنِ اتَّقَى﴾.

จากอัลบัรออ์ บิน อาซิบ กล่าวว่า “ในสมัยญาฮิลียะฮ์ เมื่อพวกเขาเข้าอิห์รอม พวกเขาจะเข้าบ้านทางด้านหลัง อัลลอฮ์จึงประทานอายะฮ์ “และความดีนั้นมิใช่การที่พวกเจ้าเข้าบ้านทางด้านหลังของมัน แต่ทว่าความดีคือผู้ที่ยำเกรง”

📎 ศอหีห์บุคอรี #4512 (จากอัลบัรออ์ บิน อาซิบ) ยืนยันแล้ว — บุคอรี #4512 ตรวจสอบ ↗
เรียบเรียง

อายะฮ์ 190–195 : การต่อสู้ในหนทางอัลลอฮ์ และการบริจาค

2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 190–195
  1. وَقَاتِلُوا فِي سَبِيلِ اللَّهِ الَّذِينَ يُقَاتِلُونَكُمْ وَلَا تَعْتَدُوا إِنَّ اللَّهَ لَا يُحِبُّ الْمُعْتَدِينَ วะกอติลู ฟี สะบีลิลลาฮิลละซีนะ ยุกอติลูนะกุม วะลา ตะอ์ตะดู อินนัลลอฮะ ลา ยุหิบบุลมุอ์ตะดีน และจงต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ต่อบรรดาผู้ที่ทำสงครามกับพวกเจ้า แต่จงอย่าล้ำเกินขอบเขต แท้จริงอัลลอฮ์ไม่ทรงรักบรรดาผู้ล้ำเกิน
  2. وَاقْتُلُوهُمْ حَيْثُ ثَقِفْتُمُوهُمْ وَأَخْرِجُوهُم مِّنْ حَيْثُ أَخْرَجُوكُمْ وَالْفِتْنَةُ أَشَدُّ مِنَ الْقَتْلِ وَلَا تُقَاتِلُوهُمْ عِندَ الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ حَتَّىٰ يُقَاتِلُوكُمْ فِيهِ فَإِن قَاتَلُوكُمْ فَاقْتُلُوهُمْ كَذَٰلِكَ جَزَاءُ الْكَافِرِينَ วักตุลูฮุม หัยษุ ษะกิฟตุมูฮุม วะอัคริญูฮุม มิน หัยษุ อัคเราะญูกุม วัลฟิตนะตุ อะชัดดุ มินัลก็อตล์ วะลา ตุกอติลูฮุม อินดัลมัสญิดิลหะรอมิ หัตตา ยุกอติลูกุม ฟีฮิ ฟะอิน กอตะลูกุม ฟักตุลูฮุม กะซาลิกะ ญะซาอุลกาฟิรีน และจงประหารพวกเขา ณ ที่ใดก็ตามที่พวกเจ้าพบพวกเขา (ในสมรภูมิ) และจงขับไล่พวกเขาออกจากที่ที่พวกเขาได้ขับไล่พวกเจ้า (คือมักกะฮ์) และการฟิตนะฮ์ (การกดขี่บีบบังคับให้ละทิ้งศาสนา/การตั้งภาคี) นั้นร้ายแรงยิ่งกว่าการฆ่า และพวกเจ้าอย่าต่อสู้กับพวกเขา ณ มัสยิดหะรอม จนกว่าพวกเขาจะทำสงครามกับพวกเจ้าในที่นั้น หากพวกเขาทำสงครามกับพวกเจ้า (ที่นั่น) ก็จงประหารพวกเขา เช่นนั้นแหละคือการตอบแทนของบรรดาผู้ปฏิเสธ
  3. فَإِنِ انتَهَوْا فَإِنَّ اللَّهَ غَفُورٌ رَّحِيمٌ ฟะอินินตะเฮา ฟะอินนัลลอฮะ เฆาะฟูรุน ระฮีม แต่ถ้าพวกเขายุติ (การรุกราน) แท้จริงอัลลอฮ์ทรงอภัยยิ่ง ทรงเมตตาเสมอ
  4. وَقَاتِلُوهُمْ حَتَّىٰ لَا تَكُونَ فِتْنَةٌ وَيَكُونَ الدِّينُ لِلَّهِ فَإِنِ انتَهَوْا فَلَا عُدْوَانَ إِلَّا عَلَى الظَّالِمِينَ วะกอติลูฮุม หัตตา ลา ตะกูนะ ฟิตนะตุน วะยะกูนัดดีนุ ลิลลาฮ์ ฟะอินินตะเฮา ฟะลา อุดวานะ อิลลา อะลัซซอลิมีน และจงต่อสู้กับพวกเขาจนกว่าจะไม่มีการฟิตนะฮ์ (การกดขี่ทางศาสนา) และจนกว่าศาสนา (การภักดี) จะเป็นของอัลลอฮ์ (โดยเสรี) แล้วถ้าพวกเขายุติ ก็ไม่มีการเป็นศัตรู นอกจากต่อบรรดาผู้อธรรม
  5. الشَّهْرُ الْحَرَامُ بِالشَّهْرِ الْحَرَامِ وَالْحُرُمَاتُ قِصَاصٌ فَمَنِ اعْتَدَىٰ عَلَيْكُمْ فَاعْتَدُوا عَلَيْهِ بِمِثْلِ مَا اعْتَدَىٰ عَلَيْكُمْ وَاتَّقُوا اللَّهَ وَاعْلَمُوا أَنَّ اللَّهَ مَعَ الْمُتَّقِينَ อัชชะฮ์รุลหะรอมุ บิชชะฮ์ริลหะรอมิ วัลหุรุมาตุ กิศอศ ฟะมะนิอ์ตะดา อะลัยกุม ฟะอ์ตะดู อะลัยฮิ บิมิษลิ มะอ์ตะดา อะลัยกุม วัตตะกุลลอฮะ วะอ์ละมู อันนัลลอฮะ มะอัลมุตตะกีน เดือนต้องห้ามก็ต่อเดือนต้องห้าม และบรรดาสิ่งต้องห้ามนั้นย่อมมีการชดเชยเยี่ยงกัน ดังนั้นผู้ใดที่ล่วงละเมิดต่อพวกเจ้า ก็จงตอบโต้เขาเยี่ยงที่เขาได้ล่วงละเมิดต่อพวกเจ้า และจงยำเกรงอัลลอฮ์ และพึงรู้เถิดว่าแท้จริงอัลลอฮ์ทรงอยู่ร่วมกับบรรดาผู้ยำเกรง
  6. وَأَنفِقُوا فِي سَبِيلِ اللَّهِ وَلَا تُلْقُوا بِأَيْدِيكُمْ إِلَى التَّهْلُكَةِ وَأَحْسِنُوا إِنَّ اللَّهَ يُحِبُّ الْمُحْسِنِينَ วะอันฟิกู ฟี สะบีลิลลาฮิ วะลา ตุลกู บิอัยดีกุม อิลัตตะฮ์ลุกะติ วะอะห์สินู อินนัลลอฮะ ยุหิบบุลมุห์สินีน และจงบริจาคในหนทางของอัลลอฮ์ และจงอย่าโยนตัวของพวกเจ้าสู่ความพินาศด้วยมือของพวกเจ้าเอง และจงทำความดี แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักบรรดาผู้ทำความดี

ช่วงนี้เป็น อายะฮ์แรก ๆ ที่อนุญาตการต่อสู้ (ญิฮาด) และวางกรอบไว้ชัดเจน:

  • “วะกอติลู…อัลละซีนะ ยุกอติลูนะกุม วะลา ตะอ์ตะดู” — ต่อสู้กับ ผู้ที่ทำสงครามกับเจ้า โดย “ห้ามล้ำเกินขอบเขต” (ไม่ฆ่าผู้ที่ไม่ได้ร่วมรบ เช่น เด็ก สตรี คนชรา นักบวช · ไม่ทำลายศพ · ไม่ทรยศสัญญา · ไม่ฆ่าสัตว์โดยไร้ประโยชน์ — ตามที่ท่านนบีกำชับกองทัพ)
  • “วัลฟิตนะตุ อะชัดดุ มินัลก็อตล์”“การฟิตนะฮ์ร้ายแรงกว่าการฆ่า”: การกดขี่บีบบังคับให้ละทิ้งศาสนาและการตั้งภาคี เป็นบาปที่หนักยิ่งกว่าการเข่นฆ่า จึงต้องขจัด
  • เรื่องการห้ามสู้รบ ณ มัสยิดหะรอม จนกว่าศัตรูจะเริ่มก่อน — อิบนุกะษีรชี้ว่าอายะฮ์นี้ ยังคงบังคับใช้ (มุห์กัม) ไม่ถูกยกเลิก (ขัดกับบางทัศนะที่ว่าถูกนัสค์ด้วยอายะฮ์ดาบ)
  • “หัตตา ลา ตะกูนะ ฟิตนะตุน วะยะกูนัดดีนุ ลิลลาฮ์” — เป้าหมายคือ ให้ไม่มีการกดขี่ทางศาสนา และให้การภักดีเป็นของอัลลอฮ์โดยเสรี
  • “ฟะอินินตะเฮา ฟะลา อุดวานะ อิลลา อะลัซซอลิมีน” — เมื่อศัตรูหยุด การสู้รบก็ต้องหยุด — ยืนยันว่าเป้าหมายคือหยุดการรุกราน มิใช่การนองเลือด

“อัชชะฮ์รุลหะรอมุ บิชชะฮ์ริลหะรอม” — เกี่ยวข้องกับ อุมเราะตุลเกาะฎออ์ (ปีที่ ๗ เดือนซุลเกาะอฺดะฮ์): เมื่อพวกมุชริกขัดขวางท่านนบีในเดือนต้องห้ามปีก่อน อัลลอฮ์ทรงให้ท่านชดเชยได้ในเดือนต้องห้ามปีถัดมา — พร้อมหลักความยุติธรรม “ตอบโต้เท่าที่ถูกละเมิด” · จบด้วยคำสั่งให้ บริจาคในหนทางอัลลอฮ์ พร้อมเตือน “วะลา ตุลกู บิอัยดีกุม อิลัตตะฮ์ลุกะฮ์” (อย่าโยนตัวสู่ความพินาศ) — ซึ่งอบูอัยยูบ อัลอันศอรีอธิบายว่าหมายถึง การละทิ้งญิฮาดและหมกมุ่นกับทรัพย์สินครอบครัว · จบด้วย “จงทำความดี (อิห์สาน) อัลลอฮ์ทรงรักผู้ทำดี”

หะดิษ ที่ 78 — คำกำชับกองทัพ — ขอบเขตของการต่อสู้
ระดับ: ศอหีห์
ต้นฉบับอาหรับ

«اغزوا في سبيل الله، قاتلوا من كفر بالله، اغزوا ولا تغلوا، ولا تغدروا، ولا تمثِّلوا، ولا تقتلوا وليدًا…».

ท่านนบี ﷺ กำชับแม่ทัพและกองทหารว่า «จงต่อสู้ในหนทางของอัลลอฮ์ จงต่อสู้กับผู้ปฏิเสธอัลลอฮ์ จงออกรบ แต่อย่ายักยอกทรัพย์เชลย (ฆุลูล) อย่าทรยศสัญญา อย่าทำลายศพ และอย่าฆ่าเด็ก…»

📎 ศอหีห์มุสลิม #1731 · มุสนัดอะห์มัด (5/352) (จากบุร็อยดะฮ์) ยืนยันแล้ว — มุสลิม #1731 ตรวจสอบ ↗
หะดิษ ที่ 79 — การต่อสู้เพื่อยกระดับพจนารถของอัลลอฮ์ = ในหนทางอัลลอฮ์
ระดับ: ศอหีห์ · มุตตะฟักอะลัยฮ์
ต้นฉบับอาหรับ

سُئل رسول الله ﷺ عن الرجل يقاتل شجاعةً، ويقاتل حميّةً، ويقاتل رياءً، أيُّ ذلك في سبيل الله؟ فقال: «من قاتل لتكون كلمة الله هي العليا فهو في سبيل الله».

มีผู้ถามท่านนบี ﷺ ถึงชายที่ต่อสู้เพราะความกล้าหาญ ต่อสู้เพราะปกป้องพวกพ้อง และต่อสู้เพื่ออวดโอ้ อย่างไหนคือในหนทางอัลลอฮ์? ท่านตอบว่า «ผู้ใดที่ต่อสู้เพื่อให้พจนารถของอัลลอฮ์ (ศาสนาของพระองค์) อยู่สูงส่ง ผู้นั้นแหละอยู่ในหนทางของอัลลอฮ์»

📎 ศอหีห์บุคอรี #2810 · ศอหีห์มุสลิม #1904 (จากอบูมูซา อัลอัชอะรี) ยืนยันแล้ว — บุคอรี #2810 · มุสลิม #1904 ตรวจสอบ ↗
หะดิษ ที่ 80 — “อย่าโยนตัวสู่ความพินาศ” = การละทิ้งญิฮาด
ระดับ: ศอหีห์ (หะซัน เศาะหีห์)
ต้นฉบับอาหรับ

عن أبي أيوب الأنصاري: نزلت هذه الآية فينا معشر الأنصار… ﴿وَلَا تُلْقُوا بِأَيْدِيكُمْ إِلَى التَّهْلُكَةِ﴾ فالتهلكة: الإقامة على الأموال وإصلاحها، وتركُنا الغزو.

จากอบูอัยยูบ อัลอันศอรี ว่าอายะฮ์นี้ประทานเกี่ยวกับพวกเราชาวอันศอร (เมื่ออิสลามเข้มแข็งแล้ว บางคนคิดจะกลับไปดูแลทรัพย์สิน) · “ความพินาศ (ตะฮ์ลุกะฮ์)” ที่แท้จริงคือการที่เราหมกมุ่นกับทรัพย์สินและละทิ้งการญิฮาด (มิใช่การพุ่งเข้าหาศัตรูอย่างกล้าหาญ)

📎 สุนันอบูดาวูด #2512 · ญามิอ์ อัตติรมิซี #2972 · อิบนุหิบบาน #1667 (จากอบูอัยยูบ อัลอันศอรี) ยืนยันแล้ว — ติรมิซี #2972 (หะซัน เศาะหีห์) ตรวจสอบ ↗
เรียบเรียง

ส่วนที่ 70 อายะฮ์ 196–197 : หัจญ์และอุมเราะฮ์ และมารยาทระหว่างประกอบพิธี

2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 196–197
  1. وَأَتِمُّوا الْحَجَّ وَالْعُمْرَةَ لِلَّهِ فَإِنْ أُحْصِرْتُمْ فَمَا اسْتَيْسَرَ مِنَ الْهَدْيِ وَلَا تَحْلِقُوا رُءُوسَكُمْ حَتَّىٰ يَبْلُغَ الْهَدْيُ مَحِلَّهُ فَمَن كَانَ مِنكُم مَّرِيضًا أَوْ بِهِ أَذًى مِّن رَّأْسِهِ فَفِدْيَةٌ مِّن صِيَامٍ أَوْ صَدَقَةٍ أَوْ نُسُكٍ فَإِذَا أَمِنتُمْ فَمَن تَمَتَّعَ بِالْعُمْرَةِ إِلَى الْحَجِّ فَمَا اسْتَيْسَرَ مِنَ الْهَدْيِ فَمَن لَّمْ يَجِدْ فَصِيَامُ ثَلَاثَةِ أَيَّامٍ فِي الْحَجِّ وَسَبْعَةٍ إِذَا رَجَعْتُمْ تِلْكَ عَشَرَةٌ كَامِلَةٌ ذَٰلِكَ لِمَن لَّمْ يَكُنْ أَهْلُهُ حَاضِرِي الْمَسْجِدِ الْحَرَامِ وَاتَّقُوا اللَّهَ وَاعْلَمُوا أَنَّ اللَّهَ شَدِيدُ الْعِقَابِ วะอะติมมุลหัจญะ วัลอุมเราะตะ ลิลลาฮ์ ฟะอิน อุห์ศิรตุม ฟะมัสตัยสะเราะ มินัลฮัดย์ วะลา ตะห์ลิกู รุอูสะกุม หัตตา ยับลุฆัลฮัดยุ มะหิลละฮู ฟะมัน กานะ มินกุม มะรีฎ็อน เอา บิฮี อะซัน มิน ร็อฮ์ซิฮี ฟะฟิดยะตุน มิน ศิยามิน เอา เศาะดะเกาะติน เอา นุสุก ฟะอิซา อะมินตุม ฟะมัน ตะมัตตะอะ บิลอุมเราะติ อิลัลหัจญิ ฟะมัสตัยสะเราะ มินัลฮัดย์ ฟะมัน ลัม ยะญิด ฟะศิยามุ ษะลาษะติ อัยยามิน ฟิลหัจญิ วะสับอะติน อิซา ระญะอ์ตุม ติลกะ อะชะเราะตุน กามิละฮ์ ซาลิกะ ลิมัน ลัม ยะกุน อะฮ์ลุฮู หาฎิริลมัสญิดิลหะรอม วัตตะกุลลอฮะ วะอ์ละมู อันนัลลอฮะ ชะดีดุลอิกอบ และพวกเจ้าจงประกอบพิธีหัจญ์และอุมเราะฮ์ให้สมบูรณ์เพื่ออัลลอฮ์ แล้วถ้าพวกเจ้าถูกสกัดกั้น (ไปต่อไม่ได้) ก็ให้ (เชือด) สัตว์พลี (ฮัดย์) เท่าที่หาได้ง่าย และพวกเจ้าอย่าโกนศีรษะจนกว่าสัตว์พลีจะถึงที่เชือดของมัน แล้วผู้ใดในหมู่พวกเจ้าที่ป่วยหรือมีความเจ็บที่ศีรษะ (จำเป็นต้องโกนก่อน) ก็ให้ชดเชย (ฟิดยะฮ์) ด้วยการถือศีลอด หรือบริจาคทาน หรือเชือดสัตว์พลี ครั้นเมื่อพวกเจ้าปลอดภัยแล้ว ผู้ใดทำอุมเราะฮ์ก่อนถึงหัจญ์ (แบบตะมัตตุอ์) ก็ให้เชือดสัตว์พลีเท่าที่หาได้ง่าย ผู้ใดที่หาไม่ได้ ก็ให้ถือศีลอดสามวันในระหว่างหัจญ์ และอีกเจ็ดวันเมื่อพวกเจ้ากลับ (บ้าน) นั่นครบสิบวันพอดี นั่นสำหรับผู้ที่ครอบครัวของเขามิได้พำนักอยู่ ณ มัสยิดหะรอม (มิใช่ชาวมักกะฮ์) และจงยำเกรงอัลลอฮ์ และพึงรู้เถิดว่าแท้จริงอัลลอฮ์ทรงเป็นผู้ลงโทษอันรุนแรง
  2. الْحَجُّ أَشْهُرٌ مَّعْلُومَاتٌ فَمَن فَرَضَ فِيهِنَّ الْحَجَّ فَلَا رَفَثَ وَلَا فُسُوقَ وَلَا جِدَالَ فِي الْحَجِّ وَمَا تَفْعَلُوا مِنْ خَيْرٍ يَعْلَمْهُ اللَّهُ وَتَزَوَّدُوا فَإِنَّ خَيْرَ الزَّادِ التَّقْوَىٰ وَاتَّقُونِ يَا أُولِي الْأَلْبَابِ อัลหัจญุ อัชฮุรุน มะอ์ลูมาต ฟะมัน ฟะเราะฎ่อ ฟีฮินนัลหัจญะ ฟะลา เราะฟะษะ วะลา ฟุสูเกาะ วะลา ญิดาละ ฟิลหัจญ์ วะมา ตัฟอะลู มิน ค็อยริน ยะอ์ลัมฮุลลอฮ์ วะตะซัว์วะดู ฟะอินนะ ค็อยร็อซซาดิตตักวา วัตตะกูนิ ยา อุลิลอัลบาบ (เวลาประกอบพิธี) หัจญ์นั้นคือบรรดาเดือนที่รู้กันอยู่ ดังนั้นผู้ใดที่ตั้งใจ (เข้าอิห์รอม) ทำหัจญ์ในเดือนเหล่านั้น ก็ต้องไม่มีการร่วมหลับนอน (เราะฟะษ) ไม่มีการทำบาป (ฟุสูก) และไม่มีการทะเลาะวิวาท (ญิดาล) ในระหว่างหัจญ์ และความดีใด ๆ ที่พวกเจ้ากระทำ อัลลอฮ์ก็ทรงรู้ และจงเตรียมเสบียง แท้จริงเสบียงที่ดีที่สุดคือความยำเกรง (ตักวา) และจงยำเกรงข้าเถิด โอ้ผู้มีสติปัญญาทั้งหลาย

อายะฮ์นี้สั่งให้ ทำหัจญ์และอุมเราะฮ์ให้สมบูรณ์เพื่ออัลลอฮ์ (บริสุทธิ์ใจ) · พร้อมรายละเอียดฟิกฮ์: (๑) การถูกสกัดกั้น (อิห์ศอร) ให้เชือดฮัดย์แล้วออกจากอิห์รอม — อิบนุกะษีรมีน้ำหนักทัศนะกว้างว่าอิห์ศอรรวมทั้ง ถูกศัตรูขวางและการป่วย/บาดเจ็บ/หลงทาง (ตามหะดีษอัลหัจญาจ บิน อัมร์) · (๒) การโกนศีรษะและฟิดยะฮ์ สำหรับผู้ป่วย · (๓) หัจญ์ตะมัตตุอ์ (ทำอุมเราะฮ์ก่อนแล้วหัจญ์) ที่ต้องเชือดฮัดย์หรือถือศีลอด ๑๐ วัน · “ฮัดย์เท่าที่หาได้ง่าย” ญุมฮูรและอิมามทั้งสี่ว่าอย่างน้อยคือ แพะหนึ่งตัว

เดือนหัจญ์ (อัชฮุรมะอ์ลูมาต): ทัศนะหลักของอิบนุกะษีร (จากอิบนุอุมัร) คือ เชาวาล · ซุลเกาะอฺดะฮ์ · และสิบวันแรกของซุลหิจญะฮ์ (บางทัศนะเช่นมาลิกว่าครบทั้งซุลหิจญะฮ์) · “ฟะลา เราะฟะษะ วะลา ฟุสูเกาะ วะลา ญิดาละ ฟิลหัจญ์” — ระหว่างหัจญ์ต้องงดสามสิ่ง: การร่วมหลับนอนและถ้อยคำลามก · การทำบาป · การทะเลาะวิวาท · และวลีอมตะ “วะตะซัว์วะดู ฟะอินนะ ค็อยร็อซซาดิตตักวา” (จงเตรียมเสบียง และเสบียงที่ดีที่สุดคือตักวา) — เดิมชี้ถึงเสบียงเดินทางหัจญ์ (สาเหตุประทานคือผู้ที่ทำหัจญ์โดยไม่เตรียมเสบียงแล้วเป็นภาระผู้อื่น) แต่ครอบคลุมถึง เสบียงสู่อาคิเราะฮ์

หะดิษ ที่ 81 — ฟิดยะฮ์การโกนศีรษะ (สาเหตุการประทาน — กะอ์บ บิน อุจเราะฮ์)
ระดับ: ศอหีห์
ต้นฉบับอาหรับ

عن كعب بن عجرة: أن رسول الله ﷺ قال له وقد آذاه القمل: «صم ثلاثة أيام، أو أطعم ستة مساكين، لكل مسكين نصف صاع من طعام، واحلق رأسك».

จากกะอ์บ บิน อุจเราะฮ์ ว่าท่านนบี ﷺ กล่าวแก่เขา (ขณะที่เหาบนศีรษะรบกวนเขาระหว่างอิห์รอม) ว่า «จงถือศีลอดสามวัน หรือเลี้ยงอาหารคนยากไร้หกคน คนละครึ่งศออ์ หรือเชือดสัตว์พลี แล้วโกนศีรษะของเจ้าเสีย»

📎 ศอหีห์บุคอรี #4517 (จากกะอ์บ บิน อุจเราะฮ์) ยืนยันแล้ว — บุคอรี #4517 ตรวจสอบ ↗
หะดิษ ที่ 82 — หัจญ์มับรูร ทำให้กลับมาบริสุทธิ์ดั่งวันที่มารดาให้กำเนิด
ระดับ: ศอหีห์ · มุตตะฟักอะลัยฮ์
ต้นฉบับอาหรับ

«من حجَّ لله فلم يرفث ولم يفسق، رجع كيوم ولدته أمه».

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «ผู้ใดที่ทำหัจญ์เพื่ออัลลอฮ์ โดยไม่ร่วมหลับนอน (เราะฟะษ) และไม่ทำบาป (ฟุสูก) เขาจะกลับมา (บริสุทธิ์จากบาป) ดั่งวันที่มารดาของเขาให้กำเนิดเขา»

📎 ศอหีห์บุคอรี #1521 · ศอหีห์มุสลิม #1350 (จากอบูฮุร็อยเราะฮ์) ยืนยันแล้ว — บุคอรี #1521 · มุสลิม #1350 ตรวจสอบ ↗
หะดิษ ที่ 83 — การด่าทอมุสลิม = ฟุสูก การต่อสู้เขา = กุฟร์
ระดับ: ศอหีห์ · มุตตะฟักอะลัยฮ์
ต้นฉบับอาหรับ

«سِباب المسلم فُسوق، وقتاله كُفر».

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «การด่าทอมุสลิมเป็นฟุสูก (การฝ่าฝืน) และการต่อสู้เขาเป็นกุฟร์»

📎 ศอหีห์บุคอรี #6044 · ศอหีห์มุสลิม #64 (จากอิบนุมัสอูด) ยืนยันแล้ว — บุคอรี #6044 · มุสลิม #64 ตรวจสอบ ↗
เรียบเรียง

อายะฮ์ 198–203 : อะเราะฟาต มัชอะริลหะรอม และดุอาอ์

2 · ซูเราะฮ์อัลบะเกาะเราะฮ์ — อายะฮ์ 198–203
  1. لَيْسَ عَلَيْكُمْ جُنَاحٌ أَن تَبْتَغُوا فَضْلًا مِّن رَّبِّكُمْ فَإِذَا أَفَضْتُم مِّنْ عَرَفَاتٍ فَاذْكُرُوا اللَّهَ عِندَ الْمَشْعَرِ الْحَرَامِ وَاذْكُرُوهُ كَمَا هَدَاكُمْ وَإِن كُنتُم مِّن قَبْلِهِ لَمِنَ الضَّالِّينَ ลัยสะ อะลัยกุม ญุนาหุน อัน ตับตะฆู ฟัฎลัน มิน ร็อบบิกุม ฟะอิซา อะฟัฎตุม มิน อะเราะฟาติน ฟัซกุรุลลอฮะ อินดัลมัชอะริลหะรอม วัซกุรูฮุ กะมา ฮะดากุม วะอิน กุนตุม มิน ก็อบลิฮี ละมินัฎฎอลลีน ไม่มีบาปใด ๆ แก่พวกเจ้าที่จะแสวงหาความโปรดปราน (ทำการค้า) จากพระผู้อภิบาลของพวกเจ้า (ระหว่างหัจญ์) ดังนั้นเมื่อพวกเจ้าหลั่งไหลกลับจากอะเราะฟาต ก็จงรำลึกถึงอัลลอฮ์ ณ อัลมัชอะริลหะรอม (ที่มุซดะลิฟะฮ์) และจงรำลึกถึงพระองค์ ดังที่พระองค์ได้ทรงชี้นำพวกเจ้า และแท้จริงก่อนหน้านั้นพวกเจ้าเคยอยู่ในหมู่ผู้หลงทาง
  2. ثُمَّ أَفِيضُوا مِنْ حَيْثُ أَفَاضَ النَّاسُ وَاسْتَغْفِرُوا اللَّهَ إِنَّ اللَّهَ غَفُورٌ رَّحِيمٌ ษุมมะ อะฟีฎู มิน หัยษุ อะฟาเฎาะนนาสุ วัสตัฆฟิรุลลอฮ์ อินนัลลอฮะ เฆาะฟูรุน ระฮีม แล้วพวกเจ้าจงหลั่งไหลกลับจากที่ที่ผู้คนได้หลั่งไหลกลับ และจงขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงอภัยยิ่ง ทรงเมตตาเสมอ
  3. فَإِذَا قَضَيْتُم مَّنَاسِكَكُمْ فَاذْكُرُوا اللَّهَ كَذِكْرِكُمْ آبَاءَكُمْ أَوْ أَشَدَّ ذِكْرًا فَمِنَ النَّاسِ مَن يَقُولُ رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا وَمَا لَهُ فِي الْآخِرَةِ مِنْ خَلَاقٍ ฟะอิซา เกาะฎ็อยตุม มะนาสิกะกุม ฟัซกุรุลลอฮะ กะซิกริกุม อาบาอะกุม เอา อะชัดดะ ซิกรอ ฟะมินันนาสิ มัน ยะกูลุ ร็อบบะนา อาตินา ฟิดดุนยา วะมา ละฮู ฟิลอาคิเราะติ มิน เคาะลาก ครั้นเมื่อพวกเจ้าประกอบพิธีของพวกเจ้าเสร็จสิ้นแล้ว ก็จงรำลึกถึงอัลลอฮ์ ดังที่พวกเจ้าเคยรำลึกถึงบรรพบุรุษของพวกเจ้า หรือให้มากยิ่งกว่า และในหมู่มนุษย์นั้นมีผู้ที่กล่าวว่า ‘โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ขอพระองค์ประทานแก่เราในโลกนี้เถิด’ โดยที่เขาจะไม่มีส่วนได้ใด ๆ ในปรโลก
  4. وَمِنْهُم مَّن يَقُولُ رَبَّنَا آتِنَا فِي الدُّنْيَا حَسَنَةً وَفِي الْآخِرَةِ حَسَنَةً وَقِنَا عَذَابَ النَّارِ วะมินฮุม มัน ยะกูลุ ร็อบบะนา อาตินา ฟิดดุนยา หะสะนะตัน วะฟิลอาคิเราะติ หะสะนะตัน วะกินา อะซาบันนาร และในหมู่พวกเขามีผู้ที่กล่าวว่า ‘โอ้พระผู้อภิบาลของเรา ขอพระองค์ประทานความดีแก่เราในโลกนี้ และความดีในปรโลก และทรงคุ้มครองเราให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรกด้วยเถิด’
  5. أُولَٰئِكَ لَهُمْ نَصِيبٌ مِّمَّا كَسَبُوا وَاللَّهُ سَرِيعُ الْحِسَابِ อุลาอิกะ ละฮุม นะศีบุน มิมมา กะสะบู วัลลอฮุ สะรีอุลหิสาบ ชนเหล่านั้นจะได้รับส่วนแบ่งจากสิ่งที่พวกเขาได้ขวนขวายไว้ และอัลลอฮ์ทรงรวดเร็วในการชำระบัญชี
  6. وَاذْكُرُوا اللَّهَ فِي أَيَّامٍ مَّعْدُودَاتٍ فَمَن تَعَجَّلَ فِي يَوْمَيْنِ فَلَا إِثْمَ عَلَيْهِ وَمَن تَأَخَّرَ فَلَا إِثْمَ عَلَيْهِ لِمَنِ اتَّقَىٰ وَاتَّقُوا اللَّهَ وَاعْلَمُوا أَنَّكُمْ إِلَيْهِ تُحْشَرُونَ วัซกุรุลลอฮะ ฟี อัยยามิน มะอ์ดูดาต ฟะมัน ตะอัจญะละ ฟี เยามัยนิ ฟะลา อิษมะ อะลัยฮิ วะมัน ตะอัคเคาะเราะ ฟะลา อิษมะ อะลัยฮิ ลิมะนิตตะกอ วัตตะกุลลอฮะ วะอ์ละมู อันนะกุม อิลัยฮิ ตุห์ชะรูน และจงรำลึกถึงอัลลอฮ์ในวันที่ถูกกำหนดไว้ (วันตัชรีก) แล้วผู้ใดที่รีบเร่ง (ออกจากมินา) ในสองวัน ก็ไม่มีบาปแก่เขา และผู้ใดที่ล่าช้าออกไป ก็ไม่มีบาปแก่เขา (ทั้งนี้) สำหรับผู้ที่ยำเกรง และจงยำเกรงอัลลอฮ์ และพึงรู้เถิดว่าแท้จริงพวกเจ้าจะถูกรวบรวมไปสู่พระองค์

“ลัยสะ อะลัยกุม ญุนาหุน อัน ตับตะฆู ฟัฎลัน มิน ร็อบบิกุม” — อนุญาตให้ ทำการค้าระหว่างหัจญ์ (เดิมบางคนเกรงว่าเป็นบาป) · จากนั้นบรรยาย พิธีหัจญ์หลังอะเราะฟาต: การรำลึกอัลลอฮ์ที่ อัลมัชอะริลหะรอม (มุซดะลิฟะฮ์) · “ษุมมะ อะฟีฎู มิน หัยษุ อะฟาเฎาะนนาส” — สาเหตุประทานคือพวกกุร็อยช์ (ที่เรียกตนว่า “อัลหุมส์”) เคยหยิ่งไม่ยอมไปยืนที่อะเราะฟาตพร้อมผู้คน โดยหยุดแค่มุซดะลิฟะฮ์อ้างว่าตนเป็น “ชาวหะรอม” · อัลลอฮ์จึงสั่งให้ หลั่งไหลกลับจากที่เดียวกับที่ผู้คน (ส่วนใหญ่ที่อะเราะฟาต) หลั่งไหล — ไม่มีอภิสิทธิ์เหนือผู้อื่น · แล้วให้ อิสติฆฟาร และ รำลึกอัลลอฮ์อย่างมากหลังเสร็จพิธี และค้างที่มินารำลึกอัลลอฮ์ใน วันตัชรีก (ออกได้ทั้งรีบเร่งในวันที่ ๑๒ หรือล่าช้าถึงวันที่ ๑๓ โดยไม่มีบาป)

“ร็อบบะนา อาตินา ฟิดดุนยา หะสะนะตัน วะฟิลอาคิเราะติ หะสะนะตัน วะกินา อะซาบันนาร” — อัลลอฮ์เปรียบเทียบสองแบบของคน: ผู้ที่ ขอแต่ดุนยา (ไม่มีส่วนในอาคิเราะฮ์ ดังคนญาฮิลียะฮ์ที่ขอเพียงทรัพย์และปศุสัตว์) กับผู้ที่ขอ “ความดีทั้งดุนยาและอาคิเราะฮ์ พร้อมการปกป้องจากไฟนรก” — เป็นดุอาอ์ที่ครอบคลุมและสมดุลที่สุด

หะดิษ ที่ 84 — “หัจญ์คืออะเราะฟะฮ์” — เสาหลักที่ขาดไม่ได้
ระดับ: ศอหีห์ (หะซัน เศาะหีห์)
ต้นฉบับอาหรับ

«الحجُّ عرفةُ، فمن أدرك عرفة قبل أن يطلع الفجر فقد أدرك، وأيام منًى ثلاثة، فمن تعجَّل في يومين فلا إثم عليه، ومن تأخَّر فلا إثم عليه».

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «หัจญ์คืออะเราะฟะฮ์ ผู้ใดที่ทันการยืน ณ อะเราะฟะฮ์ก่อนรุ่งอรุณ (คืนวันเชือด) เขาก็ทันหัจญ์ และวันมินา (ตัชรีก) มีสามวัน ผู้ใดที่รีบเร่งในสองวันก็ไม่มีบาปแก่เขา และผู้ใดที่ล่าช้าก็ไม่มีบาปแก่เขา»

📎 สุนันอบูดาวูด #1949 · ญามิอ์ อัตติรมิซี #2975 · มุสนัดอะห์มัด (4/335) (จากอับดุรฺเราะห์มาน บิน ยะอ์มัร อัดดีลี) ยืนยันแล้ว — ติรมิซี #2975 (เศาะหีห์) ตรวจสอบ ↗
หะดิษ ที่ 85 — ดุอาอ์ที่ท่านนบีขอบ่อยที่สุด
ระดับ: ศอหีห์ · มุตตะฟักอะลัยฮ์
ต้นฉบับอาหรับ

كان أكثر دعاء النبي ﷺ: «اللهم ربنا آتنا في الدنيا حسنةً وفي الآخرة حسنةً وقنا عذاب النار».

อะนัส บิน มาลิก กล่าวว่า ดุอาอ์ที่ท่านนบี ﷺ ขอบ่อยที่สุด คือ «อัลลอฮุมมะ ร็อบบะนา อาตินา ฟิดดุนยา หะสะนะตัน วะฟิลอาคิเราะติ หะสะนะตัน วะกินา อะซาบันนาร (โอ้อัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของเรา ขอทรงประทานความดีแก่เราในโลกนี้ และความดีในปรโลก และทรงคุ้มครองเราให้พ้นจากการลงโทษแห่งไฟนรก)»

📎 ศอหีห์บุคอรี #6389 · ศอหีห์มุสลิม #2690 (จากอะนัส บิน มาลิก) ยืนยันแล้ว — บุคอรี #6389 · มุสลิม #2690 ตรวจสอบ ↗
หะดิษ ที่ 86 — วันตัชรีกคือวันแห่งการกิน ดื่ม และรำลึกถึงอัลลอฮ์
ระดับ: ศอหีห์
ต้นฉบับอาหรับ

«أيام التشريق أيام أكلٍ وشربٍ وذكرٍ لله ﷿».

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «วันตัชรีก (๑๑–๑๓ ซุลหิจญะฮ์) คือวันแห่งการกิน การดื่ม และการรำลึกถึงอัลลอฮ์»

📎 ศอหีห์มุสลิม #1141 (จากนุบัยชะฮ์ อัลฮุซะลี) ยืนยันแล้ว — มุสลิม #1141 ตรวจสอบ ↗