ซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์
الفاتحة
ตอนที่ 5 · ตัฟซีรอายะฮ์ที่ 1–7
ส่วนที่ 1 อายะฮ์ 2 — “อัลฮัมดุลิลลาฮิ ร็อบบิลอาละมีน”
1 · ซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ — อายะฮ์ 2
- الْحَمْدُ لِلَّهِ رَبِّ الْعَالَمِينَ อัลหัมดุลิลลาฮิ ร็อบบิลอาละมีน การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก
อิบนุญะรีร (อัฏฏ็อบรี) กล่าวว่า ความหมายของ อัลฮัมดุลิลลาฮ์ คือ การขอบคุณต่ออัลลอฮ์เพียงผู้เดียว มิใช่สิ่งอื่นที่ถูกเคารพ ในความโปรดปรานนับไม่ถ้วนที่พระองค์ประทานแก่บ่าว — ทั้งการทำให้อวัยวะพร้อมสำหรับการภักดี ปัจจัยยังชีพในดุนยา และการชี้นำสู่สาเหตุที่นำไปสู่ความสุขนิรันดร์ · และท่านกล่าวว่า อัลฮัมดุลิลลาฮ์ คือการที่อัลลอฮ์ทรงสรรเสริญพระองค์เอง และในนัยของมันคือคำสั่งให้บ่าวสรรเสริญพระองค์ ประหนึ่งตรัสว่า “จงกล่าวเถิด อัลฮัมดุลิลลาฮ์”
ความต่างระหว่าง “หัมด์” “ชุกร์” และ “มัดห์”: อุละมาอ์ยุคหลังจำนวนมากกล่าวว่า หัมด์ คือการสรรเสริญด้วยคำพูดต่อผู้ถูกสรรเสริญในคุณลักษณะของเขา (ทั้งที่ติดตัวและที่ส่งผลถึงผู้อื่น) · ส่วน ชุกร์ จะมีเฉพาะต่อคุณลักษณะที่ส่งผลถึงผู้อื่น (คือความโปรดปราน) และเกิดขึ้นด้วยใจ ลิ้น และการกระทำ · ที่ถูกต้องคือระหว่างหัมด์กับชุกร์มีความทั่วไปและเฉพาะเจาะจงซึ่งกันและกัน · ส่วน มัดห์ ทั่วไปกว่าหัมด์ เพราะใช้ได้ทั้งกับสิ่งมีชีวิต สิ่งไม่มีชีวิต และก่อนหรือหลังการทำดี
อัลอัสวัด บิน สะรีอ์กล่าวว่า: ฉันทูลถามว่า “โอ้รอซูลุลลอฮ์ ฉันจะขับบทสรรเสริญที่ฉันสรรเสริญพระผู้อภิบาลของฉันให้ท่านฟังไหม?” ท่านตอบว่า “พึงทราบเถิด แท้จริงพระผู้อภิบาลของเจ้าทรงรักการสรรเสริญ”
อุมัรถามอะลีว่า “เรารู้จัก ‘สุบหานัลลอฮ์’ และ ‘ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์’ แล้ว ‘อัลฮัมดุลิลลาฮ์’ คืออะไร?” อะลีตอบว่า “เป็นถ้อยคำที่อัลลอฮ์ทรงพอพระทัยสำหรับพระองค์เอง ทรงรักที่จะให้มันถูกกล่าว” · และอิบนุอับบาสกล่าวว่า อัลฮัมดุลิลลาฮ์ คือถ้อยคำแห่งการขอบคุณ เมื่อบ่าวกล่าวมัน อัลลอฮ์ตรัสว่า ‘บ่าวของข้าได้ขอบคุณข้า’
และมีหะดีษหลายบทว่าด้วยความประเสริฐของการหัมด์ เช่น “ซิกรุที่ประเสริฐที่สุดคือ ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮ์ และดุอาอ์ที่ประเสริฐที่สุดคือ อัลฮัมดุลิลลาฮ์” (ติรมิซี #3380 · นะสาอี #10667 · อิบนุมาญะฮ์ #3800 · ติรมิซีว่าหะซัน เฆาะรีบ) · และ “อัลลอฮ์ไม่ประทานความโปรดปรานใดแก่บ่าว แล้วเขากล่าว ‘อัลฮัมดุลิลลาฮ์’ เว้นแต่สิ่งที่เขาให้ (คือการสรรเสริญ) ประเสริฐกว่าสิ่งที่เขาได้รับ” (อิบนุมาญะฮ์ #3805 · หะซัน)
อิบนุอุมัรเล่าว่าท่านรอซูล ﷺ กล่าวว่า: “บ่าวคนหนึ่งของอัลลอฮ์กล่าวว่า ‘โอ้พระผู้อภิบาล การสรรเสริญเป็นของพระองค์ ให้สมกับความยิ่งใหญ่แห่งพระพักตร์ของพระองค์ และความเกรียงไกรแห่งอำนาจของพระองค์’ · มลาอิกะฮ์สองตนจึงจนปัญญาไม่รู้จะบันทึกอย่างไร จึงขึ้นไปทูลอัลลอฮ์ว่า ‘บ่าวคนหนึ่งกล่าวถ้อยคำที่เราไม่รู้จะบันทึกอย่างไร’ · อัลลอฮ์ตรัส (ทั้งที่ทรงรู้ดี) ว่า ‘บ่าวของข้ากล่าวอะไร?’ … พระองค์ตรัสว่า ‘จงบันทึกดังที่บ่าวของข้ากล่าว จนกว่าเขาจะพบข้า แล้วข้าจะตอบแทนเขาด้วยมัน’”
อักษรอลิฟ-ลาม ใน อัลฮัมด์ เป็นการครอบคลุมการสรรเสริญทุกชนิดทุกประเภทว่าเป็นของอัลลอฮ์ · “ร็อบ” คือ ผู้ทรงครอบครองผู้ทรงจัดการ ใช้กับความหมาย “นาย” และ “ผู้จัดการเพื่อความดี” ทั้งหมดถูกต้องสำหรับอัลลอฮ์ · คำว่า “อัรฺร็อบ” (ที่มีอลิฟ-ลาม) ไม่ใช้กับผู้ใดนอกจากอัลลอฮ์ (ใช้กับผู้อื่นต้องเป็นแบบเชื่อมกับสิ่งอื่น เช่น “ร็อบของบ้าน”)
“อัลอาละมีน” คือพหูพจน์ของ อาลัม — ทุกสิ่งที่มีอยู่นอกจากอัลลอฮ์ · อาลัมมีหลายประเภท ทั้งในฟากฟ้าและแผ่นดิน บนบกและในทะเล และแต่ละยุคแต่ละเผ่าพันธุ์ก็เรียกว่าอาลัมได้ · อิบนุอับบาสว่า ร็อบของญินและมนุษย์ · มีอะษัรว่ามีอาลัมมากมาย (บ้างว่าหนึ่งพัน บ้างว่าหนึ่งหมื่นแปดพัน บ้างว่าสี่หมื่น) แต่อัลกุรฏุบีเลือกทัศนะที่ว่า อาลัมคือทุกสิ่งที่ถูกสร้างทั้งดุนยาและอาคิเราะฮ์ · คำ อาลัม แผลงมาจาก อะลามะฮ์ (เครื่องหมาย) เพราะทุกสิ่งเป็นเครื่องหมายที่ชี้ถึงการมีอยู่และความเป็นหนึ่งของพระผู้สร้าง
ส่วนที่ 2 อายะฮ์ 3 — “อัรฺเราะห์มานิรฺเราะหีม”
1 · ซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ — อายะฮ์ 3
- الرَّحْمَٰنِ الرَّحِيمِ อัรฺเราะห์มานิรฺเราะหีม ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ
อายะฮ์นี้ได้อธิบายไว้แล้วในตอนบัสมะละฮ์ (ตอนที่ 4) โดยเพียงพอ ไม่จำเป็นต้องกล่าวซ้ำ
ส่วนที่ 3 อายะฮ์ 4 — “มาลิกิ เยามิดดีน”
1 · ซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ — อายะฮ์ 4
- مَالِكِ يَوْمِ الدِّينِ มาลิกิ เยามิดดีน ผู้ทรงครอบครองวันแห่งการตอบแทน
นักอ่านบางท่านอ่าน “มะลิกิ” (ราชา) บ้างอ่าน “มาลิกิ” (เจ้าของ/ผู้ครอบครอง) — ทั้งสองถูกต้องและมุตะวาติรในเจ็ดกิรออะฮ์ · การเจาะจง “ครอบครองวันแห่งการตอบแทน” มิได้ปฏิเสธการครอบครองในเวลาอื่น เพราะได้แจ้งแล้วว่าพระองค์คือ ร็อบแห่งสากลโลก ซึ่งครอบคลุมทั้งดุนยาและอาคิเราะฮ์ · ที่เจาะจง “วันแห่งการตอบแทน” เพราะในวันนั้น ไม่มีผู้ใดอ้างสิทธิ์สิ่งใด และไม่มีผู้ใดพูดได้เว้นแต่ด้วยอนุมัติของพระองค์ ดังคำตรัส “วันที่วิญญาณ (ญิบรีล) และมลาอิกะฮ์จะยืนเรียงแถว ไม่มีผู้ใดพูด เว้นแต่ผู้ที่อัรฺเราะห์มานทรงอนุญาต และเขากล่าวสิ่งที่ถูกต้อง” (อันนะบะอ์ 78:38)
“อัดดีน” คือ การตอบแทนและการสอบสวน ดังคำตรัส “วันนั้นอัลลอฮ์จะทรงตอบแทนพวกเขาตามที่ควรอย่างครบถ้วน” (อันนูร 24:25) · ในหะดีษ “ผู้มีปัญญาคือผู้ที่สอบสวนตัวเองและทำงานเพื่อสิ่งหลังความตาย” · และอุมัรกล่าวว่า “จงสอบสวนตัวพวกท่านก่อนที่พวกท่านจะถูกสอบสวน และจงชั่งตัวพวกท่านก่อนที่พวกท่านจะถูกชั่ง” · และราชาที่แท้จริงคืออัลลอฮ์ ดังในเศาะหีหัยน์ “อัลลอฮ์จะทรงกำแผ่นดินและม้วนฟากฟ้าด้วยพระหัตถ์ขวา แล้วตรัสว่า ‘ข้าคือราชา ไหนเล่าบรรดากษัตริย์แห่งแผ่นดิน?’”
ส่วนที่ 4 อายะฮ์ 5 — “อียากะ นะอ์บุดุ วะอียากะ นัสตะอีน”
1 · ซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ — อายะฮ์ 5
- إِيَّاكَ نَعْبُدُ وَإِيَّاكَ نَسْتَعِينُ อียากะ นะอ์บุดุ วะอียากะ นัสตะอีน เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราเคารพภักดี และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่เราขอความช่วยเหลือ
“อิบาดะฮ์” ในภาษาเดิมมาจากความนอบน้อมยอมจำนน (เช่นกล่าวว่า “ทางที่ถูกเหยียบจนราบ”) · ในทางศาสนาคือ สิ่งที่รวมความรัก ความนอบน้อม และความยำเกรงอย่างสมบูรณ์ · การนำ อียากะ (เฉพาะพระองค์) มาไว้ข้างหน้าและกล่าวซ้ำ เพื่อ เน้นและจำกัดความ คือ เราไม่เคารพภักดีผู้ใดนอกจากพระองค์ และไม่มอบหมายต่อผู้ใดนอกจากพระองค์ — นี่คือความสมบูรณ์แห่งการภักดี · สลัฟบางท่านกล่าวว่า “ฟาติหะฮ์คือความลับของอัลกุรอาน และความลับของมันคือถ้อยคำ ‘อียากะ นะอ์บุดุ วะอียากะ นัสตะอีน’” — ท่อนแรกคือการปลีกตัวจากชิริก ท่อนที่สองคือการปลีกตัวจากการพึ่งพลังตนเองและมอบหมายต่ออัลลอฮ์
การที่นำ อียากะ นะอ์บุดุ (การภักดี) มาก่อน อียากะ นัสตะอีน (การขอความช่วยเหลือ) เพราะ การภักดีคือเป้าหมาย ส่วนการขอความช่วยเหลือเป็นสื่อไปสู่มัน · และการเปลี่ยนสำนวนจากการกล่าวถึงพระองค์ในฐานะบุคคลที่สาม (ในอายะฮ์ก่อน) มาเป็นการเผชิญหน้าตรัสกับพระองค์ (คาฟการเรียกขาน) นั้นเหมาะสม เพราะเมื่อบ่าวได้สรรเสริญพระองค์แล้ว ประหนึ่งเขาได้เข้าใกล้และอยู่เบื้องหน้าอัลลอฮ์ จึงกล่าว “อียากะ นะอ์บุดุ…”
ในอายะฮ์นี้เป็นหลักฐานว่าต้นซูเราะฮ์เป็นการที่อัลลอฮ์ทรงบอกเล่าการสรรเสริญพระองค์เอง พร้อมชี้นำบ่าวให้สรรเสริญพระองค์ · ด้วยเหตุนี้ ละหมาดของผู้ที่ไม่อ่านฟาติหะฮ์ทั้งที่สามารถจึงใช้ไม่ได้ ดังหะดีษในเศาะหีหัยน์ จากอุบาดะฮ์ บิน อัศศอมิต “ไม่มีละหมาดสำหรับผู้ที่ไม่อ่านฟาติหะตุลกิตาบ” (บุคอรี #756 · มุสลิม #394) และหะดีษ “แบ่งละหมาด” ในมุสลิม (มุสลิม #395 — ดูฉบับเต็มในตอนที่ 2)
“ตัวนูน” ใน “นะอ์บุดุ/นัสตะอีน” (เรา): เป็นการบอกเล่าถึงประเภทของบ่าว โดยผู้ละหมาดเป็นหนึ่งในนั้น (โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในญะมาอะฮ์) จึงกล่าวแทนตัวเองและพี่น้องผู้ศรัทธา · และเป็นการถ่อมตนมากกว่าการกล่าว “อียากะ อะอ์บุดุ” (ฉันเคารพ) เพราะการกล่าวเดี่ยวอาจสื่อการยกตนว่าตนคนเดียวคู่ควรแก่การภักดี · การเป็น “บ่าว (อับด์)” เป็นตำแหน่งอันสูงส่ง ที่บ่าวได้รับเกียรติด้วยการพาดพิงตนต่ออัลลอฮ์ · อัลลอฮ์ทรงเรียกท่านรอซูลว่า “บ่าว” ในตำแหน่งที่สูงส่งที่สุดของท่าน เช่นตอนประทานคัมภีร์ (อัลกะฮ์ฟ์ 18:1) ตอนลุกขึ้นเผยแผ่ (อัลญิน 72:19) และตอนอิสรออ์ (อัลอิสรออ์ 17:1)
ส่วนที่ 5 อายะฮ์ 6 — “อิห์ดินัศศิรอฏ็อลมุสตะกีม”
1 · ซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ — อายะฮ์ 6
- اهْدِنَا الصِّرَاطَ الْمُسْتَقِيمَ อิห์ดินัศศิรอฏ็อลมุสตะกีม ขอทรงชี้นำเราสู่ทางอันเที่ยงตรง
เมื่อได้สรรเสริญผู้ที่ถูกวิงวอนแล้ว ก็เหมาะที่จะตามด้วยการขอ ดังในหะดีษ “…และบ่าวของข้าจะได้ในสิ่งที่เขาขอ” · นี่คือมารยาทการขอที่สมบูรณ์ที่สุด คือ สรรเสริญผู้ถูกขอก่อน แล้วจึงขอความต้องการ · “ฮิดายะฮ์” ในที่นี้คือ การชี้นำและการให้ประสบความสำเร็จ (เตาฟีก) จึงมีนัยว่า ขอทรงดลใจเรา ขอทรงให้เราสำเร็จ ขอทรงประทานแก่เรา (ซึ่งทางอันเที่ยงตรง)
“อัศศิรอฏ็อลมุสตะกีม” อิบนุญะรีรกล่าวว่า อุมมะฮ์ของนักตีความเห็นพ้องกันว่าคือ ทางที่ชัดเจนซึ่งไม่มีความคดเคี้ยว · แล้วบรรดามุฟัสสิรอธิบายต่างสำนวนกันแต่กลับสู่สิ่งเดียว คือ การปฏิบัติตามอัลลอฮ์และรอซูล:
- คัมภีร์ของอัลลอฮ์ (รายงานจากอะลีและอิบนุมัสอูด · ติรมิซี #2906)
- อิสลาม (อิบนุอับบาส · ญาบิร · อิบนุลหะนะฟียะฮ์)
- อัลหัก (สัจธรรม) (มุญาฮิด)
- ท่านนบี ﷺ และสหายสองท่านหลังจากท่าน (อบูบักรและอุมัร) (อบุลอาลิยะฮ์ · อัลหะสันรับรอง)
ทัศนะทั้งหมดถูกต้องและเกี่ยวเนื่องกัน เพราะผู้ที่ตามท่านนบี ﷺ และเจริญรอยตามสองท่านหลังจากท่าน ย่อมได้ตามสัจธรรม ตามอิสลาม และตามอัลกุรอาน
อันนัววาส บิน สัมอานเล่าจากท่านรอซูล ﷺ ว่า: “อัลลอฮ์ทรงยกอุปมาทางอันเที่ยงตรง — สองข้างทางมีกำแพงสองด้าน มีประตูหลายบานที่เปิดอยู่ บนประตูมีม่านห้อยลงมา · ที่ต้นทางมีผู้เรียกร้องกล่าวว่า ‘โอ้มนุษย์ทั้งหลาย จงเข้าสู่ทางนี้ทั้งหมด และอย่าคดออก’ · และมีผู้เรียกอีกคนเรียกจากเหนือทาง เมื่อผู้ใดจะเปิดประตูใด (ม่าน) เขาก็กล่าวว่า ‘ระวัง อย่าเปิดมัน เพราะหากเจ้าเปิด เจ้าจะเข้าไป’ · ทางนั้นคืออิสลาม กำแพงสองด้านคือขอบเขต (หุดูด) ของอัลลอฮ์ ประตูที่เปิดคือสิ่งต้องห้ามของอัลลอฮ์ ผู้เรียกที่ต้นทางคือคัมภีร์ของอัลลอฮ์ และผู้เรียกจากเหนือทางคือผู้ตักเตือนของอัลลอฮ์ในหัวใจของมุสลิมทุกคน”
หากถามว่า: ผู้ศรัทธาซึ่งได้รับทางนำอยู่แล้ว เหตุใดจึงขอทางนำในทุกละหมาด? ไม่ใช่การขอสิ่งที่มีอยู่แล้วหรือ? · คำตอบ: ไม่ใช่ เพราะบ่าวต้องพึ่งพาอัลลอฮ์ทุกขณะในการ ให้มั่นคง หยั่งราก เพิ่มพูน และดำรงอยู่ บนทางนำ · บ่าวไม่อาจให้คุณให้โทษแก่ตนเองได้เว้นแต่ที่อัลลอฮ์ทรงประสงค์ พระองค์จึงชี้นำให้ขอในทุกเวลาว่าขอทรงช่วยเหลือ ให้มั่นคง และให้สำเร็จ · เช่นเดียวกับที่ทรงสั่งผู้ศรัทธาให้ “ศรัทธา” (อันนิสาอ์ 4:136) ทั้งที่พวกเขาศรัทธาอยู่แล้ว — คือให้มั่นคงและดำรงต่อไป
ส่วนที่ 6 อายะฮ์ 7 — “ทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงโปรดปราน...”
1 · ซูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ — อายะฮ์ 7
- صِرَاطَ الَّذِينَ أَنْعَمْتَ عَلَيْهِمْ غَيْرِ الْمَغْضُوبِ عَلَيْهِمْ وَلَا الضَّالِّينَ ศิรอฏ็อลละซีนะ อันอัมตะ อะลัยฮิม ฆ็อยริลมัฆฎูบิ อะลัยฮิม วะลัฎฎอลลีน ทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ทรงโปรดปราน มิใช่ทางของบรรดาผู้ที่ถูกกริ้ว และมิใช่ทางของบรรดาผู้ที่หลงผิด
“บรรดาผู้ที่พระองค์ทรงโปรดปราน” คือผู้ที่ถูกกล่าวถึงในซูเราะฮ์อันนิสาอ์ “…พร้อมกับบรรดาผู้ที่อัลลอฮ์ทรงโปรดปราน คือบรรดานบี ศิดดีกีน ชุฮะดาอ์ และศอลิหีน” (อันนิสาอ์ 4:69)
“ผู้ถูกกริ้ว (อัลมัฆฎูบิ อะลัยฮิม)” คือผู้ที่เจตนาเสีย รู้สัจธรรมแล้วหันเหจากมัน · “ผู้หลงผิด (อัฎฎอลลีน)” คือผู้ที่สูญเสียความรู้ จึงระเหเร่ร่อนในความหลง ไม่พบทางสู่สัจธรรม · การเน้นด้วยคำ “วะลา” เพื่อชี้ว่ามีสองทางที่เสีย คือทางของยะฮูดและนะศอรอ · ยะฮูด (ยิว) ลักษณะเด่นคือ ถูกกริ้ว เพราะรู้แล้วละทิ้ง (อัลมาอิดะฮ์ 5:60) · นะศอรอ (คริสต์) ลักษณะเด่นคือ หลงผิด เพราะมุ่งหมายบางสิ่งแต่ไม่พบทางที่ถูกต้อง (อัลมาอิดะฮ์ 5:77)
อะดี บิน หาติมเล่าว่า ท่านรอซูล ﷺ กล่าวว่า “ผู้ถูกกริ้วคือยะฮูด และผู้หลงผิดคือนะศอรอ” · (ในอีกสายมีว่า อะดีถามท่านรอซูล ﷺ เกี่ยวกับ ‘ฆ็อยริลมัฆฎูบิ อะลัยฮิม’ ท่านตอบว่า ‘คือยะฮูด’ และ ‘วะลัฎฎอลลีน’ ท่านตอบว่า ‘นะศอรอคือผู้หลงผิด’)
ส่วนที่ 7 สรุปซูเราะฮ์ฟาติหะฮ์
ซูเราะฮ์อันทรงเกียรตินี้ซึ่งมีเจ็ดอายะฮ์ ได้รวม:
- การสรรเสริญ ยกย่อง และสดุดีอัลลอฮ์ ด้วยการเอ่ยพระนามอันงดงามซึ่งบ่งถึงคุณลักษณะอันสูงส่ง
- การกล่าวถึงวันปรโลก (เยามุดดีน)
- การชี้นำบ่าวให้วิงวอนและนอบน้อม ปลีกตัวจากพลังของตนเอง
- การภักดีต่ออัลลอฮ์ผู้เดียว (เตาฮีด) และการปฏิเสธการมีภาคี
- การขอทางนำสู่ทางอันเที่ยงตรง และการให้มั่นคงบนมัน
- การส่งเสริมการงานดี (เพื่ออยู่ร่วมกับผู้ที่ถูกโปรดปราน) และ การเตือนจากทางที่เสีย (เพื่อไม่ถูกรวมกับผู้ถูกกริ้วและผู้หลง)
น่าสังเกตว่า การประทานความโปรดปราน ถูกพาดพิงถึงอัลลอฮ์โดยตรง (“อันอัมตะ อะลัยฮิม” — พระองค์ทรงโปรดปราน) · แต่ ความกริ้ว ถูกละผู้กระทำไว้ (“อัลมัฆฎูบิ อะลัยฮิม” — ผู้ถูกกริ้ว โดยไม่ระบุว่าใครกริ้ว) ทั้งที่แท้จริงพระองค์คือผู้กระทำ — เป็นมารยาทในการเอ่ยถึงอัลลอฮ์
ส่วนที่ 8 การกล่าว “อามีน” หลังฟาติหะฮ์
ส่งเสริมให้ผู้อ่านฟาติหะฮ์กล่าว “อามีน” หลังจากนั้น (อ่านยาว อามีน หรือสั้น อะมีน ก็ได้) ความหมายคือ “โอ้อัลลอฮ์ ขอทรงตอบรับ”
วาอิล บิน หุจญ์รฺกล่าวว่า: ฉันได้ยินท่านนบี ﷺ อ่าน “ฆ็อยริลมัฆฎูบิ อะลัยฮิม วะลัฎฎอลลีน” แล้วท่านกล่าว “อามีน” ลากเสียงยาว (ในรายงานของอบูดาวูด: ยกเสียงดัง)
และอบูฮุร็อยเราะฮ์เล่าว่า เมื่อท่านรอซูล ﷺ อ่าน “…วะลัฎฎอลลีน” ท่านกล่าว “อามีน” จนผู้อยู่แถวแรกได้ยิน (อบูดาวูด #934 · อิบนุมาญะฮ์ #853 — เพิ่มว่า เสียงก้องทั่วมัสยิด) · และบิลาลกล่าวว่า “โอ้รอซูลุลลอฮ์ อย่ากล่าวอามีนก่อนฉัน” (อบูดาวูด #937)
ส่งเสริมให้กล่าวอามีนทั้งผู้ที่อยู่นอกละหมาดและในละหมาด (ผู้ละหมาดเดี่ยว อิมาม หรือมะอ์มูม) ดังในเศาะหีหัยน์ จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ ท่านรอซูล ﷺ กล่าวว่า “เมื่ออิมามกล่าวอามีน พวกท่านก็จงกล่าวอามีน เพราะผู้ใดที่การกล่าวอามีนของเขาตรงกับการกล่าวอามีนของมลาอิกะฮ์ บาปที่ผ่านมาของเขาจะถูกอภัย” (บุคอรี #780 · มุสลิม #410) · และในมุสลิม จากอบูมูซา “เมื่ออิมามกล่าว ‘วะลัฎฎอลลีน’ พวกท่านจงกล่าว ‘อามีน’ อัลลอฮ์จะทรงตอบรับพวกท่าน” (มุสลิม #404)
مَا حَسَدَتْكُمُ الْيَهُودُ عَلَى شَيْءٍ مَا حَسَدَتْكُمْ عَلَى السَّلامِ وَالتَّأْمِينِ อาอิชะฮ์เล่าว่ามีการเอ่ยถึงยะฮูดต่อหน้าท่านรอซูล ﷺ ท่านกล่าวว่า “พวกเขาไม่ได้อิจฉาพวกท่านในสิ่งใดเท่ากับที่อิจฉาในเรื่องวันญุมอะฮ์ที่อัลลอฮ์ทรงชี้นำเราสู่มันแต่พวกเขาหลงจากมัน · เรื่องกิบละฮ์ที่ทรงชี้นำเราแต่พวกเขาหลงจากมัน · และเรื่องการกล่าว ‘อามีน’ ของเราตามหลังอิมาม” (สำนวนอิบนุมาญะฮ์: “ยิวไม่ได้อิจฉาพวกท่านในสิ่งใดเท่ากับสลามและการกล่าวอามีน”)