มุก็อดดิมะฮ์ของอิบนุกะษีร — ระเบียบวิธีตัฟซีร
مقدمة ابن كثير
ส่วนที่ 1 บทเปิด (คุฏบะฮ์) — การสรรเสริญและพันธกิจของท่านนบี
อิมามอิบนุกะษีรกล่าวว่า:
การสรรเสริญเป็นสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ผู้ทรง เปิดคัมภีร์ของพระองค์ด้วยการสรรเสริญ ตรัสว่า “การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก · ผู้ทรงกรุณาปรานี ผู้ทรงเมตตาเสมอ · ผู้ทรงครอบครองวันแห่งการตอบแทน” (อัลฟาติหะฮ์ 1:2–4) · และตรัสว่า “การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ ผู้ทรงประทานคัมภีร์แก่บ่าวของพระองค์ โดยมิได้ทรงให้มีความบิดเบี้ยวใด ๆ ในนั้น · (ทรงให้เป็นคัมภีร์) อันเที่ยงตรง เพื่อเตือนสำทับถึงการลงโทษอันรุนแรงจากพระองค์ และเพื่อแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ศรัทธาที่ประกอบความดีว่า พวกเขาจะได้รับรางวัลอันงดงาม” (อัลกะฮ์ฟ์ 18:1–2)
พระองค์ทรง เปิดการสร้างด้วยการสรรเสริญ ตรัสว่า “การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ ผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดิน และทรงบันดาลความมืดและแสงสว่าง” (อัลอันอาม 6:1) · และทรง ปิดท้ายด้วยการสรรเสริญ โดยตรัสหลังกล่าวถึงบั้นปลายของชาวสวรรค์และชาวนรกว่า “และเจ้าจะเห็นบรรดามลาอิกะฮ์ห้อมล้อมอยู่รอบบัลลังก์ ต่างแซ่ซ้องสดุดีด้วยการสรรเสริญพระผู้อภิบาลของพวกเขา และจะถูกตัดสินระหว่างพวกเขาด้วยความเที่ยงธรรม และจะมีเสียงกล่าวว่า การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก” (อัซซุมัร 39:75) · ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงตรัสว่า “และพระองค์คืออัลลอฮ์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ การสรรเสริญเป็นของพระองค์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า” (อัลเกาะศ็อศ 28:70)
ดังนั้นการสรรเสริญจึงเป็นของพระองค์ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า คือในทุกสิ่งที่ทรงสร้างแล้วและกำลังจะทรงสร้าง พระองค์คือผู้ได้รับการสรรเสริญในสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ดังที่ผู้ละหมาดกล่าวว่า “โอ้อัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของเรา การสรรเสริญเป็นของพระองค์ เต็มชั้นฟ้าทั้งหลาย เต็มแผ่นดิน และเต็มสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์หลังจากนั้น”
ด้วยเหตุนี้ ชาวสวรรค์จึงถูกดลใจให้สดุดีและสรรเสริญพระองค์ ดังที่พวกเขาถูกดลใจให้หายใจ คือพวกเขาสดุดีและสรรเสริญพระองค์เท่าจำนวนลมหายใจ เพราะได้เห็นความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ ดังที่ตรัสว่า “บทวิงวอนของพวกเขาในสวรรค์นั้นคือ “มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ โอ้อัลลอฮ์” และคำทักทายของพวกเขาในนั้นคือ “สลาม” และบทวิงวอนสุดท้ายของพวกเขาคือ “การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก”” (ยูนุส 10:10)
และการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ ผู้ทรงส่งบรรดารอซูลของพระองค์ “ในฐานะผู้แจ้งข่าวดีและผู้ตักเตือน เพื่อมิให้มนุษย์มีข้ออ้างใด ๆ ต่ออัลลอฮ์ภายหลังจากบรรดารอซูล” (อันนิสาอ์ 4:165) · และทรงปิดท้ายพวกเขาด้วย ท่านนบีผู้เป็นอุมมี ชาวอาหรับ ชาวมักกะฮ์ ผู้ชี้นำสู่หนทางที่ชัดเจนที่สุด ทรงส่งท่านไปยังสิ่งถูกสร้างทั้งปวงทั้งมนุษย์และญิน นับตั้งแต่ถูกแต่งตั้งจนถึงวันกิยามะฮ์ ดังที่ตรัสว่า “จงกล่าวเถิด (มุหัมมัด) โอ้มนุษยชาติ แท้จริงฉันคือรอซูลของอัลลอฮ์มายังพวกท่านทั้งมวล” (อัลอะอ์รอฟ 7:158) และตรัสว่า “เพื่อฉันจะได้ตักเตือนพวกท่านด้วยมัน (อัลกุรอาน) และผู้ที่มันไปถึง” (อัลอันอาม 6:19)
ดังนั้น ผู้ใดที่อัลกุรอานนี้ไปถึง ไม่ว่าอาหรับหรือมิใช่อาหรับ ผิวดำหรือผิวแดง มนุษย์หรือญิน ย่อมมีอัลกุรอานเป็นผู้ตักเตือนแก่เขา · ด้วยเหตุนี้จึงตรัสว่า “และผู้ใดในหมู่พรรคต่าง ๆ ปฏิเสธมัน ไฟนรกก็คือที่สัญญาของเขา” (ฮูด 11:17) · และท่านรอซูล ﷺ กล่าวว่า “ฉันถูกส่งมายังผิวแดงและผิวดำ” — มุญาฮิดว่า หมายถึงมนุษย์และญิน
ท่านนบี ﷺ จึงเป็นรอซูลของอัลลอฮ์ไปยังมนุษย์และญินทั้งสองพวก เป็นผู้ถ่ายทอดสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงวะฮีย์แก่ท่านจากคัมภีร์อันทรงเกียรตินี้ ซึ่ง “ความเท็จจะไม่คืบคลานเข้าสู่มันได้ ไม่ว่าจากข้างหน้าหรือข้างหลัง เป็นการประทานลงมาจากพระผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ” (ฟุศศิลัต 41:42)
และพระองค์ทรงชักชวนให้ใคร่ครวญอัลกุรอาน ตรัสว่า “พวกเขาไม่ใคร่ครวญอัลกุรอานดอกหรือ? หากมันมาจากผู้อื่นนอกจากอัลลอฮ์ แน่นอนพวกเขาจะพบความขัดแย้งมากมายในนั้น” (อันนิสาอ์ 4:82) · และตรัสว่า “คัมภีร์ที่เราได้ประทานลงมาแก่เจ้า อันจำเริญ เพื่อพวกเขาจะได้ใคร่ครวญอายะฮ์ของมัน และเพื่อผู้มีสติปัญญาจะได้รำลึก” (ศอด 38:29)
หน้าที่ของผู้รู้ คือเปิดเผยความหมายแห่งพจนารถของอัลลอฮ์ ตัฟซีรมัน แสวงหามันจากแหล่งที่ควร เรียนรู้และสอนมัน · ดังที่อัลลอฮ์ทรงตำหนิชาวคัมภีร์ก่อนหน้าเราที่ปิดบังและผินหลังให้คัมภีร์ของพวกเขา ตรัสว่า:
“และจงรำลึกเมื่ออัลลอฮ์ทรงเอาสัญญาจากบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์ว่า พวกเจ้าจงชี้แจงมันแก่มนุษย์ และอย่าปิดบังมัน แต่พวกเขากลับเหวี่ยงมันไว้เบื้องหลัง และแลกเปลี่ยนมันด้วยราคาเพียงเล็กน้อย ช่างชั่วช้าเสียจริงสิ่งที่พวกเขาแลกเปลี่ยน” (อาลิอิมรอน 3:187)
ดังนั้นเรามุสลิมจึงมีหน้าที่ 2 ประการ: (๑) หยุดจากสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงตำหนิพวกเขา (คืออย่าผินหลังให้คัมภีร์) และ (๒) ปฏิบัติตามที่ทรงบัญชา คือเรียนรู้คัมภีร์ที่ประทานแก่เรา สอนมัน ทำความเข้าใจ และทำให้ผู้อื่นเข้าใจ ดังที่ตรัสว่า “ยังไม่ถึงเวลาอีกหรือ สำหรับบรรดาผู้ศรัทธาที่หัวใจของพวกเขาจะนอบน้อมต่อการรำลึกถึงอัลลอฮ์ และสิ่งที่ได้ประทานลงมาจากความจริง และพวกเขาอย่าเป็นเช่นบรรดาผู้ได้รับคัมภีร์มาก่อน ที่กาลเวลาได้ยาวนานผ่านไป แล้วหัวใจของพวกเขาก็แข็งกระด้าง” (อัลหะดีด 57:16)
ส่วนที่ 2 ระเบียบวิธีตัฟซีรที่ดีที่สุด (4 ขั้น)
หากมีผู้ถามว่า “แนวทางการตัฟซีรวิธีใดดีที่สุด?” คำตอบคือ:
ขั้นที่ 1 — อธิบายอัลกุรอานด้วยอัลกุรอาน เพราะสิ่งที่ถูกกล่าวไว้อย่างย่อในที่หนึ่ง ย่อมถูกขยายความในอีกที่หนึ่ง
ขั้นที่ 2 — หากยังไม่พบ ก็จงยึดสุนนะฮ์ เพราะสุนนะฮ์เป็นตัวขยายและอธิบายอัลกุรอาน · อิมามอบูอับดุลลอฮ์ มุหัมมัด บิน อิดรีส อัชชาฟิอีกล่าวว่า “ทุกสิ่งที่ท่านรอซูล ﷺ ตัดสิน ล้วนเป็นสิ่งที่ท่านเข้าใจมาจากอัลกุรอาน” ดังที่อัลลอฮ์ตรัสว่า “แท้จริงเราได้ประทานคัมภีร์แก่เจ้าด้วยความจริง เพื่อเจ้าจะได้ตัดสินระหว่างมนุษย์ด้วยสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงให้เจ้าเห็น” (อันนิสาอ์ 4:105) และตรัสว่า “และเราได้ประทานอัซซิกร์ (อัลกุรอาน) แก่เจ้า เพื่อเจ้าจะได้ชี้แจงแก่มนุษย์ถึงสิ่งที่ถูกประทานลงมาแก่พวกเขา” (อันนะห์ล 16:44)
ต้นฉบับอาหรับ
«ألا إني أوتيت القرآن ومثله معه…»
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «พึงทราบเถิด แท้จริงฉันได้รับอัลกุรอาน และสิ่งที่เสมือนมัน (คือสุนนะฮ์) มาพร้อมกัน…»
จุดประสงค์คือ เจ้าจงแสวงหาตัฟซีรของอัลกุรอานจากตัวอัลกุรอานเอง หากไม่พบก็จากสุนนะฮ์ ดังที่ท่านนบี ﷺ ได้กล่าวแก่ มุอาซ บิน ญะบัล เมื่อส่งท่านไปเป็นผู้พิพากษาที่ยะมัน:
ท่านนบี ﷺ ถามว่า “ท่านจะตัดสินด้วยอะไร?” มุอาซตอบว่า “ด้วยคัมภีร์ของอัลลอฮ์” · ถามว่า “หากไม่พบเล่า?” ตอบว่า “ด้วยสุนนะฮ์ของรอซูลุลลอฮ์” · ถามว่า “หากไม่พบอีกเล่า?” ตอบว่า “ฉันจะวินิจฉัยด้วยความเห็นของฉัน (อิจญ์ติฮาด)” · ท่านรอซูล ﷺ จึงตบที่อกของมุอาซ พลางกล่าวว่า “การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮ์ ผู้ทรงชี้นำทูตของทูตแห่งรอซูลุลลอฮ์ สู่สิ่งที่รอซูลุลลอฮ์พอใจ”
โดยอิบนุกะษีรระบุว่าหะดิษบทนี้ “อยู่ในบรรดามุสนัดและสุนัน ด้วยสายรายงานที่ดี (ญัยยิด)”
ขั้นที่ 3 — หากไม่พบตัฟซีรทั้งในอัลกุรอานและสุนนะฮ์ ก็จงกลับไปที่คำของบรรดาเศาะหาบะฮ์ เพราะพวกท่านรู้ดียิ่งในเรื่องนี้ ด้วยได้ประจักษ์บริบทและเหตุการณ์แวดล้อมที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งมีความเข้าใจที่สมบูรณ์ ความรู้ที่ถูกต้อง และการงานที่ดีงาม โดยเฉพาะบรรดาผู้รู้และผู้อาวุโส เช่น อิมามทั้งสี่ เคาะลีฟะฮ์ผู้ทรงธรรม บรรดาอิมามผู้ได้รับทางนำ และ อับดุลลอฮ์ บิน มัสอูด (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ)
อิมามอิบนุญะรีร (อัฏฏ็อบรี) รายงานว่า อับดุลลอฮ์ บิน มัสอูดกล่าวว่า “ขอสาบานต่อผู้ที่ไม่มีพระเจ้าอื่นนอกจากพระองค์ ไม่มีอายะฮ์ใดในคัมภีร์ของอัลลอฮ์ถูกประทานลงมา เว้นแต่ฉันรู้ว่ามันถูกประทานเกี่ยวกับผู้ใด และ ณ ที่ใด และหากฉันรู้ว่ามีใครที่รู้คัมภีร์ของอัลลอฮ์มากกว่าฉัน ซึ่งอูฐยังพาไปถึงได้ ฉันก็จะไปหาเขา”
ขั้นที่ 4 — หากไม่พบจากเศาะหาบะฮ์ อิมามหลายท่านก็จะกลับไปที่คำของบรรดาตาบิอีน (รายละเอียดในส่วนถัดไป)
ส่วนที่ 3 การเรียนอัลกุรอานพร้อมปฏิบัติ และอิบนุอับบาส (ตัรญุมานุลกุรอาน)
บรรดาเศาะหาบะฮ์เรียนอัลกุรอานควบคู่กับความหมายและการปฏิบัติ · อบูอับดุรเราะห์มาน อัสสุละมีกล่าวว่า “บรรดาผู้ที่สอนอ่านอัลกุรอานแก่เราเล่าว่า พวกเขาเรียนจากท่านนบี ﷺ และเมื่อเรียนสิบอายะฮ์ จะไม่ผ่านเลยไปจนกว่าจะปฏิบัติตามสิ่งที่อยู่ในนั้น เราจึงได้เรียนทั้งอัลกุรอานและการปฏิบัติไปพร้อมกัน”
หนึ่งในผู้โดดเด่นที่สุดคือ ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่ อับดุลลอฮ์ บิน อับบาส ลูกพี่ลูกน้องของท่านนบี ﷺ ผู้ได้สมญา “ตัรญุมานุลกุรอาน” (ผู้แปลความอัลกุรอาน) ด้วยความจำเริญจากดุอาอ์ของท่านนบี ﷺ ที่ว่า “โอ้อัลลอฮ์ ขอทรงให้เขาเข้าใจศาสนา และทรงสอนการตีความ (ตะอ์วีล) แก่เขา”
อิมามอิบนุญะรีร (อัฏฏ็อบรี) รายงานด้วยสายรายงานเศาะหีห์ว่า อับดุลลอฮ์ บิน มัสอูดกล่าวว่า “อิบนุอับบาสช่างเป็นผู้แปลความอัลกุรอานที่ดียิ่ง” · อิบนุมัสอูดเสียชีวิตในปี ฮ.ศ. 32 (ตามทัศนะที่ถูกต้อง) ส่วนอิบนุอับบาสมีชีวิตอยู่ต่ออีก 36 ปี — ลองคิดดูว่าท่านสั่งสมความรู้เพิ่มขึ้นเพียงใดหลังจากนั้น
อัลอะอ์มัชรายงานจากอบูวาอิลว่า อะลี (บิน อบีฏอลิบ) แต่งตั้งอิบนุอับบาสให้ดูแลฤดูหัจญ์ ท่านจึงแสดงคุฏบะฮ์แก่ผู้คน โดยอ่านซูเราะฮ์อัลบากอเราะฮ์ (อีกสำนวนว่าซูเราะฮ์อันนูร) แล้วอธิบายจนกระทั่ง “หากชาวโรม เติร์ก และดัยลัมได้ยิน พวกเขาคงเข้ารับอิสลาม” · ด้วยเหตุนี้ ตัฟซีรส่วนใหญ่ที่อิสมาอีล บิน อับดุรเราะห์มาน อัสสุดดี อัลกะบีรรายงาน จึงมาจากสองท่านนี้ คือ อับดุลลอฮ์ บิน มัสอูดและอิบนุอับบาส
ส่วนที่ 4 เรื่องเล่าอิสรออีลียาต และหลักการรับ 3 ประเภท
แต่บางครั้งท่านทั้งสองก็ถ่ายทอดคำเล่าของชาวคัมภีร์ (อิสรออีลียาต) ซึ่งท่านนบี ﷺ ได้อนุญาตไว้:
ต้นฉบับอาหรับ
«بَلِّغوا عني ولو آية، وحَدِّثوا عن بني إسرائيل ولا حَرَج، ومن كذب عليَّ متعمدًا فليتبوأ مقعده من النار».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «จงเผยแผ่จากฉันแม้เพียงอายะฮ์เดียว และจงเล่าเรื่องจากบนีอิสรออีลได้โดยไม่มีความผิด และผู้ใดโกหกใส่ฉันโดยเจตนา ก็จงเตรียมที่นั่งของเขาไว้ในไฟนรก»
เรื่องเล่าอิสรออีลียาตเหล่านี้ยกมาเพื่อ “ประกอบ” (อิสติชฮาด) มิใช่เพื่อ “ยึดถือเป็นหลักฐาน” (อิอ์ติฎอด) โดยแบ่งเป็น 3 ประเภท:
- สิ่งที่เรารู้ว่า จริง เพราะมีหลักฐานยืนยันในสิ่งที่เรามี → เศาะหีห์
- สิ่งที่เรารู้ว่า เท็จ เพราะขัดกับสิ่งที่เรามี → ปฏิเสธ
- สิ่งที่ ไม่อาจตัดสิน → ไม่ศรัทธาและไม่ปฏิเสธ เล่าได้ · ส่วนใหญ่ไม่มีประโยชน์ต่อเรื่องศาสนา เช่น ชื่อของชาวถ้ำ สีสุนัขและจำนวนของพวกเขา · ไม้เท้ามูซาทำจากไม้ชนิดใด · ชื่อนกที่อัลลอฮ์ทรงชุบชีวิตให้อิบรอฮีม · ชิ้นส่วนวัวที่ใช้ตีศพ · และต้นไม้ที่อัลลอฮ์ตรัสกับมูซา — ล้วนเป็นสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงปล่อยให้คลุมเครือไว้โดยไม่มีประโยชน์ต้องเจาะจง
อัลลอฮ์ได้ทรงสอนมารยาทในเรื่องนี้ในอายะฮ์ “พวกเขาจะกล่าวว่า (ชาวถ้ำมี) สามคน ที่สี่คือสุนัขของพวกเขา และจะกล่าวว่าห้าคน ที่หกคือสุนัขของพวกเขา เป็นการเดาในสิ่งเร้นลับ…จงกล่าวเถิด พระผู้อภิบาลของฉันทรงรู้ดียิ่งถึงจำนวนของพวกเขา …ดังนั้นเจ้าอย่าโต้เถียงในเรื่องของพวกเขานอกจากการโต้เถียงแต่เพียงผิวเผิน และอย่าสอบถามเกี่ยวกับพวกเขาจากผู้ใดในหมู่พวกเขาเลย” (อัลกะฮ์ฟ์ 18:22) · อายะฮ์นี้สอนว่า อัลลอฮ์ทรงเล่าสามทัศนะ ทรงทำให้สองทัศนะแรกอ่อน แล้วทรงนิ่งต่อทัศนะที่สาม (บ่งชี้ว่าถูก) จากนั้นทรงชี้ว่าการรู้จำนวนนั้นไม่มีประโยชน์
หลักการเล่าความเห็นต่างที่ดีที่สุด คือ รวบรวมทัศนะให้ครบ · ชี้อันที่ถูกและหักล้างอันที่ผิด · ระบุประโยชน์ของความต่าง เพื่อไม่ให้ยืดเยื้อในสิ่งไร้ประโยชน์ · ผู้ที่เล่าไม่ครบถือว่าบกพร่อง (เพราะอันที่ถูกอาจอยู่ในส่วนที่ละไว้) · ผู้ที่เล่าแล้วไม่ชี้อันที่ถูกก็บกพร่อง · ผู้ที่ยืนยันอันที่ผิดโดยเจตนาก็โกหก โดยไม่รู้ก็ผิดพลาด · และผู้ที่เล่าหลายทัศนะที่แท้จริงกลับไปหาความหมายเดียวกัน ถือว่าเสียเวลาและทำให้เนื้อหาพองโดยไม่จำเป็น
ส่วนที่ 5 คำของบรรดาตาบิอีน
หากไม่พบตัฟซีรในอัลกุรอาน สุนนะฮ์ และคำของเศาะหาบะฮ์ อิมามหลายท่านก็จะกลับไปที่ คำของบรรดาตาบิอีน เช่น มุญาฮิด บิน ญับร์ ผู้เป็น “สัญลักษณ์แห่งตัฟซีร” · มุหัมมัด บิน อิสหากรายงานจากมุญาฮิดว่า “ฉันได้ทบทวนมุศหัฟกับอิบนุอับบาสถึง 3 รอบ ตั้งแต่ต้นจนจบ หยุดถามท่านทุกอายะฮ์” · และอิบนุญะรีรรายงานจากอิบนุอบีมุลัยกะฮ์ว่า “ฉันเห็นมุญาฮิดถามอิบนุอับบาสเรื่องตัฟซีร โดยมีแผ่นจารึกอยู่กับเขา อิบนุอับบาสก็จะบอกว่า ‘จงเขียนเถิด’ จนกระทั่งถามตัฟซีรทั้งหมด” · ด้วยเหตุนี้ สุฟยาน อัษเษารีจึงกล่าวว่า “หากตัฟซีรมาจากมุญาฮิด ก็เพียงพอแล้วสำหรับเจ้า”
และตาบิอีนท่านอื่น เช่น สะอีด บิน ญุบัยร์ · อิกริมะฮ์ (คนรับใช้อิบนุอับบาส) · อะฏออ์ บิน อบีเราะบาห์ · หะซัน อัลบัศรี · มัสรูก บิน อัลอัจญ์ดะอ์ · สะอีด บิน อัลมุสัยยิบ · อบุลอาลิยะฮ์ · อัรเราะบีอ์ บิน อะนัส · เกาะตาดะฮ์ · อัฎเฎาะหาก บิน มุซาหิม และท่านอื่น ๆ ในหมู่ตาบิอีนและผู้ตามพวกเขา · เมื่อยกคำของพวกเขาในอายะฮ์หนึ่ง มักพบว่าถ้อยคำต่างกัน ซึ่งผู้ไม่มีความรู้อาจนึกว่าเป็นความขัดแย้ง แล้วเล่าเป็นหลายทัศนะ ทั้งที่ไม่ใช่ — เพราะบางคนอธิบายสิ่งหนึ่งด้วยสิ่งที่ใกล้เคียงหรือคล้ายกัน บางคนระบุตัวสิ่งนั้นตรง ๆ แต่ทั้งหมดมีความหมายเดียวกันในหลายที่ ผู้มีปัญญาพึงเข้าใจจุดนี้
ชุอ์บะฮ์ บิน อัลหัจญาจและท่านอื่นกล่าวว่า “คำของตาบิอีนในเรื่องปลีกย่อย (ฟุรูอ์) ไม่ถือเป็นหลักฐาน (ที่ผูกมัด) แล้วจะเป็นหลักฐานในเรื่องตัฟซีรได้อย่างไร?” — หมายถึง ไม่เป็นหลักฐานผูกมัดผู้ที่เห็นต่างจากพวกเขา · แต่หากพวกเขา เห็นพ้องกัน ก็ไม่ต้องสงสัยว่าเป็นหลักฐาน · หากขัดแย้งกัน คำของบางคนก็ไม่เป็นหลักฐานเหนืออีกคน หรือเหนือผู้มาทีหลัง แล้วจึงกลับไปหาภาษาของอัลกุรอาน สุนนะฮ์ ภาษาอาหรับโดยรวม หรือคำของเศาะหาบะฮ์
ส่วนที่ 6 การตัฟซีรด้วยความเห็นล้วน ๆ (บิรเราะอ์ยิ) เป็นสิ่งต้องห้าม
ส่วนการตัฟซีรอัลกุรอานด้วยความเห็นล้วน ๆ นั้นเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม)
ต้นฉบับอาหรับ
«مَنْ قال في القرآن برأيه، أو بما لا يعلم، فليتبوأ مقعده من النار».
ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า «ผู้ใดพูดเรื่องอัลกุรอานด้วยความเห็นของตน หรือด้วยสิ่งที่เขาไม่รู้ ก็จงเตรียมที่นั่งของเขาไว้ในไฟนรก»
ความหมายของ “แม้จะถูกก็ผิด” คือ เพราะเขาได้ฝืนพูดในสิ่งที่ตนไม่มีความรู้ และเดินผิดวิธีที่ถูกบัญชา แม้ความหมายจะบังเอิญถูก เขาก็ผิดเพราะมิได้มาตามครรลอง เปรียบดั่งผู้ตัดสินคดีด้วยความไม่รู้ ซึ่งอยู่ในไฟนรก แม้คำตัดสินจะบังเอิญตรงกับความจริง (แต่โทษเบากว่าผู้ที่ตัดสินผิด) · ดังที่อัลลอฮ์ทรงเรียกผู้กล่าวหา (โดยไม่มีพยาน) ว่าเป็นผู้โกหก “ในเมื่อพวกเขาไม่นำพยานมา ดังนั้นชนเหล่านั้น ณ ที่อัลลอฮ์ คือบรรดาผู้โกหก” (อันนูร 24:13) แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะทำซินาจริงก็ตาม เพราะเขาแจ้งในสิ่งที่ไม่อนุญาตให้แจ้ง
ส่วนที่ 7 ความระมัดระวังของบรรพชนสลัฟ (ไม่พูดในสิ่งที่ไม่รู้)
ด้วยเหตุนี้ บรรพชนสลัฟกลุ่มหนึ่งจึงระมัดระวังยิ่งที่จะตัฟซีรในสิ่งที่ตนไม่มีความรู้:
- อบูบักร อัศศิดดีก (เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ) กล่าวว่า “แผ่นดินใดเล่าจะรองรับฉัน และฟ้าใดจะปกคลุมฉัน หากฉันพูดเรื่องคัมภีร์ของอัลลอฮ์ในสิ่งที่ฉันไม่รู้” — ตอนถูกถามความหมายของ “อัลอับบ์” (ในอายะฮ์ ﴿وَفَاكِهَةً وَأَبًّا﴾ อะบะสะ 31)
- อุมัร บิน อัลค็อฏฏอบ อ่านอายะฮ์ “และผลไม้ และหญ้า (อับบ์)” แล้วถามว่า “อัลอับบ์คืออะไร?” จากนั้นกล่าวเตือนตนเองว่า “แท้จริงนี่คือการฝืน (ตะกัลลุฟ) โอ้อุมัรเอ๋ย ไม่เป็นไรหรอกหากเจ้าจะไม่รู้มัน” · (ทั้งสองท่านมิได้สงสัยว่ามันเป็นพืชที่งอกจากดิน ซึ่งชัดเจนจากอายะฮ์ก่อนหน้า แต่ต้องการสืบค้นรายละเอียดของชนิดพืชนั้น)
- อิบนุอับบาส เองเมื่อถูกถามบางอายะฮ์ที่ท่านไม่รู้ ท่านก็ปฏิเสธที่จะตอบ (รายงานด้วยสายเศาะหีห์) · มีผู้ถามท่านเรื่องอายะฮ์ “วันหนึ่งซึ่งกำหนดของมันคือหนึ่งพันปี” (อัสสัจญ์ดะฮ์ 32:5) ท่านย้อนถามว่า “แล้ว “วันหนึ่งซึ่งกำหนดของมันคือห้าหมื่นปี” (อัลมะอาริจญ์ 70:4) เล่า?” ผู้ถามว่า “ฉันถามเพื่อให้ท่านบอกฉัน” ท่านตอบว่า “มันคือสองวันที่อัลลอฮ์ทรงกล่าวไว้ในคัมภีร์ของพระองค์ อัลลอฮ์ทรงรู้ดียิ่งเกี่ยวกับมัน” — ท่านรังเกียจที่จะพูดเรื่องคัมภีร์ในสิ่งที่ไม่รู้
- สะอีด บิน อัลมุสัยยิบ เมื่อถูกถามตัฟซีรจะกล่าวว่า “เราไม่พูดเรื่องอัลกุรอานสิ่งใด” และท่านจะพูดเฉพาะสิ่งที่รู้ · ครั้งหนึ่งเมื่อถูกถามเรื่องอายะฮ์ ท่านตอบว่า “อย่าถามฉันเรื่องอัลกุรอาน จงถามผู้ที่อ้างว่าไม่มีสิ่งใดในนั้นที่เร้นลับจากเขา” หมายถึงอิกริมะฮ์
- อิบนุเชาซับเล่าว่า “เราเคยถามสะอีด บิน อัลมุสัยยิบเรื่องหะลาล-หะรอม ท่านเป็นผู้รู้ที่สุด แต่เมื่อเราถามตัฟซีรอายะฮ์ ท่านจะนิ่งราวกับไม่ได้ยิน”
- อุบัยดุลลอฮ์ บิน อุมัรกล่าวว่า “ฉันทันเห็นบรรดาฟุเกาะฮาอ์แห่งมะดีนะฮ์ ต่างถือว่าการพูดเรื่องตัฟซีรเป็นเรื่องใหญ่ ในหมู่พวกเขามี ซาลิม บิน อับดุลลอฮ์ · อัลกอซิม บิน มุหัมมัด · สะอีด บิน อัลมุสัยยิบ · และนาฟิอ์”
- ฮิชาม บิน อุรวะฮ์กล่าวว่า “ฉันไม่เคยได้ยินบิดาของฉัน (อุรวะฮ์) ตีความอายะฮ์ใดจากคัมภีร์ของอัลลอฮ์เลย”
- มุหัมมัด บิน สีรีนเล่าว่า ฉันถามอุบัยดะฮ์ อัสสัลมานีเรื่องอายะฮ์ ท่านตอบว่า “บรรดาผู้ที่รู้ว่าอัลกุรอานถูกประทานเกี่ยวกับสิ่งใดได้จากไปแล้ว จงยำเกรงอัลลอฮ์ และจงยึดความเที่ยงตรง”
- อิบรอฮีม (อันนะเคาะอี) กล่าวว่า “บรรดาสหายของเราเคยระวังและเกรงกลัวการตัฟซีร”
- อัชชะอ์บีกล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮ์ ไม่มีอายะฮ์ใดที่ฉันไม่ได้ถามเกี่ยวกับมัน แต่มันคือการรายงานจากอัลลอฮ์” · และมัสรูกกล่าวว่า “จงระวังการตัฟซีร เพราะมันคือการรายงานจากอัลลอฮ์”
อันที่จริง การพูดในสิ่งที่รู้เป็นสิ่งจำเป็น (วาญิบ) เมื่อถูกถาม ดังพระดำรัส “พวกเจ้าจงชี้แจงมันแก่มนุษย์ และอย่าปิดบัง” (อาลิอิมรอน 3:187) และหะดิษที่รายงานหลายสายว่า “ผู้ใดถูกถามเรื่องความรู้แล้วปิดบังไว้ เขาจะถูกสวมบังเหียนด้วยไฟในวันกิยามะฮ์”
สี่มิติของตัฟซีร (ตามที่อิบนุอับบาสแบ่งไว้)
มีหะดิษที่อิบนุญะรีรรายงานจากอาอิชะฮ์ว่า “ท่านนบี ﷺ มิได้ตัฟซีรสิ่งใดจากอัลกุรอาน นอกจากอายะฮ์จำนวนหนึ่งที่ญิบรีลได้สอนท่าน”
ในตอนท้าย อิบนุกะษีรได้ยกคำของอิบนุอับบาส (ด้วยสายรายงานเศาะหีห์ ผ่านอบุซซินาดจากอัลอะอ์เราะจญ์) ที่แบ่ง ตัฟซีรออกเป็น 4 มิติ:
- มิติที่ชาวอาหรับรู้ได้จากภาษาของตน (ความหมายทางภาษา)
- มิติที่ไม่มีผู้ใดได้รับการยกเว้นให้ไม่รู้ (หลักศาสนาที่ชัดเจน)
- มิติที่เฉพาะบรรดาผู้รู้ (อุละมาอ์) เท่านั้นที่รู้
- มิติที่ไม่มีผู้ใดรู้นอกจากอัลลอฮ์ (มุตะชาบิฮ์)