← ดัชนีซูเราะฮ์
85

ซูเราะฮ์อัลบุรูจ

البروج

  • บทที่ 85
  • 22 อายะฮ์
  • มักกียะฮ์
  • กำลังตรวจ
📖 อ่านต้นฉบับอาหรับ (ฉบับซามี)
เรียบเรียง

ส่วนที่ 1 อายะฮ์ 1–3 : คำสาบานด้วยฟ้าและวันสัญญา

85 · ซูเราะฮ์อัลบุรูจ — อายะฮ์ 1–3

بِسْمِ اللَّهِ الرَّحْمَٰنِ الرَّحِيمِ

  1. وَالسَّمَاءِ ذَاتِ الْبُرُوجِ วัสสะมาอิ ซาติลบุรูจ ขอสาบานด้วยชั้นฟ้าที่มีกลุ่มดวงดาว
  2. وَالْيَوْمِ الْمَوْعُودِ วัลเยามิลเมาอูด และด้วยวันที่ถูกสัญญาไว้ (วันกิยามะฮ์)
  3. وَشَاهِدٍ وَمَشْهُودٍ วะชาฮิดิน วะมัชฮูด และด้วยผู้เป็นพยานและสิ่งที่ถูกเป็นพยาน

อัลลอฮ์ทรงสาบานด้วย ชั้นฟ้าและกลุ่มดวงดาว (อัลบุรูจ) ดังคำตรัส “จำเริญยิ่งพระผู้ทรงทำให้มีกลุ่มดาวในชั้นฟ้า” (อัลฟุรกอน 25:61) · อิบนุอับบาส มุญาฮิด อัฎเฎาะหาก อัลหะสัน เกาะตาดะฮ์ อัสสุดดีว่า อัลบุรูจคือดวงดาว · อิบนุญะรีรเลือกว่า คือ ตำแหน่งโคจรของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ (สิบสองราศี) · “วัลเยามิลเมาอูด” คือ วันกิยามะฮ์ (อบูฮุร็อยเราะฮ์ อัลหะสัน เกาะตาดะฮ์ อิบนุซัยด์เห็นตรงกัน)

“วะชาฮิดิน วะมัชฮูด” — นักตัฟซีรมีหลายทัศนะ · ที่แพร่หลายคือ “ชาฮิด (ผู้เป็นพยาน) คือวันศุกร์ และมัชฮูด (วันที่ถูกเป็นพยาน) คือวันอะเราะฟะฮ์” · มีรายงานว่า “วันที่ถูกสัญญาคือกิยามะฮ์ ผู้เป็นพยานคือวันศุกร์ (ไม่มีวันใดประเสริฐกว่ามัน มีชั่วขณะหนึ่งที่บ่าวมุสลิมขอสิ่งดีจะได้รับ) และวันที่ถูกเป็นพยานคือวันอะเราะฟะฮ์” · และมีทัศนะว่า ชาฮิดคือมุหัมมัด ﷺ (อ้างคำตรัส “แล้วจะเป็นเช่นไร เมื่อเรานำพยานมาจากทุกประชาชาติ และนำเจ้ามาเป็นพยานเหนือเขาเหล่านี้” อันนิสาอ์ 4:41) และมัชฮูดคือวันกิยามะฮ์ · บ้างว่าชาฮิดคือ ลูกหลานอาดัม (มนุษย์) และมัชฮูดคือวันกิยามะฮ์ (มุญาฮิด อิกริมะฮ์ อัฎเฎาะหาก) — อัลบะเฆาะวีว่าคนส่วนใหญ่ถือว่าชาฮิด=วันศุกร์ มัชฮูด=วันอะเราะฟะฮ์

เรียบเรียง

ส่วนที่ 2 อายะฮ์ 4–9 : อัศหาบุลอุคดูด — ชาวคูไฟ

85 · ซูเราะฮ์อัลบุรูจ — อายะฮ์ 4–9
  1. قُتِلَ أَصْحَابُ الْأُخْدُودِ กุติละ อัศหาบุลอุคดูด ชาวคูน้ำ (อัศหาบุลอุคดูด) ถูกสาปแช่ง
  2. النَّارِ ذَاتِ الْوَقُودِ อันนาริ ซาติลวะกูด (คือ) ไฟที่มีเชื้อเพลิงลุกโชน
  3. إِذْ هُمْ عَلَيْهَا قُعُودٌ อิซ ฮุม อะลัยฮา กุอูด ขณะที่พวกเขานั่งอยู่ริมคูไฟนั้น
  4. وَهُمْ عَلَىٰ مَا يَفْعَلُونَ بِالْمُؤْمِنِينَ شُهُودٌ วะฮุม อะลา มา ยัฟอะลูนะ บิลมุอ์มินีนะ ชุฮูด และพวกเขาเป็นพยาน (รู้เห็น) ต่อสิ่งที่พวกเขากระทำต่อผู้ศรัทธา
  5. وَمَا نَقَمُوا مِنْهُمْ إِلَّا أَن يُؤْمِنُوا بِاللَّهِ الْعَزِيزِ الْحَمِيدِ วะมา นะเกาะมู มินฮุม อิลลา อัน ยุอ์มินู บิลลาฮิลอะซีซิลหะมีด และพวกเขามิได้เคียดแค้นผู้ศรัทธาเพราะสิ่งใด นอกจากเพราะพวกเขาศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงได้รับการสรรเสริญ
  6. الَّذِي لَهُ مُلْكُ السَّمَاوَاتِ وَالْأَرْضِ ۚ وَاللَّهُ عَلَىٰ كُلِّ شَيْءٍ شَهِيدٌ อัลละซี ละฮู มุลกุสสะมาวาติ วัลอัรฎ์ วัลลอฮุ อะลา กุลลิ ชัยอิน ชะฮีด ผู้ซึ่งอำนาจแห่งชั้นฟ้าและแผ่นดินเป็นของพระองค์ และอัลลอฮ์ทรงเป็นพยานเหนือทุกสิ่ง

“กุติละ อัศหาบุลอุคดูด” คือ ชาวคูไฟถูกสาปแช่ง — “อุคดูด” คือร่องที่ขุดในดิน (พหูพจน์ อะคอดีด) · นี่คือเรื่องของกลุ่มผู้ปฏิเสธที่บังคับให้ผู้ศรัทธาละทิ้งศาสนา เมื่อผู้ศรัทธาไม่ยอม พวกเขาจึง ขุดคูจุดไฟลุกโชนแล้วโยนผู้ศรัทธาลงไปเผา ขณะที่ตน นั่งดูอยู่ริมคูและเป็นพยานต่อการทรมานนั้น · “วะมา นะเกาะมู มินฮุม อิลลา อัน ยุอ์มินู บิลลาฮิลอะซีซิลหะมีด” คือ ความผิดเดียวของผู้ศรัทธาในสายตาผู้อธรรมคือ การศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ผู้ทรงอำนาจ ผู้ควรแก่การสรรเสริญ ผู้ซึ่ง ครองอำนาจฟ้าและแผ่นดิน และทรงเป็นพยานเหนือทุกสิ่ง ไม่มีสิ่งใดหลบซ่อนจากพระองค์ได้

หะดิษ — เรื่องเด็กหนุ่มกับกษัตริย์ (ที่มาของอัศหาบุลอุคดูด)
ระดับ: ศอหีห์
ต้นฉบับอาหรับ

«كان ملك فيمن كان قبلكم، وكان له ساحر، فلما كبر قال للملك: إني قد كبرت، فابعث إلي غلاما أعلمه السحر… فقال الغلام للملك: إنك لست بقاتلي حتى تفعل ما آمرك به: تجمع الناس في صعيد واحد، وتصلبني على جذع، وتأخذ سهما من كنانتي، ثم قل: باسم الله رب الغلام، فإنك إذا فعلت ذلك قتلتني… فقال الناس: آمنا برب الغلام».

ท่านนบี ﷺ เล่าว่า มี กษัตริย์ในอดีตที่มีนักเวทย์ เมื่อนักเวทย์แก่ตัวลง ขอ เด็กหนุ่ม มาเรียนวิชาสืบต่อ · ระหว่างทางเด็กพบ นักพรต (เราะฮิบ) ผู้ศรัทธา จึงนั่งฟังและซาบซึ้งในคำสอน · วันหนึ่งเด็กพบสัตว์ร้ายขวางทางผู้คน จึงกล่าวว่า “วันนี้ฉันจะรู้ว่ากิจของนักพรตหรือของนักเวทย์เป็นที่รักของอัลลอฮ์มากกว่ากัน” แล้วขว้างหินพร้อมวิงวอน สัตว์ร้ายจึงตาย ผู้คนเดินผ่านได้ · นักพรตบอกเด็กว่า “เจ้าประเสริฐกว่าฉัน และเจ้าจะถูกทดสอบ หากถูกทดสอบก็อย่าชี้มาที่ฉัน” · เด็กรักษาคนตาบอด คนโรคเรื้อน และโรคต่าง ๆ ให้หายด้วยการวิงวอนต่ออัลลอฮ์ (โดยบอกว่า “ฉันไม่ได้รักษาใคร อัลลอฮ์ต่างหากที่ทรงรักษา หากท่านศรัทธาต่อพระองค์ ฉันจะวิงวอนให้”) · กษัตริย์ทรมานและสังหาร นักพรต · ข้าราชบริพารตาบอด ด้วยเลื่อยผ่ากลางศีรษะ · ส่วนเด็ก กษัตริย์สั่งโยนจากภูเขาและจมทะเล แต่เด็กวิงวอน “โอ้อัลลอฮ์ ขอทรงพอเพียงแก่ข้าในการจัดการพวกเขาตามที่ทรงประสงค์” คนของกษัตริย์จึงตายหมด เด็กรอด · ในที่สุดเด็กบอกวิธีฆ่าตน: «ท่านฆ่าข้าไม่ได้จนกว่าจะทำตามที่ข้าสั่ง: จงรวมผู้คน ตรึงข้าบนต้นไม้ หยิบลูกศรจากกระบอกของข้า แล้วกล่าวว่า ‘บิสมิลลาฮ์ ร็อบบิลฆุลาม (ด้วยพระนามอัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของเด็กคนนี้)’ แล้วยิง — เมื่อทำเช่นนั้นท่านจะฆ่าข้าได้» · เมื่อกษัตริย์ทำตาม ลูกศรปักที่ขมับเด็ก เด็กเอามือกุมแล้วสิ้นใจ · ผู้คนต่างประกาศว่า “เราศรัทธาต่อพระผู้อภิบาลของเด็ก!” · กษัตริย์โกรธจัดจึง ขุดคูไฟตามปากตรอก แล้วโยนผู้ศรัทธาลงไปเผา · หญิงคนหนึ่งอุ้มทารกลังเลจะกระโดด ทารกจึงพูดว่า “โอ้แม่จ๋า จงอดทนเถิด แท้จริงแม่อยู่บนสัจธรรม”

📎 ศอหีห์มุสลิม #3005 (จากศุฮัยบ์ อัรรูมี) ตรงกับ Sunnah.com ตรวจสอบ ↗
เรียบเรียง

ส่วนที่ 3 อายะฮ์ 10–11 : สองปลายทาง — ไฟเผา vs สวรรค์

85 · ซูเราะฮ์อัลบุรูจ — อายะฮ์ 10–11
  1. إِنَّ الَّذِينَ فَتَنُوا الْمُؤْمِنِينَ وَالْمُؤْمِنَاتِ ثُمَّ لَمْ يَتُوبُوا فَلَهُمْ عَذَابُ جَهَنَّمَ وَلَهُمْ عَذَابُ الْحَرِيقِ อินนัลละซีนะ ฟะตะนุลมุอ์มินีนะ วัลมุอ์มินาติ ษุมมะ ลัม ยะตูบู ฟะละฮุม อะซาบุ ญะฮันนะมะ วะละฮุม อะซาบุลหะรีก แท้จริงบรรดาผู้ที่ทรมานผู้ศรัทธาชายและหญิง แล้วไม่สำนึกผิด สำหรับพวกเขาคือการลงโทษแห่งญะฮันนัม และการลงโทษด้วยไฟที่เผาไหม้
  2. إِنَّ الَّذِينَ آمَنُوا وَعَمِلُوا الصَّالِحَاتِ لَهُمْ جَنَّاتٌ تَجْرِي مِن تَحْتِهَا الْأَنْهَارُ ۚ ذَٰلِكَ الْفَوْزُ الْكَبِيرُ อินนัลละซีนะ อามะนู วะอะมิลุศศอลิหาติ ละฮุม ญันนาตุน ตัจญรี มิน ตะห์ติฮัลอันฮาร ซาลิกัลเฟาซุลกะบีร แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดี สำหรับพวกเขาคือสวนสวรรค์ที่มีลำน้ำหลายสายไหลผ่านเบื้องล่าง นั่นคือชัยชนะอันยิ่งใหญ่

“อินนัลละซีนะ ฟะตะนุลมุอ์มินีนะ วัลมุอ์มินาติ” — “ฟะตะนู” คือ เผา (อิบนุอับบาส มุญาฮิด เกาะตาดะฮ์ อัฎเฎาะหาก อิบนุอับซากล่าว) · “ษุมมะ ลัม ยะตูบู” คือ ไม่เลิกจากสิ่งที่ทำและไม่สำนึกผิดในสิ่งที่ผ่านมา · “ฟะละฮุม อะซาบุ ญะฮันนะมะ วะละฮุม อะซาบุลหะรีก” เพราะการตอบแทนย่อมเป็นชนิดเดียวกับการกระทำ · อัลหะสัน อัลบัศรีกล่าวว่า “จงดูความเอื้ออารีและความกรุณานี้เถิด! พวกเขาฆ่าบรรดาผู้เป็นที่รักของพระองค์ แต่พระองค์ยังทรงเรียกร้องพวกเขาสู่การเตาบะฮ์และการอภัย” · ส่วน ผู้ศรัทธาและทำความดีจะได้สวนสวรรค์ที่มีลำน้ำไหลผ่าน — นั่นคือชัยชนะอันยิ่งใหญ่

เรียบเรียง

ส่วนที่ 4 อายะฮ์ 12–16 : การลงทัณฑ์ที่รุนแรง และคุณลักษณะของอัลลอฮ์

85 · ซูเราะฮ์อัลบุรูจ — อายะฮ์ 12–16
  1. إِنَّ بَطْشَ رَبِّكَ لَشَدِيدٌ อินนะ บัฏชะ ร็อบบิกะ ละชะดีด แท้จริงการลงทัณฑ์ของพระผู้อภิบาลของเจ้านั้นรุนแรงยิ่งนัก
  2. إِنَّهُ هُوَ يُبْدِئُ وَيُعِيدُ อินนะฮู ฮุวะ ยุบดิอุ วะยุอีด แท้จริงพระองค์ทรงเริ่มการสร้างและทรงให้กลับคืนมา
  3. وَهُوَ الْغَفُورُ الْوَدُودُ วะฮุวัลเฆาะฟูรุลวะดูด และพระองค์คือผู้ทรงอภัยยิ่ง ผู้ทรงรักยิ่ง
  4. ذُو الْعَرْشِ الْمَجِيدُ ซุลอัรชิลมะญีด เจ้าของบัลลังก์ ผู้ทรงเกียรติ
  5. فَعَّالٌ لِّمَا يُرِيدُ ฟะอฺอาลุน ลิมา ยุรีด ผู้ทรงกระทำตามที่พระองค์ประสงค์

“อินนะ บัฏชะ ร็อบบิกะ ละชะดีด” — การลงทัณฑ์และการแก้แค้นของอัลลอฮ์ต่อศัตรูที่ปฏิเสธรอซูลและฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์นั้น รุนแรง ยิ่งใหญ่ และทรงพลัง · “อินนะฮู ฮุวะ ยุบดิอุ วะยุอีด” คือ ด้วยพลังและเดชานุภาพอันสมบูรณ์ พระองค์ทรงเริ่มสร้างแล้วทรงให้กลับคืนดังที่เริ่มไว้ โดยไม่มีสิ่งใดขัดขวาง · “วะฮุวัลเฆาะฟูรุลวะดูด” คือ ทรงอภัยบาปแก่ผู้ที่เตาบะฮ์และนอบน้อมต่อพระองค์ ไม่ว่าบาปใดก็ตาม · “อัลวะดูด” — อิบนุอับบาสและอื่น ๆ ว่าคือ ผู้ทรงรัก (อัลหะบีบ) · “ซุลอัรชิลมะญีด” คือ เจ้าของบัลลังก์ที่ยิ่งใหญ่ สูงเหนือสรรพสิ่ง (“อัลมะญีด” อ่านได้ทั้งขึ้นต้น—เป็นคุณลักษณะของพระผู้อภิบาล และลงท้าย—เป็นคุณลักษณะของบัลลังก์ ทั้งสองความหมายถูกต้อง) · “ฟะอฺอาลุน ลิมา ยุรีด” คือ สิ่งใดที่ทรงประสงค์จะทำ ไม่มีผู้ใดขัดขวางการตัดสินของพระองค์ และพระองค์ไม่ถูกสอบถามในสิ่งที่ทรงกระทำ ด้วยความยิ่งใหญ่ อำนาจ วิทยปัญญา และความยุติธรรม · มีรายงานว่าเมื่ออบูบักร อัศศิดดีกป่วยใกล้เสียชีวิต มีผู้ถามว่า “แพทย์ได้ตรวจท่านหรือยัง?” ท่านตอบว่า “ตรวจแล้ว” ถามว่า “แพทย์ว่าอย่างไร?” ท่านตอบว่า “แพทย์ (คืออัลลอฮ์) กล่าวแก่ฉันว่า ‘แท้จริงข้าคือผู้ทรงกระทำตามที่ข้าประสงค์’”

เรียบเรียง

อายะฮ์ 17–22 : บทเรียนจากอดีต และกุรอานในเลาหุลมะห์ฟูซ

85 · ซูเราะฮ์อัลบุรูจ — อายะฮ์ 17–22
  1. هَلْ أَتَاكَ حَدِيثُ الْجُنُودِ ฮัล อะตากะ หะดีษุลญุนูด เรื่องราวของบรรดาไพร่พลได้มาถึงเจ้าแล้วมิใช่หรือ?
  2. فِرْعَوْنَ وَثَمُودَ ฟิรเอานะ วะษะมูด (คือ) ฟิรเอาน์และษะมูด
  3. بَلِ الَّذِينَ كَفَرُوا فِي تَكْذِيبٍ บะลิลละซีนะ กะฟะรู ฟี ตักซีบ แต่บรรดาผู้ปฏิเสธยังคงอยู่ในการกล่าวหาว่าเท็จ
  4. وَاللَّهُ مِن وَرَائِهِم مُّحِيطٌ วัลลอฮุ มิน วะรออิฮิม มุฮีฏ และอัลลอฮ์ทรงล้อมรอบพวกเขาจากเบื้องหลัง
  5. بَلْ هُوَ قُرْآنٌ مَّجِيدٌ บัล ฮุวะ กุรอานุน มะญีด แต่มัน (ต่างหาก) คืออัลกุรอานอันทรงเกียรติ
  6. فِي لَوْحٍ مَّحْفُوظٍ ฟี เลาหิน มะห์ฟูซ อยู่ในแผ่นจารึกที่ถูกพิทักษ์ (เลาหุลมะห์ฟูซ)

“ฮัล อะตากะ หะดีษุลญุนูด · ฟิรเอานะ วะษะมูด” — เรื่องราวของ กองทัพผู้อธรรมในอดีตอย่างฟิรเอาน์และษะมูด ที่อัลลอฮ์ทรงลงโทษโดยไม่มีผู้ใดปกป้องได้ มาถึงเจ้าแล้วมิใช่หรือ? — เป็นการยืนยันคำตรัส “การลงทัณฑ์ของพระผู้อภิบาลของเจ้ารุนแรงยิ่ง” คือเมื่อทรงลงโทษผู้อธรรม ทรงลงโทษอย่างเจ็บปวดรุนแรง ดังการลงโทษของผู้ทรงอำนาจผู้ทรงเดชานุภาพ · มีรายงาน (มุรสัล) ว่าท่านนบี ﷺ เดินผ่านหญิงคนหนึ่งที่กำลังอ่าน “ฮัล อะตากะ หะดีษุลญุนูด” ท่านหยุดฟังแล้วกล่าวว่า “ใช่ มันได้มาถึงฉันแล้ว”

“บะลิลละซีนะ กะฟะรู ฟี ตักซีบ · วัลลอฮุ มิน วะรออิฮิม มุฮีฏ” — ผู้ปฏิเสธยังคง อยู่ในความสงสัย ดื้อรั้น และกล่าวหาว่าเท็จ ทั้งที่ อัลลอฮ์ทรงมีอำนาจเหนือพวกเขา ทรงล้อมรอบไว้ทุกด้าน พวกเขาหนีไม่พ้นและทำให้พระองค์จนปัญญาไม่ได้

“บัล ฮุวะ กุรอานุน มะญีด · ฟี เลาหิน มะห์ฟูซ” — สิ่งที่พวกเขาปฏิเสธนั้น แท้จริงคือ อัลกุรอานอันทรงเกียรติยิ่งใหญ่ ที่อยู่ใน “เลาหุลมะห์ฟูซ” (แผ่นจารึกที่ถูกพิทักษ์) ในโลกเบื้องบน — ได้รับการปกป้องจากการเพิ่ม การลด การบิดเบือน และการเปลี่ยนแปลง · อัลหะสัน อัลบัศรีว่า อัลกุรอานอันทรงเกียรตินี้อยู่ ณ ที่อัลลอฮ์ในเลาหุลมะห์ฟูซ พระองค์ทรงประทานลงมาตามที่ทรงประสงค์แก่ผู้ที่ทรงประสงค์ในหมู่สิ่งถูกสร้าง · มีรายงานจากอิบนุอับบาสว่า เลาห์เป็นไข่มุกขาว ยาวเท่าระยะฟ้ากับแผ่นดิน ริมทั้งสองเป็นทับทิม ปากกาของมันเป็นแสง วัลลอฮุอะอ์ลัม (รายงานเหล่านี้บางส่วนสายอ่อน อิบนุกะษีรยกมาเพื่อประกอบความ)